อยากให้คนไทยได้ดู! โดนัท มนัสนันท์ เปิดใจกว่าจะมาเป็นภาพยนตร์สารคดี บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ

Home / ข่าวหนัง / อยากให้คนไทยได้ดู! โดนัท มนัสนันท์ เปิดใจกว่าจะมาเป็นภาพยนตร์สารคดี บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ
The Journey บันทึกทางไกลถึงพ่อ พรมนัส รัตนวิชช์ ลีซองดร์ เซไรดารีส สเตฟาน ลอมแบร์ เกลย์อง เซไรดารีส โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในฐานะคนไทยที่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด สำหรับ ผู้กำกับและนักแสดงมากฝีมือ โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ที่ได้มีโอกาสสร้างภาพยนตร์สารคดี บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ (The Journey) ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดีที่รวบรวมการเดินทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ปี พ.ศ. 2476-2494 ผ่านพระราชหัตถเลขา และไปรษณียบัตร รวมถึงภาพฝีพระหัตถ์ วิดีทัศน์พระราชทานสัมภาษณ์ และการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่เคยถวายงานพระองค์

โดยภาพยนตร์สารคดี บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ (The Journey) จัดทำขึ้นด้วยน้อมระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งมีคณะผู้จัดทำ ได้แก่ โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล, พรมนัส รัตนวิชช์ และ สเตฟาน ลอมแบร์ ภายใต้การให้คำปรึกษาของ คุณลีซองดร์ เซไรดารีส บุตรชายของ นายเกลย์อง เซไรดารีส อดีตครูที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ทั้งนี้ โดนัท มนัสนันท์ ยังบอกเล่าประสบการณ์การทำงานกว่าจะมาเป็นสารคดีชึ้นนี้ ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายจึงสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

เรื่องราวเป็นยังไงถึงได้สร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้

คือจริงๆ วันนั้นเราก็ตกใจกับข่าวที่ได้ยิน เราไม่รู้ว่าเราจะทำยังไงให้เรารู้สึกดีขึ้นบ้าง เลยคิดว่าการที่เราได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับท่านและได้ไปในที่ๆ ท่านเคยไป ก็เป็นทางเดียวที่จะเยียวยาความเสียใจกับการสูญเสียของเราได้ และพอดีตอนนั้นโดนัทต้องไปยุโรปก็เลยเปลี่ยนไปโลซานแทน ไปทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกก็ไปศึกษาข้อมูลก่อนว่าท่านเคยไปประทับที่ไหนทำอะไรบ้างและก็รวบรวมข้อมูลมาให้ได้มากที่สุด จากนั้นก็กลับมาทำรีเสิร์ชที่เมืองไทย แล้วก็ไปรอบที่ 2 ไปถ่ายใหม่ และก็ไปรอบที่ 3 ก็เอาทีมงานไปด้วย

ไปเจอคุณลีซองดร์ได้ยังไง

กับคุณลีซองดร์ เซไรดารีส เราได้อ่านหนังสือของท่าน ซึ่งเขาแปลพระราชหัตถเลขาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนแรกที่ได้อ่านก็รู้สึกประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจให้เรามาก ทีนี้เราก็เลยไปคุยและขอดูจดหมายฉบับจริง เขาก็เล่าให้ฟังว่าเขาไม่เคยให้ใครมาก่อนและเขาก็ยอม แต่ก็ไป 3 ครั้งนะกว่าเขาจะยอมให้ถ่าย และระหว่างทาง คือภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เราจะเล่าเรียงลำดับตั้งแต่ปี พ.ศ. 1933 คือครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8, รัชกาลที่ 9, สมเด็จย่า และพระพี่นาง ย้ายไปอยู่ที่โลซาน และเล่าต่อว่าท่านต้องเดินทางทางเรือ ซึ่งสมัยก่อนการเดินทางทางเรือใช้เวลา 1 เดือน

ทีนี้จากโลซานบนเรือมาไทยท่านก็เขียนพระราชหัตถเลขาเล่าเรื่องการเดินทางว่าท่านเดินทางในช่วงไหนบ้างเราก็มาดูว่าช่วงนั้นมีข้อมูลอะไรบ้าง ตอนแรกโดนัทจะทำในช่วงเวลานั้นแต่พอได้ไปดูที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานสัมภาษณ์ไว้แล้วท่านตอบคำถามทุกการเดินทางของพระองค์ ทุกอย่างที่พระองค์ทำ โดนัทก็เลยเริ่มค้นไปอีกก็ยากเหมือนกันนะก็ต้องขอบคุณทีมงานที่สนับสนุนโดนัทสุดๆ เพราะอย่างเวลาโดนัทค้นเจออะไรวันนี้ก็จะเอาพรุ่งนี้ เพราะเราต้องทำงานแข่งกับเวลา ก็คิดว่าสิ่งที่เรารวบรวมมาก็มีมากกว่าครึ่งที่เป็นรูปที่ไม่เคยเห็น และเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นพระราชหัตถเลขาของจริงด้วย

เคยถามไหมทำไมคุณลีซองดร์ ถึงไว้ใจเรา

กับคุณลีซองดร์ เขาก็เหมือนเป็นคุณลุงของเราไปแล้ว โดนัทไปสวิตเซอร์แลนด์บ่อยมาก และบางทีเขามาเมืองไทยเราก็จะมีโอกาสได้เจอกัน เราแสดงให้เขาเห็นจริงๆ ว่าเราอยากนำเสนอสารคดีเรื่องนี้ในด้านที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนดู สำหรับโดนัทเองเป็นคนที่ชอบเดินทางเหมือนกัน โดนัทเชื่อว่าการเดินทางทำให้เราเปลี่ยน ทำให้เรามองโลกอีกแบบ ทำให้เราโตขึ้น และที่สำคัญการเดินทางมันมีความหมายมาก พอโดนัทได้อ่านบันทึกการเดินทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 รู้สึกว่าการเดินทางในแต่ละครั้งของพระองค์สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เห็นช่วงเวลาต่างๆ เราเห็นตั้งแต่ท่านพระชนมายุได้ 10 พรรษา เห็นตอนที่ท่านต้องเสด็จกลับสวิตเซอร์แลนด์คนเดียวทางเครื่องบิน และทรงประพันธ์พระราชนิพนธ์ “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์”

พอปี 1950 พระองค์ท่านเสด็จกลับมาเพื่อเข้าพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ท่านเริ่มพูดถึงเรื่องท่านชอบถ่ายภาพ ท่านพูดว่าท่านล้างภาพบนเรือ เรามีเรื่องที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วพอการเดินทางครั้งสุดท้ายของท่านในปี 1951 หลังจากปีนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่เคยย้ายไปอยู่ที่ไหนอีกเลย เราพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องที่สุด โดนัทขออนุญาตจากสำนักราชเลขาและได้รับความช่วยเหลือในการช่วยตรวจทานคําราชาศัพท์ คำพูดทุกอย่างแล้วก็พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องที่สุด เอกสารที่เราใช้อ้างอิงในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็จะมาจากหนังสือ 3 เล่ม ได้แก่ เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์ พระราชนิพนธ์ของพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา แล้วก็หนังสือบันทึกเป็นอยู่คือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และหนังสือของคุณลีซองดร์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างถูกต้อง แต่พอมีไทม์ไลน์แล้วเราก็ต้องกลับมาค้นต่อว่าในช่วงเวลาปีนั้นๆ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ในหลวงชอบทำอะไร มีความสนใจเรื่องอะไร

เรียกว่า 1 ปีเต็มกับการสร้างเรื่องนี้

ก็เกือบนะ แต่ว่าจะมาหนักตอนสองเดือนนี้ โดนัทรู้สึกว่าการทำภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้มันไม่ได้สำคัญว่าโดนัทเป็นคนทำ แต่มันสำคัญว่ามีภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้นะ แล้วก็อยากให้คนไทยได้ดู เพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่ช่วยทำให้สารคดีเรื่องนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไทยเบฟ หรือทีจี การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ส่วนรอบฉาย sf ดีแทค ก็ให้ดูฟรีซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ได้อธิษฐานให้งานสำเร็จไหม

โดนัทเคยอ่านพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าอย่าสวดอ้อนวอนขอความสำเร็จ แต่ให้สวดอ้อนวอนขอความกล้าหาญ ทุกครั้งเราก็จะพูดกันว่าเช้านี้สวดมนต์หรือยังกับ โบว์ พรมนัส รัตนวิชช์ ซึ่งโบว์ทำงานหนักมาก ซึ่งท้อง 7 เดือน ก็ต้องบอกหลานว่าอย่าเพิ่งออกมานะลูก เพราะทุกวันที่โดนัททำสารคดีเรื่องนี้ได้ไปเจอสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งค้น ยิ่งเจอ และเรารู้สึกว่าเป็นบันทึกที่สวยงาม รู้สึกว่าทำแล้วมีความสุข แล้วโดนัทได้ไปสัมภาษณ์ผู้ที่เคยถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9 ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ท่านพูดจนเราร้องไห้ เรื่องที่ ดร.สุเมธ เล่าทำให้เราร้องไห้ ตอนนี้ก็แฮปปี้แล้วอยากให้มาดูกันจริงๆ

สำหรับประชาชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถติดตามและรับชมภาพยนตร์สารคดี บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ (The Journey) ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามช่องทางและรายละเอียด ดังต่อไปนี้

เฉพาะที่โรงภาพยนตร์เอส เอฟ ในเขตกรุงเทพฯ

(ยกเว้นโรงภาพยนตร์ เอ็มพรีเว่ ซีเนคลับ) ในวันที่ 12 ตุลาคม 2560 เวลา 19.00 น. และ 13-14- 15 ตุลาคม เวลา 14.30 น.

ฉายที่โรงภาพยนตร์เอส เอฟ ทั่วประเทศ

ในวันที่ 13-14 ตุลาคม 2560 รอบฉายเวลา 14.30 น.

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sfcinemacity.com

ตัวอย่างภาพยนตร์ บันทึกทางไกล…ถึงพ่อ The Journey