Entertainment Now Mono 29 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยุทธนา มุกดาสนิท สี่แผ่นดิน

พระมหากรุณาธิคุณสู่ก้าวแรกของ ยุทธนา มุกดาสนิท

Home / ข่าวหนัง / พระมหากรุณาธิคุณสู่ก้าวแรกของ ยุทธนา มุกดาสนิท

เป็นอีกหนึ่งคนในวงการบันเทิงไทยที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดและทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำหรับผู้กำกับชั้นครูของวงการภาพยนตร์ไทย หง่าว ยุทธนา มุกดาสนิท ที่ได้เผยเบื้องหลังการกำกับละครเวทีครั้งแรก และได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระบรมวงศานุวงศ์ทอดพระเนตรละครเวทีเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่ได้สร้างความภาคภูมิใจมาตราบเท่าทุกวันนี้

นอกจากจะเป็นเกียรติไปตลอดชีวิตแล้ว ยังถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงให้โอวาท และเป็นการน้อมนำเอาคำสอนเหล่านั้นมาเป็นหลักในการทำงาน การใช้ชีวิตของ ยุทธนา มุกดาสนิท ตลอดมา

งานชิ้นแรกคือละครเวทีเรื่อง สี่แผ่นดิน ทำไมถึงอยากทำเรื่องนี้

นี่คือวิทยานิพนธ์ก่อนจบของผม ผมเรียนเอกวารสารหนังสือพิมพ์ และเรียนโทศิลปะการแสดงที่คณะศิลปศาสตร์ ก่อนจบเราจะต้องทำวิทยานิพนธ์ตอนปีสี่ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่เรียนวารสารก็จะทำหนังสือพิมพ์ เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ตัวเอง แต่ผมไปขออนุญาตอาจารย์ว่าขอส่งเป็นวิชาโทได้ไหม ขอทำละคร เพราะรู้สึกว่าเรียนมาแล้วสนุก อาจารย์ก็บอกทำได้

จากนั้นก็ไปนั่งคิดว่ามีนิยายเรื่องไหนบ้างที่จะสะท้อนให้เห็นสังคมบ้านเมืองสมัยนั้น ในตอนนั้น ปี พ.ศ.2516 ผมจะเรียนจบมันมีความวุ่นวาย มีความเครียด และพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่หนักหนาทีเดียว เป็นปีที่มีประวัติทางการเมืองที่คุกรุ่น พอคิดถึงประเด็นรอบข้างได้ใจก็แว็บถึงนิยายของ อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ คือสี่แผ่นดิน มันน่าทำ โดยเฉพาะท่อนหลังในแผ่นดินรัชกาลที่ 7 รัชกาลที่ 8 มันพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเลย ในขณะที่รัชกาลที่ 5-6 พูดถึงความรัก ความผูกพันในขนบโบราณ ในแผ่นดินเก่า

ก็เลยทำโครงการดราฟต์บทคร่าวๆ ก็เลยเอาไปเสนออาจารย์หัวหน้าภาควิชา แล้วท่านก็บอกว่าถ้าไปขอลิขสิทธิ์กับอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ได้ก็จะให้ทำ ซึ่งความจริงท่านไม่ให้หรอก ตอนนั้นด้วยความหนุ่มก็ถือบทเดินไปหาอาจารย์คึกฤทธิ์ที่สำนักพิมพ์สยามรัฐ พอไปถึงก็เล่าให้ท่านฟังว่าอยากทำงานนี้ เล่าเรื่องราวว่าจะทำอย่างไร และอยากจะขอลิขสิทธิ์ ท่านก็ให้ และยังบอกอีกว่าถ้าขาดเหลืออะไรมาเอากับผมได้

ย้อนกลับไปถึงการแสดงครั้งแรกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองอีกด้วย

การแสดงครั้งแรกเราตั้งใจไว้ว่าจะเล่น 5 รอบ เริ่มเปิดแสดงครั้งแรกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ก็เสด็จมาเป็นประธานทอดพระเนตรท่านก็ชื่นชมบอกว่าชอบมาก นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าเฝ้าพระบรมวงศานุวงศ์อย่างใกล้ชิด พอละครเล่นได้ถึงรอบที่ 3-4 คนก็เต็มโรง ก็เลยเพิ่มอีก 5 รอบเป็น 10 รอบ และในปลายเดือนพฤศจิกายนที่กำลังเรียนวิชาสุดท้ายอยู่ก็มีเสียงประกาศตามสายมาจากห้องอธิการบดีให้เชิญตัวผมไปพบ แล้วก็บอกว่าราชเลขานุการในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่าอยากคุยด้วย เมื่อได้คุยก็รู้ว่าพระองค์ท่านโปรดละครเรื่องสี่แผ่นดินอยากให้นำมาแสดงอีกครั้ง แต่ให้เป็นที่ศาลาดุสิดาลัยในสวนจิตรลดา แต่ด้วยความที่มีคนยังอยากชมละครเรื่องนี้อีกมาก ก็เลยขอว่าจะเปิดการแสดงรอบแรกใหม่และจะขอทูลเชิญเสด็จมาเป็นประธานในพิธี ท่านก็โปรดฯ ให้เป็นไปตามนั้น

พอในการแสดงครั้งที่สองในวันแสดงจริงเวลาบ่ายสามโมง เจ้าหน้าที่ก็นำพระเก้าอี้มาตั้งอยู่หน้าสุด แต่พอเวลาหกโมงเย็นก็มีเก้าอี้ใหญ่มาเพิ่ม เราก็เอ๊ะมันชักจะยังไงๆ อยู่ก็เลยถามว่าเพราะอะไร เขาก็ไม่ตอบอะไร ถึงเวลารับเสด็จผมกับอาจารย์ก็ไปรับเสด็จที่หอประชุม แล้วคนที่ก้าวลงมาคนแรกคือพระเจ้าอยู่หัวผมก็ตกใจ เพราะว่ามานอกหมาย แล้วพระองค์ท่านก็ทรงเดินตรงมาหาและทรงมีพระอารมณ์ขันอย่างยิ่งว่า ไม่ได้เชิญแต่อยากมาดู ถ้างั้นก็ขอซื้อตั๋วก็แล้วกัน แล้วท่านก็ควักเงินใส่ซองมาแล้ว แต่คิดว่านั่นเป็นพระอารมณ์ขัน เป็นมุก แต่ท่านหน้าเฉยๆ แล้วก็ยื่นให้อาจารย์ ผมคิดว่านั่นคือพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่พระราชทานให้กับแผนกศิลปะการละครซึ่งเพิ่งตั้งขึ้น

จากนั้นพระองค์ท่านก็เสด็จเข้าไปทอดพระเนตร ตามด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ คือสมเด็จพระเทพฯ และเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เสด็จมาทั้ง 4 พระองค์ ร่วมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ก็ตามเสด็จมาทอดพระเนตรด้วย พอละครแสดงไปได้ชั่วโมงครึ่งก็พักการแสดง อาจารย์ก็เดินมาบอกผมที่หลังโรงว่าให้ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเผื่อท่านจะมีพระราชวินิจฉัยยังไงบ้าง ผมก็ไปนั่งเฝ้าคิดว่าคงแป๊บเดียว

พระองค์ท่านไม่ได้พูดถึงละครโดยตรง แต่ค่อยๆ ตรัสอย่างคิดคำนึงออกมาว่า ดูละครแล้วสะท้อนสังคมทุกวันนี้ และสะท้อนคนนะ ต้องใช้สติให้ดีในการมองดูให้รอบด้าน แล้วใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ แล้วก็แก้ไขทำมันให้ดีที่สุด แต่ต้องเริ่มจากการมีสติแล้วใช้ปัญญาและมองให้รอบด้าน นั่นคือประเด็นที่ท่านตรัส ตลอด 15 นาทีของการพักท่านไม่เสด็จออกเลย ท่านก็นั่งพูดเกี่ยวกับวิธีคิด ทำให้ชีวิตดี ทำให้คนอื่นดี กว้างขวางมาก ความรู้สึกในตอนนั้นคือตั้งใจฟังอย่างเดียว มันเป็นเหมือนคำสอนของพ่อ มันดีมาก เรียบเรียงเป็นขั้นตอนวิธีคิด ผมก็ได้แต่นั่งฟัง ได้แต่รับปากพะยะค่ะ เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ตั้งแต่ตอนนั้นก็หมอบกราบเอาใส่เกล้าใส่กระหม่อมมา

ชีวิตหลังจากนั้นเป็นยังไงบ้าง

มีจุดมุ่งหมาย เข้าใจเลยว่าเราจะเดินไปข้างหน้าด้วยสติอย่างไร เราควรคิดไตร่ตรอง ไม่ใช่เชื่ออะไรเร็วๆ ต้องตรองอย่างมีเหตุผล ผมก็รักษาประเด็นในฐานะนักสื่อสารมวลชนที่จะทำหนัง ต้องถ่ายทอดประเด็นที่ดี ถึงแม้จะเป็นหนังบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นตลก ดราม่า หรืออะไร จะต้องมีประเด็นให้คนพัฒนาความคิดให้มีประโยชน์ต่อมหาชน เพราะฉะนั้นหนังมันจึงออกไปค่อนข้างหนัก มันก็เป็นความภูมิใจ และยังอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ในวงการภาพยนตร์ และได้พระราชดำรัสเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตเพื่อไม่ให้เป็นคนเลว และช่วยเหลือสังคมเท่าที่จะทำได้

ความประทับใจที่มีต่อพ่อหลวงที่ได้ให้โอวาทคำสอนต่างๆ เป็นยังไงบ้าง

จริงๆ ไม่ค่อยอยากพูดมาก ไม่อยากร้องไห้ออกสาธารณชน แต่เป็นน้ำตาของความเศร้า ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำทุกอย่างเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ว่ามันเห็นได้จากการกระทำ เพราะฉะนั้นในวาระนี้ก็ต้องเศร้าเสียใจเป็นปกติอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทุกคนควรจะทำต่อไปก็คือสานต่อปณิธานท่าน

ติดตามข่าวสารแวดวงฮอลลิวูดที่น่าสนใจได้ในรายการ Entertainment Now วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 7.40 น. ช่อง MONO 29