หนัง Time Freak เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ โซเฟีย เทอร์เนอร์

ทำไมต้องย้อนเวลา?! ฟังจากปากผู้สร้างหนัง Time Freak

Home / ข่าวหนัง / ทำไมต้องย้อนเวลา?! ฟังจากปากผู้สร้างหนัง Time Freak

 

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ให้คอหนังรอมคอมบ้านเราได้ชมกันแล้ว สำหรับ Time Freak งานกำกับเรื่องแรกของ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) ที่ตัดสินใจรีเมกหนังสั้นของตัวเองที่เคยเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Brooklyn International จนได้รับรางวัลสาขาภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยมจากหลายเวที

และในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นหนังใหญ่เข้าฉายในโรง และได้ เรย์มอนด์ แมนส์ฟิลด์ (Raymond Mansfield) ผู้อยู่เบื้องหลังหนังดังอย่าง Get Out (2017) มาเป็นโปรดิวเซอร์ดูแลงานสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ และได้นักแสดงดาวรุ่งอย่าง เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และ โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) มาแสดงนำ

เรียกได้ว่ามีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับการย้อนเวลา แต่ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) เลือกการย้อนเวลาในลักษณะแบบว่าไม่ว่าเราจะย้อนไปช่วงเวลาไหน เราก็ยังเป็นตัวของตัวเองอยู่ในอดีต ไม่ใช่ว่าเราย้อนไปแล้วจะต้องมาคอยระวังจะไปเจอกับตัวเองในอดีตเข้ามาเป็นเส้นเรื่องหลักในหนังรอมคอมแฟนตาซี Time Freak

ผมไม่ชอบความวุ่นวายเลย หนังย้อนเวลาของผมไม่ใช่การย้อนไปแล้วจะต้องไปเจอเรื่องปวดหัว ไม่ใช่! ผมอยากให้ตัวละครของผมโฟกัสไปที่การพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือ การพยายามเป็นตัวเองที่ดีกว่า เพื่อที่ไม่ให้เสียคนที่รักไป และแน่นอนมันเป็นการผจญภัย ที่มาพร้อมกับความสนุกแบบสุดเหวี่ยง

ความสนุกของหนังเรื่องนี้มันมาจากการที่เราเห็นว่าพวกเขามีโอกาสนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อที่จะแก้ไข คือคาแรกเตอร์แบบสติลล์แมน นี่เป็นพวกสติเฟื่องซึ่งเขามีความแสบและเป็นตัวของตัวเองมากเสียเหลือเกิน ทำให้หลายครั้งไม่ว่าจะย้อนไปมากี่ครั้ง มันก็ทำให้เราหัวเราะไม่ยาก ผมชอบคาแรกเตอร์เพื่อนพระเอกมาก นี่คือพระเอกตัวจริงของผมเลย

เรย์มอนด์ แมนส์ฟิลด์ (Raymond Mansfield) กล่าวถึงความสัมพันธ์รวมไปถึงนิสัยใจคอของตัวละครใน Time Freak ระหว่าง เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) รับบทเป็น สติลล์แมน และ สกายเลอร์ กีซอนโด (Skyler Gisondo) รับบทเป็น เอแวน ซึ่งเป็นสองเพื่อนซี้กันว่า

เอแวน เป็นคนที่คอยซัพพอร์ทเพื่อนของเขา เขาไม่ใช่คนฉลาดแบบสกายเลอร์ และบ่อยครั้งจะทำตัวเซ่อจนทำให้สติลล์แมน ต้องย้อนเวลากลับโดยไม่จำเป็น เขาเป็นตัวเรียกเสียงตลกที่ได้ผลมาก มันดึงความเลี่ยนของความรัก ให้คงมาตรฐานของหนังไว้ให้สนุกได้อย่างต่อเนื่อง

การเซ็ทฉากเครื่องย้อนเวลาเป็นอะไรที่ทีมงานทุ่มเทและใช้เวลากับมันมากเช่นกัน ทั้งแอนดรูว์และเรย์มอนด์ มีความเห็นตรงกันที่พวกเขาอยากทำให้คนดูเชื่อ และ มองเห็นว่าเครื่องย้อนเวลาแบบนี้มันมีได้จริงๆ มันจะไม่ใช่การที่เขาผลิตเครื่องสุญญากาศอลูมิเนียมแย่ๆ แล้วจะมาใส่ควันเยอะๆ ให้มันดูอลังการคงไม่ได้ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องหาคนที่สามารถจัดการในส่วนนี้ได้ พวกเขาจึงเลือกที่จะไปใช้งาน ไบรอัน ไลฟ์ส (Brian Lives) ผู้ที่เคยมีผลงานภาพยนตร์อย่าง Halloween 5 และ ล่าสุดกับการจัดฉากในภาพยนตร์เรื่อง Hereditary

เรย์มอนด์ กล่าวว่า “ผมรู้ว่าเขาเคยทำงานหนังสยองขวัญมา แต่เขามีไอเดียที่ดีมากในการสร้างไทม์แมชชีนในแบบฉบับหนังของเรา”

ไลฟ์สได้อ่านบทหนังเรื่องนี้อย่างละเอียด เขารู้ว่าพื้นที่แลป ที่จะกลายมาเป็นไทม์แมชชีนนั้น มันคือ โรงรถดีๆ นี่เอง แต่มันต้องไม่ใช่โรงรถธรรมดา มันคือโรงรถของเด็กเนิร์ด เด็กสติเฟื่อง มันต้องเต็มไปด้วยสิ่งของสุดล้ำ การดีไซน์เครื่องไทม์แมชชีนจึงต้องสอดคล้องกับความล้ำนั้น พวกเขาตัดสินใจที่จะไปเนรมิตแลปนี้ที่ห้องสตูดิโอขนาดใหญ่ วัสดุอุปกรณ์ที่มีสีฟ้าอ่อนๆ มีเส้นโค้ง ไฟนีออน และลำโพง! เมื่อแอนดรูว์ถามเขาว่าทำไมต้องลำโพง เขาจึงตอบว่า

“มันเข้ากันดีกับฉากใช่มั้ยล่ะ คุณลองปรับบทการย้อนเวลาที่เสียงคือตัวแปรของการย้อนเวลาดูมั้ยล่ะ”

แอนดรูว์เชื่อในคำพูดของไลฟ์ เหตุผลหลักๆ คือ เพราะห้องแลปแห่งนี้มันดูดีมากเกินกว่าที่จะไปปฎิเสธลงได้

Time Freak

ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง ต้องช้ำรักเมื่อแฟนสาวของเขา ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขาห่วยแตกเกินไป เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเครื่องไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อกลับไปแก้ไขทุกสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต เพื่อพิชิตใจเธออีกครั้ง

Time Freak เข้าแายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์