คิดถึงวิทยา ต้น-นิธิวัฒน์ บี้ สุกฤษฏิ์ พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ หนัง Notebook

ต้น นิธิวัฒน์ เผยความในใจหลังเห็นตัวอย่าง คิดถึงวิทยา เวอร์ชั่นอินเดียนำไปรีเมก

Home / ข่าวหนัง / ต้น นิธิวัฒน์ เผยความในใจหลังเห็นตัวอย่าง คิดถึงวิทยา เวอร์ชั่นอินเดียนำไปรีเมก

หลังจากหนังรักโรแมนติกอย่าง คิดถึงวิทยา (2014) ที่แสดงนำโดย พลอย เฌอมาลย์ และ บี้ สุกฤษฎิ์ เข้าฉายในบ้านเราไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วและทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท จนถูกค่ายหนังจากอินเดีย Salman Khan Films ซื้อลิขสิทธิ์ไปรีเมกสร้างใหม่ในชื่อ Notebook ที่เพิ่งปล่อยตัวอย่างออกมาให้ชมเมื่อไม่กี่วันนี้และมีกำหนดเข้าฉายในอินเดียว 29 มีนาคม ซึ่งก่อนหน้านี้หนังไทยก็ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปทำใหม่หลายเรื่อง

ล่าสุด ต้น นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับภาพยนตร์ คิดถึงวิทยา ก็ออกมาเผยความในใจหลังจากได้เห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวถึงผลงานภาพยนตร์ที่เจ้าตัวเป็นผู้สร้างเปรียบเสมือนลูก ซึ่งถูกคนอื่นเอาไปตีความใหม่อันเป็นความรู้สึกเดดียวกับการได้เห็นลูกฝาแฝดที่พลัดพรากไปเกิดและเติบโตอยู่เมืองนอกยิ้มโบกมือทักทายให้อยู่ไกลๆ ทำเอาคิดถึงทุกอย่างในหนังสุดๆ

หนังก็เหมือนลูกแหละครับ พ่อมันเป็นยังไงลูกมันก็เป็นอย่างงั้น ตั้งแต่เขียนบทแฟนฉันเคยคุยกับไอ้แกงค์ห้าคนที่เหลือว่าถ้าบทเล่มนี้ถูกแต่ละคนเอาไปทำในเวอร์ชั่นของตัวเองคงได้หนังออกมา 6 แบบที่ไม่มีทางเหมือนกันเลย ทั้งๆที่เขียนบทด้วยกันมาเป็นปีแต่พอไปออกกองก็ยังมีเรื่องให้เถียงกันได้แทบจะทุกดีเทลเพราะการเปลี่ยนภาพในหัวให้ออกมาเป็นภาพจริงนั้นมันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยรสนิมและความชอบส่วนตัวล้วนๆ

ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตัวแสดง ขนาดภาพ โลเคชั่นถนนกว้างนี่มันต้องกว้างแค่ไหนเหรอ วิธีเล่าเรื่องเช่นไปโรงเรียนต้องขวาไปซ้ายหรือจะซ้ายไปขวากันแน่โดยเฉพาะเรื่องการแสดงที่โคตรจะมีดีเทลส่วนตัวกันเสียเหลือเกิน รอยยิ้มเนี่ยจะให้ยิ้มแบบไหนจะยิ้มแย้มหรือจะเอาแค่ยิ้มหวาน อันนี้จริงจังนะครับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เถึยงกันแบบไม่มีใครยอมใคร เสียดายที่หนัง 6 เรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น อยากรู้เหมือนว่าถ้าบางซีนยิ้มน้อยกว่านี้ตลกมากกว่านี้หนังจะออกมาเป็นยังไง ก็คงได้แต่จินตนาการไปเองว่าถ้าเป็นพี่ปิ๊งทำซีนนั้นคนเดียวคงออกมาฮาระเบิด แต่ถ้าพี่เอสพี่บอลทำก็คงทำออกมาละมุนละไมต่างกันไป

แต่วันนี้จะได้มีโอกาสได้เห็นสิ่งทีเขียนถูกคนอื่นเอาไปตึความใหม่แล้ว มันคงเป็นความรู้สึกเดียวกับการได้เห็นลูกฝาแฝดที่พลัดพรากไปเกิดและเติบโตอยู่เมืองนอกยิ้มโบกมือทักทายให้อยู่ไกลๆ เปิดดูวนไปมาหลายรอบมาก โคตรพีค คิดถึงครูสองครูแอน คิดถึงหมึกทองทูน่าเก๋าช่อน คิดถึงแพ คิดถึงทีมงานทุกคน#คิดถึงวิทยา#teachersdiary#bollywood#ใครอยู่อินเดียช่วยเชียร์ครูสองรอดูครูสองเต้นอยู่นะครับ

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

หนังก็เหมือนลูกแหละครับ พ่อมันเป็นยังไงลูกมันก็เป็นอย่างงั้น ตั้งแต่เขียนบทแฟนฉันเคยคุยกับไอ้แกงค์ห้าคนที่เหลือว่าถ้าบทเล่มนี้ถูกแต่ละคนเอาไปทำในเวอร์ชั่นของตัวเองคงได้หนังออกมา 6 แบบที่ไม่มีทางเหมือนกันเลย ทั้งๆที่เขียนบทด้วยกันมาเป็นปีแต่พอไปออกกองก็ยังมีเรื่องให้เถียงกันได้แทบจะทุกดีเทลเพราะการเปลี่ยนภาพในหัวให้ออกมาเป็นภาพจริงนั้นมันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยรสนิมและความชอบส่วนตัวล้วนๆไม่ว่าจะเป็นการเลือกตัวแสดง ขนาดภาพ โลเคชั่นถนนกว้างนี่มันต้องกว้างแค่ไหนเหรอ วิธีเล่าเรื่องเช่นไปโรงเรียนต้องขวาไปซ้ายหรือจะซ้ายไปขวากันแน่โดยเฉพาะเรื่องการแสดงที่โคตรจะมีดีเทลส่วนตัวกันเสียเหลือเกิน รอยยิ้มเนี่ยจะให้ยิ้มแบบไหนจะยิ้มแย้มหรือจะเอาแค่ยิ้มหวาน อันนี้จริงจังนะครับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เถึยงกันแบบไม่มีใครยอมใคร เสียดายที่หนัง 6 เรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น อยากรู้เหมือนว่าถ้าบางซีนยิ้มน้อยกว่านี้ตลกมากกว่านี้หนังจะออกมาเป็นยังไง ก็คงได้แต่จินตนาการไปเองว่าถ้าเป็นพี่ปิ๊งทำซีนนั้นคนเดียวคงออกมาฮาระเบิด แต่ถ้าพี่เอสพี่บอลทำก็คงทำออกมาละมุนละไมต่างกันไป แต่วันนี้จะได้มีโอกาสได้เห็นสิ่งทีเขียนถูกคนอื่นเอาไปตึความใหม่แล้ว มันคงเป็นความรู้สึกเดียวกับการได้เห็นลูกฝาแฝดที่พลัดพรากไปเกิดและเติบโตอยู่เมืองนอกยิ้มโบกมือทักทายให้อยู่ไกลๆ เปิดดูวนไปมาหลายรอบมาก โคตรพีค คิดถึงครูสองครูแอน คิดถึงหมึกทองทูน่าเก๋าช่อน คิดถึงแพ คิดถึงทีมงานทุกคน #คิดถึงวิทยา #teachersdiary #bollywood #ใครอยู่อินเดียช่วยเชียร์ครูสอง รอดูครูสองเต้นอยู่นะครับ

โพสต์ที่แชร์โดย Nithiwat Tharatorn (@nithiwat) เมื่อ