ปั้นจั่น ปรมะ รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา โจ้ วิรัตน์ เฮงคงดี

เปิดมุมมองความรัก ปั้นจั่น – เอสเธอร์ กับหนังโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุด รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน

Home / ข่าวหนัง / เปิดมุมมองความรัก ปั้นจั่น – เอสเธอร์ กับหนังโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุด รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์ที่กำลังมาแรง ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างหนักหน่วงหลังเข้าฉายในสัปดาห์แรก สำหรับ รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุดของไทย ผลงานการกำกับของ โจ้ วิรัตน์ เฮงคงดี ซึ่งได้ ปั้นจั่น ปรมะ และ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา พระ-นางจากละครทีวีไทยมาร่วมงานกันครั้งแรก งานนี้ขอพักเรื่องราวดรามาของหนังเอาไว้ ก่อนจะมาล้วงหัวใจเปิดมุมมองความรักของทั้งคู่ผ่านกรมธรรม์ประกันความรัก มาดูกันว่าจะเป็นยังไง

เรื่องราวในหนัง รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน เป็นมายังไง

เอสเธอร์ : ในเรื่อง แทน ก็เป็นบริษัทประกันคิดค้นประกันขึ้นมา ครบสองปีก็จะได้ดอกเบี้ย สิทธิพิเศษมากมาย จี๊ด เป็นคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทจัดหาคู่ แต่ว่าถูกย้ายโอนย้ายงานไปอยู่บริษัทเขา ก็เลยต้องมาทำงานกับเขา ซึ่งเป็นบริษัทที่เราเกลียดมาก เพราะเราคิดว่ามันไม่แฟร์กับลูกค้าที่เอาความรักมาหากิน ก็มีเรื่องกันไปมีเรื่องกันมาเลยทะเลาะกัน เลยเกิดการท้าขึ้นมา ได้..งั้นเรามาลองดูกันว่าจะรักหรือจะเลิกอะไรมันจะมากกว่ากัน

ปั้นจั่น : ที่เอ็มพิคเจอร์สปล่อยทีเซอร์ออกมา หลอกว่าเป็นโฆษณาประกันตัวนี้ ก็ได้กระแสดีพอสมควรหลายคนคิดว่ามันมีประกันตัวนี้จริงๆ หลายคนก็บอกน่าลองมาคนก็บอกไม่คุ้มเสี่ยง แต่ผมว่าถ้ากรมธรรม์ตัวนี้มันเกิดขึ้นจริงก็คงเป็นไปได้ยาก ก็คงต้องเป็นคนที่มั่นใจในความรักประมาณหนึ่งถึงกล้าสมัครประกันตัวนี้

แล้วอย่างนี้เจ้าหน้าที่จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นแฟนกันหรือว่าเลิกกันไปแล้ว

ปั้นจั่น : มันก็เป็นไปตามระบบประกัน ประกันอุบัติเหตุ ประกันรถยนต์ มีการเช็ก มีการตรวจเฝ้าระวังสังเกต อย่างนี้เรื่องก็มีทีมที่คอยดูแลตรวจตรา แต่ว่าเราก็ไม่ได้เล่าไปถึงตรงนั้น อย่างเราเองเราเป็นฝ่ายที่ออกแบบประกัน เราก็มีความเชื่อมั่นว่าคนคบกันไม่ถึงสองปีอยู่แล้ว

ที่มาของพล็อตหนังทำไมถึงหยิบเอาเรื่องความรักกับประกันมาเข้าด้วยกัน

ปั้นจั่น : มันก็เกิดจากการสำรวจ ซึ่งมันมีโพลที่มีอยู่จริง แต่ก่อนจะเชื่อว่า 4 ปี 7 ปี เดี๋ยวนี้ด้วยอยู่ที่มันเปลี่ยนไปมันแค่ 2 ปีเท่านั้นที่จะทำให้เปอร์เซ็นต์คนส่วนใหญ่เลิกกัน ซึ่งวัดได้จากตัวผมเลยนะ เคยมีแฟนส่วนใหญ่เฉลี่ยแล้ว 2 ปี ไม่ 1 ปีปลายก็ 2 ปีนิดๆ

 

มีวิธีการพูดยังไงให้ความสัมพันธ์ของคู่รักที่กำลังจะเลิกกันดีขึ้น

ปั้นจั่น : คือเวลาลูกค้ากำลังมีปัญหาเค้าก็พยายามไกล่เกลี่ยปรองดอง และพยายามบอกว่าผลลัพธ์ที่มันจะได้ คุณจะได้เบี้ยเท่านี้เท่านี้ เขา (เอสเธอร์) มีจรรยาบรรณ แต่เราทำเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทเท่านั้น มีใครจะเลิกกันหรอก็เลิกสิแถมใส่ไฟด้วยซ้ำ เพราะว่าเราต้องการผลลัพธ์
เอสเธอร์ : คือในเรื่องเราอาจจะเข้าไปคุยกับลูกค้าว่ามันมีอะไรที่จะประนีประนอมให้กลับมารักกลับมาคบกันต่อ ไม่ใช่ต้องลงเอยด้วยการจบความสัมพันธ์กัน

ถ้ามีกรมธรรม์รักกันเกินสองปีคืนเงินให้คิดว่าจะซื้อไหม

เอสเธอร์ : หนูว่าหนูซื้อนะคะ หนูรู้สึกว่าแถมผู้หญิงยิ่งมีตัวหลักประกันอันนี้มาช่วยทำให้แบบ ถ้าลงเงินไปแล้วนะเธอต้องอยู่กับฉัน อย่างนี้ ก็อาจจะซื้อก็ได้มั้งคะ
ปั้นจั่น : เป็นผมผมก็คงซื้อนะ เพราะเราก็ไม่คิดว่าความรักของเราจะต้องพังทลาย มีความรักแล้วก็ไม่อยากมาตั้งเวลาว่ามันจะระเบิดจากกันเมื่อไหร่

มุมมองความรักของแต่ละคนเป็นยังไงเหมือนหรือแตกต่างจากในหนัง

เอสเธอร์ : ของหนูเหมือนค่ะ เพราะว่าเป็นคนมองโลกในแง่บวก คือเชื่อมั่นในเรื่องความรักคิดแต่เรื่องที่ดีๆ

ปั้นจั่น : ผมก็เหมือนฝั่งเอสเธอร์นะครับ ซึ่งคิดต่างจากตัวละครที่แสดง เพราะผมเองเชื่อว่าความรักมันให้พลังในทุกๆ ด้าน คนรัก รักการทำงาน ตราบใดที่มันยังมีความรักอยู่มันก็เป็นพลัง เราเชื่อในเรื่องพวกนี้ค่อนข้างมาก แต่ว่าตัวละครเขาไม่เชื่อเลยเขาอาจจะมีแบ็กกราวน์ จบไม่สวยเท่าไหร่

ถ้าให้คนไม่รักกันมาเป็นแฟนกันสองปีเพื่อหวังเงินประกัน คิดว่าจะไปกันรอดกันไหม?

ปั้นจั่น : โห ไม่รอดนะ

เอสเธอร์ : ไม่รอด ไม่รักกันทำอะไรด้วยกันมันก็ฝืดๆ ฝืนๆ มันทำให้เรื่องวุ่นวาย

ปั้นจั่น : คือมันทำประเดี๋ยวประด๋าวมันทำได้ แต่ถ้าภายในระยะเวลา 2 ปีจะให้มันเติมทุกวัน ให้มันเหมือนคู่รักทุกวัน บางทีทำมากไปมันก็จับสังเกตออกว่าเยอะไป ขนาดเรากับคนทำงาน ทำงานด้วยกัน 4-5 เดือนก็ยังเป็นอะไรที่อึดอัดเลยเนอะ

เคยแสดงหนังกันมาทั้งคู่แล้วมาแสดงในเรื่องนี้ยากง่ายแค่ไหน

เอสเธอร์ : คือสำหรับตัวหนูแล้วไม่ได้ยากมาก แต่มันจะมายากตรงที่ปกติแล้วเป็นคนที่เล่นแต่ละครมาก่อน หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่สอง เพราะฉะนั้นการถ่ายทำแบบเป็นหนังเนี่ยมันจะยากสำหรับตัวหนูเอง เพราะว่ากล้องมันน้อยทำให้ต้องเล่นหลายรอบ การประคองอารมณ์ให้เล่นหลายหลายรอบมันค่อนข้างยากสำหรับตัวหนูเอง แต่ว่าก็สนุกดีค่ะเป็นประสบการณ์ที่ดี

ปั้นจั่น : ก็ยากเหมือนกันเรื่องนี้เพราะว่าละครกับหนังก็แยกกัน ซึ่งหนังแบบนี้ก็ไม่เคยเล่น เพราะเวลาเล่นหนังก็จะเล่นแต่ไหนอินดี้ แล้วละครกับหนังอินดี้มันก็ใช้วิธีแอ็คติ้งต่างกัน ละครก็สามกล้องสี่กล้องว่าไป แต่ว่าหนังก็จะเป็นกล้องเดียวถ่ายทีละมุม ถ่ายซ้ำ ส่วนหนังอินดี้มันก็จะมีความเรียลลิสติกค่อนข้างมาก เราก็ปล่อยโฟลว์ได้ แต่พอมาเป็นหนังที่มันแมสหน่อย โรแมนติกคอมเมดี้ดูง่าย มันก็จะมีความละครอยู่แล้วก็จะมีความหนังอยู่ด้วย ไอ้การหาจุดตรงกลางสำหรับผมมันค่อนข้างยาก ตอนเข้าเซ็ตครั้งแรกโดนผู้กำกับว่าว่ามันละครเกินไป มันโอเวอร์แอ็คติ้งเกินไปหรือเปล่า เพราะว่ามันไม่ใช่แค่พี่โจ้อย่างเดียวมันมีทางบริษัทเกาหลีมาดูด้วย เค้าก็ค่อนข้างดูเรื่องภาพและการแอ็คติ้งของเรา ผมก็จับอยู่ประมาณสี่ห้าคิวได้ถึงเข้าที่เข้าทาง

ร่วมงานกันครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง

เอสเธอร์ : สนุกค่ะ ตอนแรกไม่คิดว่าพี่ปั้นจะเป็นคนพลังเยอะอย่างนี้ แต่ว่าพอได้ทำงานไปเค้าก็เป็นคนน่ารักมากๆ

ปั้นจั่น : อย่างที่น้องบอกเค้าก็คิดว่าเราเป็นคนนิ่งนิ่งเงียบเงียบ ถ้าที่จริงเราเป็นคนพูดเยอะ ชอบแซวชอบแกล้ง ผมก็ติดตามผลงานเขารู้จักเขาอยู่แล้ว เจอบ้าง พอมาร่วมงานเค้าก็เป็นเด็กนิ่งๆ นะ เงียบๆ มีโลกส่วนตัว เราก็หาวิธีต่างๆ ทำยังไงก็ได้ให้สนิทกันให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้เหมือนละลายพฤติกรรม มีเคมีแล้วแสดงจะได้ผ่อนคลาย หาไปได้เรื่อยๆ เล่นติ๊งต๊องให้เขาดูก็ไม่ขำสักที ผลสุดท้ายก็มาจบที่เราเรื่องสองแง่สองง่าม พูดจาหยาบคายเนี่ยเค้าชอบ

เอสเธอร์ : (หัวเราะ)

ปั้นจั่น : ยิ่งให้เค้าด่าผมเป็นคำหยาบนี่เขาชอบมาก เอาเธอร์ด่าพี่ซิ ลองๆ ด่าคำนี้ เขาจะชอบ

ได้ร่วมงานกับ พี่โจ้ วิรัตน์ ผู้กำกับเป็นยังไงบ้าง

ปั้นจั่น : มีการปรึกษาหารือกันอยู่ตลอดเวลา เพราะพี่โจ้ก็ต้องรับมือกับทางทีมงานเกาหลีด้วย แล้วต้องมาโค้ชเราด้วย ฉะนั้นการหาจุดตรงกลางระหว่างกันมันก็มีการถกเถียงกันบ้าง แต่ว่าไม่ได้ทะเลาะอะไรกัน เพียงแค่ปรึกษาหารือกันอย่างเข้มข้น แสดงความคิดเห็น

เอสเธอร์ : เหมือนพี่ปั้นหมดเลยค่ะ อย่างที่บอกต่างคนต่างมาจากหลายที่สไตล์การทำงานมันไม่เหมือนกัน มันก็เลยต้องยากในการปรับตัวช่วงแรกค่ะ แต่พอมันผ่านช่วงแรกไปได้มันก็โฟลว์ขึ้น

นอกจากความบันเทิง คิดว่าคนดูจะได้อะไรจากเรื่องนี้

ปั้นจั่น : สำหรับเรื่องนี้อย่างที่เห็นว่ามันแบ่งเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน เป็นคนที่เชื่อในความรักและคนที่ไม่เชื่อในความรัก คนหนึ่งที่เชื่อในความรักก็จะใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง เพราะอย่างเรื่องความเชื่อความศรัทธามันไม่มีสูตรไม่มีมีกฎเกณฑ์ มันเป็นสิ่งที่ออกมาจากข้างในล้วนๆ ส่วนฝั่งที่ไม่เชื่อมันก็มีเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น อย่างฝั่งผมจะทำอะไรมันต้องคิดต้องคำนวณ ต้องวางแผนแล้วก็ดูผลลัพธ์ว่ามันออกมาแล้วเป็นไปอย่างที่เราต้องการหรือเปล่า ถ้ามันไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการเราก็มีเสี่ยงที่จะทำ เพราะว่าสิ่งที่ได้มามันต้องเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุดและได้กำไร ฉะนั้นผมรู้สึกว่าความรักมันมีหลายรูปแบบ มันจะต้องใช้สองสิ่งนี้ ต้องใช้อารมณ์และใช้เหตุผลในการดำเนินไป แต่ใครจะมากจะน้อยมันก็แล้วแต่ว่าคนนั้นจะบริหารยังไง ผมคิดว่าคนที่ไปดูเรื่องนี้แล้วมันยังบริหารไม่ได้ เรื่องราวในเรื่องนี้อาจจะทำให้คุณบาลานซ์ซิ่งมันได้ดีขึ้น อาจจะเข้าใจไปเลยก็ได้ หวังว่าจะเป็นแบบนั้น

รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน

ว่าด้วยเรื่องราวของการต่อสู้กันระหว่างคนที่เชื่อในความรัก และคนที่ไม่เชื่อในความรัก  แทน เป็นคนที่ไม่เชื่อในความรัก เนื่องจากมีประสบการณ์จากการถูกแฟนสาวของเขาทอดทิ้งอย่างเจ็บปวด ทำให้เขาต้องต่อสู้กับ จี๊ด ผู้ที่ตลอดเวลายังเชื่อ และศรัทธา ว่ารักแท้นั้นมีอยู่จริง แทนจึงได้ออกแบบกรมธรรม์ขึ้นมากรมธรรม์หนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าคู่รักที่มาซื้อกรมธรรม์นี้ ภายใน 2 ปีไม่เลิกกัน รับเงินประกันคืนไปเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมดอกเบี้ยอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ทันที

รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์