รอยยิ้มเปื้อนคราบน้ำตาของ “หมากเตะ”

Home / ข่าวหนัง / รอยยิ้มเปื้อนคราบน้ำตาของ “หมากเตะ”

สิ่งที่เกิดขึ้น สำหรับคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็อาจนึกไปได้ว่า หนังเรื่องนี้ก็เป็นแค่งานชิ้นหนึ่งซึ่งจะโดนเก็บลงกรุไปตลอดกาล แต่สำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วงานชิ้นนี้เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา กับหัวใจที่แหลกสลาย

อ้าว, นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ได้อิงน้ำเน่าสักนิดนะ

ไล่ตั้งแต่ผู้กำกับฯ ปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม ที่พกพาความเสียใจไว้กับตัวอยู่นาน แต่ยังดีที่ได้รับกำลังใจจากเพื่อนพ้องเลยประคองตัวอยู่ได้

“ผมยอมรับว่าเสียใจ แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่าอย่าเสียความมั่นใจ”

บอกด้วยว่าถึงวันนี้ วันที่ “หมากเตะฯ” มีการเปลี่ยนแปลงใหม่จนสามารถเข้าฉายได้ในวันที่ 19 ตุลาคม เขาก็รู้สึกดีใจที่งานซึ่งตั้งใจทำจะเป็นงานที่ทำให้คนได้พิสูจน์ฝีมือเขา หลังจากเคยร่วมกับเพื่อนๆทำ “แฟนฉัน” อีกครั้ง

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเหมือนฝันร้าย แต่เป็นฝันร้ายที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนจบปริญญาเอก”

“มันทำให้ผมโตขึ้น”

ขณะที่ เอ็กซ์-จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม นักกีฬายิงปืนทีมชาติ ที่เล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกบอกว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาถูกหลายคนเยาะเย้ยในเรื่องที่เกิดขึ้น


“แต่ผมไม่แคร์”

“ผมอดทนรอเวลาที่หนังจะกลับมาพิสูจน์”

“ชีวิตมันก็แบบนี้แหละครับ อะไรที่ไม่คาดฝันมันเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงแต่เราต้องตั้งหลักและรับมือกับมันให้ได้”

2 คนนี้ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะอีกหลายคนที่ร่วมงานในเรื่อง นอกจากเจอศึกษาหนังเรื่อง “จิตใจ” แล้ว ศักดิ์ศรี หัวใจ การงาน การเงิน ความรัก ครอบครัว ก็โดนบีบไปติดข้างฝา

อย่าง คมม์ สงคราม ผู้รับบท “สมาน” ไอ้หล่อ จอมโว บอกว่า หนังเรื่องนี้คือความหวังที่จะทำให้พ่อแม่ ญาติ พี่น้องของเขาซึ่งอยู่ในต่างจังหวัดได้ภูมิใจ แต่เมื่อไม่เป็นอย่างนั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลง

เขาเองที่แอบฝันไว้ว่าจะมีงานการอื่นๆ ติดต่อเข้ามาให้ทำต่อ ก็เลยต้องไปช่วยพี่ชายขายส้มตำ ลาบ น้ำตก ที่ย่านสุทธิสาร ครั้นจะกลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัดก็ไม่กล้า เพราะไม่อยากที่จะสบตาใคร

ที่แย่ไปยิ่งกว่าคือ บ๊อบบี้-สุชาติ เสนาศร อดีตนักฟุตบอลเยาวชนตัวแทนจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ชีวิตหลัง (หนัง) โดนแบนแสนลำบาก

“สิ่งเดียวที่ผมทำได้ตอนนั้นคือยอมรับในโชคชะตา”

เพราะช่วงที่หนังกำลังโปรโมตเตรียมเข้าฉาย สุชาติบอกว่าเขาก็มีรายได้จากการโปรโมตพอให้อยู่ได้ แต่พอหนังมีปัญหา รายได้ที่เคยมีมาก็หด

“ผมคิดถึงพ่อแม่มาก อยากกลับบ้าน แต่กลับไม่ได้ เพราะเราต้องสู้ต่อ ก็หางานทำโดยไปสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟตามผับ และถ้าวันไหนนักร้องไม่มา ผมก็ขอขึ้นไปร้องเพลง”

ซึ่งงานที่ทำนั้นมีรายได้ไม่มากนัก

“ผมจึงต้องกินมาม่าตลอดทั้งเดือน บางวันไม่มีเงินก็กินแต่น้ำ ช่วงนั้นรู้รสชาติของชีวิตเลยครับว่ามันเป็นอย่างไร”

“รู้ซึ้งแล้ว”

หากที่เรียกได้ว่าสุดยอดของความตกอับคงไม่มีใครเกิน สมบัติ มีจอม ผู้รับบท “พิไซ” กัปตันรักแร้ทอง ซึ่งก่อนเล่นหนังมีอาชีพเป็นพนักงานรับส่งเอกสาร ดังนั้น พอมีโอกาสมาแสดงเขาจึงทุ่มเทสุดสุด ด้วยหวังว่าชีวิตจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

โดยไม่นึกเลยว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่อง “โหดร้าย” ยิ่งกว่าเก่า เพราะหนังก็ไม่ได้ฉาย เมียก็เลิก แถมยังประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คู่ชีพพัง งานรับส่งเอกสารที่เคยทำก็ต้องออก

เมื่องาน เงิน และความรักหายวับไป ไม่ต้องสงสัยว่าสภาพจิตใจและศักดิ์ศรีจะเป็นอย่างไร

“ความรู้สึกคือเสียใจและเสียดาย เราทำเต็มที่ ทุ่มทั้งชีวิตลงไปเพื่อหนัง เพื่อนๆ ในทีมก็โทร.มาให้กำลังใจนะ เพราะรู้ตั้งแต่ตอนถ่ายแล้วว่าเราเจออะไรอยู่ แต่ผมค่อนข้างคาดหวังว่าได้เล่นหนังก็อาจจะมีอะไรดีๆ ในชีวิตบ้าง” เขาว่า

“แต่ก็ปลงนะ ชีวิตมีขึ้นมีลง ผมเองก็ค่อยๆ แก้ทีละนิด ผมเองไม่โทษโชคชะตาหรอก แต่เชื่อว่าบุญกรรมมันมีจริง ก็พยายามคิดดีๆ ไว้ แล้วทำบุญ บริจาคทาน”

อีกคนที่อธิบายความรู้สึกได้ดีคือพระเอกของเรื่อง เดี่ยว-เสกสรร สุทธิ์จันทร์ นักบอลจากสโมสรราชนาวี หนุ่มน้อยชาวร้อยเอ็ดที่ฝันอยากเป็นนักบอลทีมชาติ แต่ชีวิตพลิกผันตั้งแต่กระดูกข้อเท้าแตก จนหมอสั่งห้ามเล่นบอลหักโหม ความฝันอยากเป็นนักบอลทีมชาติของเดี่ยวพังทลาย ก่อนที่เขาจะกลับมามีความหวังอีกครั้งเมื่อได้เล่นหนังเรื่องนี้

“ช่วงนั้นเหมือนความฝันลอยมาอยู่ตรงหน้า พ่อแม่ที่ร้อยเอ็ดภูมิอกภูมิใจ อย่างน้อยลูกไม่ได้เป็นนักบอลทีมชาติแต่ก็เป็นดารา พ่อแม่เห่อเตรียมบอกเพื่อนบ้านหนังลูกเข้าเมื่อไหร่อย่าลืมไปดู”

แต่ก็เหมือนกับอาชีพนักฟุตบอลของเดี่ยวนั่นแหละ เพราะหนังของเขาเจออุบัติเหตุเหมือนกัน

“มันยิ่งกว่าฝันร้าย”

“ในชีวิตผมสิ่งที่ฝันไว้ไม่เคยเป็นจริงสักอย่าง กระดูกหักไม่ได้เล่นบอล ก็หวังว่าหนังจะทำให้พ่อแม่มีหน้ามีตา ทำให้ครอบครัวภูมิใจ พอหนังไม่ได้ฉาย ยอมรับว่าเสียใจ”

“บทเรียนจากหนังทำให้ผมเกร็งและรู้ว่าชีวิตจริงของคนเราต้องฝ่าฟัน อดทนและยอมรับกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

“ผมว่าชีวิตผมคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว”

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจถ้าจะได้เห็นใบหน้าพวกเขายิ้มแย้มและเบิกบานที่หนัง “หมากเตะฯ” ได้กลับมาฉายในชื่อ “หมากเตะ รีเทิร์นส”

เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องงาน หรือชื่อเสียงใดๆ เนื่องทุกอย่างที่เอ่ยมานั้นผ่านพ้นวิถีชีวิตของชาวหมากเตะฯไปหมดแล้ว

เพราะที่เหลือนั้นเป็นเรื่องของ “ใจ” ล้วนๆ

ที่มา มติชน