นางเอก แกะดำ บงกช คงมาลัย

Home / ข่าวหนัง / นางเอก แกะดำ บงกช คงมาลัย

“ถ้าใครจะมองว่าตั๊กเป็นเหมือนแกะดำ ไม่เหมือนนางเอกคนอื่นๆ ในบ้านเรา ตั๊กว่าไม่เห็นต้องเหมือนกันเลย ถ้าเหมือนๆ กันไปหมดน่าเบื่อออก”

ถ้าได้มีโอกาสเป็นผู้หญิงที่คนทั้งประเทศกล่าวขวัญถึง ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องหน้าตา หรือทรวดทรวงองค์เอว ที่ผู้ชายก็ชอบผู้หญิงก็อิจฉา ถ้าได้มีโอกาสนั้น จะรู้สึกอย่างไร?

“ตั๊ก-บงกช คงมาลัย” เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสนั้นเสมอ และสิ่งที่เธอรู้สึกกับมันก็คือ “จะเป็นบ้า” จึงไม่แปลกถ้าจะได้รับเลือกให้เป็น “แกะดำ” ตัวแรกของเรา

ตั๊กเข้าวงการครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี พร้อมไซซ์ที่ใครๆ ก็อยากพูดถึง กับข่าวคราวเรื่องรักที่ออกสตาร์ตตั้งแต่นั้น และยังไม่มีที่สิ้นสุดจนปัจจุบัน ซึ่งมันส่งผลกับงาน และตัวตนของเธอเองอย่างช่วยไม่ได้

“ตอนแรกที่มีข่าวเยอะๆ ตั๊กรู้สึกว่าคงไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ คงเดินทางนี้ไม่ได้ เพราะข่าวเยอะมาก แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องงานของตั๊กเลย ก็เลยคิดว่าไม่ทำดีกว่า”

“ข่าวมันมีผลกับความคิดของตั๊กมากๆ จนต้องพบจิตแพทย์ กินยาระงับประสาท มันซึมเศร้า นอน ทำอะไรไม่ถูก รู้สึกว่าเราทำผิด ทำให้คนอื่นเกิดเรื่อง เหมือนกับไปทำให้ใครตาย เราเป็นคนไม่ดีเลย”

“เคยอ่านหนังสือของสตีเฟ่น สปิลเบิร์ก เขาเขียนไว้ประโยคหนึ่งว่า คนที่มีชื่อเสียงและเป็นนักแสดงจะมีความผิดปกติจนวิปริต แล้วตั๊กก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะเราต้องแยกแยะตัวแสดงหลายตัว เหมือนเราแยกประสาทได้บ้างไม่ได้บ้าง มันสับสนในชีวิต ลืมว่าเราเป็นใคร แต่พอตอนหลังรู้ว่านี่คือการแสดงก็ดีขึ้น จะมีบ้างตอนที่ยังหาคาแร็กเตอร์อยู่ มันกลืนเรา พอจบเรื่องปุ๊ป เราไม่จบ ก็ยังต้องปรับตัวอีก”

“ทุกคนจะบอกว่าตั๊กอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ก็ยอมรับนะ เดี๋ยวตั๊กก็ดี๊ดี แต่เดี๋ยวก็โวยวาย เป็นเรื่องปกติมาก”

ดังนั้น จากที่เคยรู้สึกกับสิ่งรอบตัวจนแทบบ้า ก็เลยตั้งหน้าจะเป็นตัวเองให้มากที่สุด

“ถ้าเราไม่ไปยุ่งเรื่องราวพวกนี้ มันก็จะไม่มายุ่งกับเรา ยกเว้นนักข่าวเพราะก็ต้องช่วยๆ กัน เขาก็บอกกับทุกคนว่าเรามีหนังนะ แล้วก็บอกทุกคนว่าเรามีแฟน เราเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ว่าบางทีก็ใส่ใข่ด้วยนะ ตอนแรกรับไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจบ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยตลอดเลยใช่ไหม หลังๆ เริ่มรู้ว่า ใช่…มันก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เราเป็นเราดีกว่า ในเมื่อเรายังเป็นเรา ใครจะทำอะไรเราได้ เราไม่ได้โกหก ก็ทำได้แค่เขียนข่าว จะทำอะไรตั๊กได้”


“อย่างเรื่องที่ว่าตั๊กเซ็กซี่ ตั๊กไม่ได้เซ็กซี่นะ อาจจะเป็นเพราะของตั๊กมันเป็นภาพเคลื่อนไหวมันเลยดูจริงจังและจดจำ อย่าลืมว่าเขาต้องการจะดูอะไรแบบไม่จริงเหรอ คุณต้องการหนังที่เป็นจริงๆ เหมือนเราดูการ์ตูน ถ้ามันแข็งมันไม่อ่อนโยนไม่สนุก ไม่ขำ เราจะดูทำไม”

“ภาพยนตร์ก็คือศาสตร์อย่างหนึ่งที่ทำให้เราสนุก มันเหมือนกับเราเข้าสวนสนุก เข้าไปในบ้านผีสิง แต่ถ้ามันไม่จริงเข้าไปเราก็เฉยๆ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว นี่โฟม นี่พลาสติค ทำไมล่ะ? วันนี้เราพัฒนาขึ้น ไม่ดีเหรอ มันสนุก มันมีความเป็นจริง มีเรื่องราว คนนี้เล่นจริงๆ สามารถทำให้เรารู้สึกได้จนจบ เอาไปใช้ในชีวิตได้ คิดได้ ตั๊กว่าก็น่าจะแฮปปี้นะ สมทรงกล้าเปิดกระโปรง แล้วบทเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น สมทรงจะเปิดกระโปรงแก้ผ้า ถลกหนังหัว โกนหัวตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม ขอแค่คนดูได้เห็นแล้วรู้สึกว่าสมบูรณ์ รู้ว่าทำไมเขาต้องร้องไห้ ทำไมเปิดกระโปรง”

“แต่ทำไมตั๊กถึงโดนเยอะ สังเกตดูนางเอกไทยไม่มีเลยที่จะเล่นแรงแล้วยังเป็นนางเอกได้ ไม่มีเลยที่เปิดกระโปรง แก้ผ้า ถอดเสื้อ แล้วยังเป็นนางเอกได้ แต่ตั๊กทำได้ ทำไมล่ะ เพราะคนเข้าใจตั๊กไง ว่าที่มันเป็นอย่างนี้เพราะมันบ้า เดี๋ยวนี้คนดูหนังเขาคิดได้ เขาดูเป็นแล้ว” ตั๊กเล่าพร้อมยกตัวอย่างในภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง “ไอ้ฟัก” ที่เคยมีกรณีแรงๆ อย่างนี้เกิดขึ้น

ซึ่งอาจจะเป็นกรณีเดียวกับที่ทำให้ตั๊กตัดสินใจได้ว่านี่คือสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดแล้ว เพราะแม้ว่าจะโดนกระแสลมแรงสักแค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวงการทำให้ชีวิตดีขึ้น

แต่ปลายทางของตั๊กไม่ได้อยู่ตรงนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเดินเฉิดฉายอยู่หน้ากล้อง แต่เพราะวงการและการแสดงภาพยนตร์คือชีวิต เป้าหมายของเธอจึงไกลกว่าการที่ให้คนทั่วประเทศไทยได้รู้จักมาก และก็ทำท่าว่าจะไปได้ดีเสียด้วย เมื่อ “ไฉไล” ส่งให้ตั๊กกลายเป็นนักแสดงสาวที่คนทั่วสิงคโปร์ชื่นชอบ จนได้ถ่ายปกนิตยสารแม็กซิมของที่โน่น และรอชมผลงานชิ้นต่อไป ส่วน “ต้มยำกุ้ง” ก็ทั้งผลักทั้งดันให้เธอเป็นนักแสดงจากประเทศเล็กๆ คนหนึ่งที่น่าจับตามองในอเมริกา

“เจอแต่เรื่อง โอ๊ะ!! สำหรับตั๊กยังไม่ดังหรอก เพราะว่าคนเราไม่เคยพอไง อย่างเรื่องหนังฮอลลีวู้ด ตั๊กไม่คิดว่ามันคือความบันเทิงแต่ว่ามันเป็นเรื่องจริงจัง มันเหมือนเป็นการสร้างบ้านให้สวยที่สุดให้แข็งแรงที่สุดให้ดูดีที่สุด ตอนนี้ก็วางแผนโดยเก็บเงินไปเรียนแอ๊คติ้ง อยากจะไปเรียนแอ๊คติ้งที่เมืองนอก เขามีมุมมองหลากหลายแล้วก็ไม่ปิดกั้นกล้าที่จะให้เราทำ”

“ตั๊กเชื่อว่าศิลปะมันเปลี่ยนแปลงโลกได้ เรียนจบแล้วอาจจะมาสมัครงานทำงานในวงการหนังไทยนี่แหละ อาจจะเป็นเบื้องหลังหรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ อยู่ไปเรื่อยๆ เหรอ ไม่ดีหรอก ไม่มีอะไรตื่นเต้นเลย ที่อยู่เนี่ยตั๊กไม่ได้ต้องการดังนะ ตั๊กต้องการตื่นเต้นได้เล่นหนัง ถ้าอยู่เป็นดาราสวยเริ่ดๆ เชิดๆ ตั๊กไม่อยู่หรอกน่าเบื่อ”

“ถ้าใครจะมองว่าตั๊กเป็นเหมือนแกะดำ ไม่เหมือนนางเอกคนอื่นๆ ในบ้านเรา (หัวเราะ) ตั๊กว่าไม่เห็นต้องเหมือนกันเลย ถ้าเหมือนๆ กันไปหมดน่าเบื่อออก”

“โอกาสที่เราหวังไว้ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไร แต่กว่าจะถึงฮอลลีวู้ดได้ดาราบางคนก็เกือบตายเหมือนกันนะ บางคนต้องผ่านทั้งชีวิต เพราะมันจะมีประสบการณ์ จะทำให้เราเชื่อว่าหนังไม่ต้องแต่งหน้า แต่จะมีความเป็นจริง มีรอยชีวิต มีรอยย่น มันมีชีวิตดูแล้วมันเชื่อว่าเขาผ่านอะไรมา มันจับต้องได้ ดูแล้วรู้สึกดี แบบนี้สนุกกว่าไหม? ถ้ามันเหมือนกับเซ็ตมาแล้วทุกอย่างมันจะไม่ใช่”

ณ วันนี้ความรู้สึกอยากจะเล่นสนุกของตั๊กไม่มีอีกแล้ว และเมื่อโตขึ้น ก็รู้แล้วว่านี่คือสิ่งที่เป็นความฝัน แต่อะไรที่เรียกว่าความสำเร็จ ตั๊กก็ยังคงคอนเซ็ปท์แกะดำที่คิดต่างไปเช่นเดิม

“รางวัลไม่ใช่บทพิสูจน์ เป็นอะไรที่ให้เพราะว่าคุณทำได้ดี โอเคมันมีผลต่อความรู้สึก เราจะรู้สึกดีที่เขาให้ แต่บางคนคิดเกินไปกว่านั้น โห เราเก่งเว้ย เราดี เราพอ เราเจ๋ง แล้วก็หยุดทำตรงนั้นไป หยุดพยายามที่จะดีต่อไป แล้วก็ไปทำอีกอย่างหนึ่งเพราะว่าได้รางวัลมาแล้ว ถ้าเราทำแบบนั้นมันก็จบ ถ้าจะยึดติดกับมันเหมือนแหวน คนให้แหวนเรา เพราะเขารักเรา เราจะต้องเป็นคนเดียวของเขา เขาต้องแต่งงานกับเรา คิดมากไป แหวนก็คือแหวน อย่าไปคิดเยอะกว่านั้น รางวัลจริงๆ คือ อะไรก็ได้ ที่คนอื่นชอบด้วย เห็นด้วย เข้าใจเราด้วย และเรายังได้ทำต่อไปได้ด้วย นั่นคือความสำเร็จ” ตั๊กกล่าว

และแม้บางคนจะมอบก้อนหินให้แทนของขวัญ เธอก็ว่าไม่เป็นไร เพราะเขาอาจจะชอบอีกแบบหนึ่งก็ได้

“แต่ถ้ามัวไปทำตามเขาเราจะหลงทางนะ เราจะงง แล้วไม่ได้อะไรเลย ทำอะไรไม่เป็นด้วยซ้ำ ไปตามทางของเราที่เราตั้งใจไว้ดีกว่า”

“อยากประสบความสำเร็จก็ต้องตั้งใจทำงาน ทำงานที่ตัวเองรักจริงๆ และทำให้มันดีที่สุด แต่ถ้าเกิดทำออกมาแล้วคนไม่ชอบอันนั้นก็ซวย

“แต่เผอิญตั๊กชอบเล่นหนังก็ทำให้ดีที่สุด แล้วเผอิญคนชอบด้วย ก็ดีไป”

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและในสังคมส่วนใหญ่คนมักจะทำอะไรตามๆ กัน เมื่อถูกสั่งให้หันซ้ายก็หันซ้ายเมื่อถูกสั่งให้หันขวาก็ต้องหันขวา แต่หากมีใครเดินแตกแถวก็ถูกขนานนาม (กึ่งประนาม) ให้เป็น “แกะดำ” เป็นพวกติสต์แตก เป็นคนขวางโลก ที่ไม่เหมือนชาวบ้านไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ที่มีมาก่อน แต่เกือบทุกครั้งคนที่พลิกประวัติศาสตร์และสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ก็คือเหล่า “แกะดำ” ที่ตั้งคำถามกับระบบและสังคมรอบๆ ตัวนี่เอง

เราจึงต้องทั้งหัวเราะกับความขวางโลกและค้อมหัวคาราวะในสิ่งที่พวกเขาทำให้กับเราไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์