“กำพล พูลวรลักษณ์” ผูกพันแผ่นฟิล์ม สะสม”โปสเตอร์หนัง”

Home / ข่าวหนัง / “กำพล พูลวรลักษณ์” ผูกพันแผ่นฟิล์ม สะสม”โปสเตอร์หนัง”

คอลัมน์ ยามว่าง
สมรัก บรรลังก์ เรื่อง/ภาพ

ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่วัยแค่ 41 ปี “กำพล พูลวรลักษณ์” สานต่องานด้านการทำโรงหนังจากผู้เป็นพ่อ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกมหากิจ จำกัด ผู้บริหาร เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า ในย่านอนุสาวรีชัยสมรภูมิ

โรงหนังแห่งนี้เป็นแหล่งพักผ่อนแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดบริการได้ 1 ปีเต็ม ภายในประกอบด้วย ชั้น 1-3 ซึ่งเป็นร้านค้าต่างๆ ส่วนชั้น 4 เป็นคาราโอเกะ ชั้นที่ 5-6 เป็นโรงหนัง ที่มีอยู่ถึง 8 โรง และบางส่วนของชั้น 6 ไปถึงชั้น 8 จะเป็นโซนติวเตอร์ ที่มีอาจารย์ดังๆ ในด้านนี้หลายคนมาเปิดให้บริการ

“กำพล” พูดถึงความเป็นมาของที่นี่ว่า “ตรงนี้เป็นโรงหนังเซ็นจูรี่เดิม ซึ่งเป็นธุรกิจที่คุณพ่อเกษม พูลวรลักษณ์ ทำร่วมไว้กับญาติๆ หลายคนในกลุ่มพูลวรลักษณ์ โดยวัยเด็กผมจะตามคุณพ่อไปโรงหนังบ่อยๆ จึงคุ้นกับโรงหนังอย่างดี โดยเฉพาะหนังจีน ฮ่องกง ไต้หวัน ที่โรงของคุณพ่อจะนำมาฉายเป็นประจำจนเป็นเอกลักษณ์ของโรงเซ็นจูรี่ว่า ถ้าใครจะดูหนังจีนจะต้องมาที่นี่ ส่วนใครจะดูหนังไทยต้องไปดูที่โรงหนัง เพชรราม่า หรือถ้าใครจะดูหนังฝรั่งต้องไปดูที่โรงหนัง แม็คแคนน่า อะไรแบบนี้ ซึ่งโรงหนังอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นของเครือญาติกันทั้งนั้น”

เจ้าตัวเล่าย้อนวัยเด็กให้ฟังต่อว่า “ตอนเด็กผมจะคลุกอยู่แบบนี้ มาที่ทำงานพ่อ มาดูหนัง ชวนเพื่อนมาดูเป็น 10 คนก็มี เมื่อเวลาผ่านไป โรงหนังแบบเดิมยุบไป และเกิดโรงหนังแบบใหม่ขึ้นมา ผมเลยมาทำธุรกิจนี้ต่อ แม้จะเริ่มช้ากว่าคนอื่นๆ แต่ 1 ปีที่เราทำมาก็ถือว่าประสบผลสำเร็จ เพราะตัวเลขเข้าเป้า โชคดีว่าที่ดินเป็นที่เดิมของเรา ไม่ต้องเช่า จึงตัดค่าใช้จ่ายส่วนนั้นไปได้ และตอนนี้เรากำลังจะขยายสาขาใหม่ แต่กำลังดูทำเลอยู่ครับ”

เมื่อถามถึงเวลาว่างๆ ว่าทำอะไรบ้าง ผู้บริการหนุ่มบอกว่า “บอกตรงๆ เลยว่า เวลาว่างทุกวันนี้แทบไม่มีเพราะธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น แม้ทุกอย่างจะไปได้ดี แต่ต้องดูแล และต้องลงไปดูแลเอง อย่างร้านค้าถ้าเขาอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ ว่างจากการทำงานในออฟฟิศเมื่อไหร่ ผมจึงต้องลงมาดูแลตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า หรือไม่ก็ห้องคาราโอเกะ หรือร้านขายของหน้าโรงหนัง ซึ่งเป็นของเราเอง ซึ่งเราจะได้รู้ได้เห็นว่าพนักงานบริการเป็นอย่างไงบ้าง หรือว่ามีปัญหาอะไรที่จะต้องดูแลแก้ไข จะได้ทำได้เลย” ว่าแล้วเจ้าตัวก็เดินไปตรวจและพูดคุยกับร้านค้าต่างๆ บริเวณด้านในอย่างเป็นกันเอง

แต่มีอย่างหนึ่งที่เป็นงานอดิเรกของเขา…”สิ่งที่ผมเองทำอยู่ถ้าว่างจากการทำงานคือ การสะสมโปสเตอร์หนังจีนเก่าๆ คือ มันเหมือนเป็นย้อนอดีตตัวเองที่ได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัสสมัยพ่อต้องซื้อต้องขาย เอาหนังจีนมาฉายในโรง ซึ่งระบบการซื้อหนังเมื่อก่อนต่างจากปัจจุบัน เมื่อก่อนซื้อหนังมาจะซื้อขาด เอามาฉายได้เท่าไหร่คนซื้อก็เอาไปเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้น ต้องมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์กับเจ้าของหนังด้วย หนังแทบทุกเรื่องผมจะดูหมด เพราะดูฟรี (หัวเราะ) รุ่นนั้นก็จะเป็นหนังที่ เดวิด เจียง หรือไม่ก็ ตี้หลุง เล่นไว้ และพอดูบ่อยๆ เข้าก็ค่อยๆ ซึมเข้าในสายเลือดจนเป็นความชอบ ก็สะสมไว้หลายเรื่องพอสมควร”

“อีกอย่างที่ผมทำคือ ที่บ้านทั้งแฟนผมและลูกๆ ทั้ง 3 คนจะชอบดูหนัง ถ้าวันหยุดเขาจะยกกันมาดู แต่ผมเองจะเลือกหนังให้เขาดู เพราะหนังบางเรื่องไม่เหมาะกับเด็ก ซึ่งก็เป็นผลดีกับผมอีก เพราะครอบครัวเราก็ได้ดูแล งานเราก็ได้ทำไปพร้อมกันไปด้วยครับ” อีกหนึ่งผู้บริหารที่น่าจับตามองกล่าวทิ้งท้าย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์