ถูกแบน-งดฉาย เทรนด์ฮิตหนังไทยปี49

Home / ข่าวหนัง / ถูกแบน-งดฉาย เทรนด์ฮิตหนังไทยปี49

ช่วงปี 2549 ยอมรับเลยว่ามีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นกับวงการหนังในบ้านเราเป็นอย่างมาก สร้างความสับสนวุ่นวายกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะเรื่องกระแสแบนหนังเรื่องต่าง ๆ มีเยอะมาก เรียกได้ว่ามากันเป็นระลอก ซึ่งหนังส่วนใหญ่ที่โดนนั้นล้วนแต่เกี่ยวข้องกับศาสนาและความ สัมพันธ์ระหว่างประเทศแทบทั้งนั้น ทำเอาบรรดาผู้สร้างและผู้กำกับ ต่างหนาว ๆ ร้อน ๆ ทุกครั้งที่หนังกำลังเข้าฉาย

ลองไปดูกันเลยดีกว่าว่า ปีจอ ที่ผ่านมา มีหนังเรื่องไหนที่หวิดโดนแบนและเรื่องไหนที่โดนแบนไปแบบ เต็ม ๆ ประเดิมเรื่องแรก ล่า ท้า ผี กำกับโดย สราวุธ วิเชียรสาร โดยก่อนที่จะเข้าฉายไม่กี่วัน สำนักข่าวเอพีก็นำเสนอข่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมของประเทศกัมพูชา สั่งห้ามฉายหนังเรื่องนี้ที่กัมพูชา เพราะฉากคุกซึ่งเป็นฉาก หลัก ๆ ที่ใช้ในการถ่ายทำนั้น ลักษณะคล้ายคลึงคุก โตล เสลง มาก ซึ่งเป็นคุกที่อดีตผู้นำเขมรแดงนำนักโทษชาวกัมพูชามาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พอข่าวนี้แพร่ออกมาปุ๊บ เอ็นจีอาร์ ผู้ผลิตหนังเรื่องนี้ ก็แสดงความเสียใจและทำพวงมาลัย 3 พวงเพื่อขอโทษประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ยังคงเดินหน้าฉายหนังเรื่องนี้ต่อ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หนังก็ต้องถูกถอดออกจากโปรแกรมไป

ผ่านพ้นไปไม่ถึงเดือนภาพยนตร์ หมากเตะ…โลกตะลึง ของผู้กำกับ ปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม ก็โดนไปอีกเรื่อง เนื่องจากเอกอัครราชทูตลาวประจำประเทศไทยระบุว่า หนังเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายล้อเลียนทีมฟุตบอลชาติลาว และเสนอให้เปลี่ยนชื่อทีมฟุตบอลและทุกอย่างที่เกี่ยวกับประเทศลาว ทาง จีทีเอช ต้นสังกัด เลยแสดงสปิริตด้วยการเลื่อนฉายอย่างไม่มีกำหนด รอจนกว่าจะหาทางออกได้ และในที่สุดหนังเรื่องนี้ก็ได้กลับเข้าฉายอีกครั้ง เมื่อเดือน ต.ค. โดยใช้ชื่อใหม่ว่า หมากเตะรีเทิร์นส ซึ่งทางจีทีเอชได้ควักกระเป๋าเพิ่มอีก 3 ล้านบาท ดำเนินการแก้ไขหนัง โดยตัดทุกอย่างที่เกี่ยวกับประเทศลาวออกไป แต่การกลับมาฉายครั้งนี้ไม่ค่อยเปรี้ยงเท่าที่ควร

ดูเหมือนเคราะห์หามยามร้ายของ จีทีเอช ยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะหลังจากหาทางออกให้ หมากเตะฯ ได้ไม่เท่าไหร่ โกยเถอะโยม ผลงานการกำกับหนังเรื่องแรกของตลกชื่อดัง จตุรงค์ มกจ๊ก ก็เกือบโดนแบนเหมือนกัน เพราะอยู่ดี ๆ ตัวแทนจากสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยระบุว่า เนื้อหาของหนังไม่เหมาะสม ทำให้สถาบันสงฆ์เสื่อมเสีย จีทีเอช จึงต้องเชิญตัวแทนจากสภาองค์กรฯ มาชมหนังเรื่องนี้ ด้านผู้กำกับ จตุรงค์ ก็รีบออกโรงเคลียร์จุดประสงค์การทำหนังเรื่องนี้ว่า แค่อยากให้คนเห็นถึงอันตรายและบาปที่เกิดจากการทำแท้งเท่านั้น

ต่อกันด้วยหนัง อาจารย์ใหญ่ ของ สหมงคลฟิล์ม กำกับโดย ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล ก็ถูกคณาจารย์และนักศึกษาแพทย์ออกมาเรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไขบางส่วนของภาพยนตร์ เพราะอาจส่งผลกระทบให้ผู้ชมภาพยนตร์ทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม และสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ที่แสดงเจตจำนงในการบริจาคร่างกาย โดยเฉพาะนักศึกษาแพทย์ที่ต้องศึกษาเกี่ยวกับอวัยวะของอาจารย์ใหญ่ ทำให้ทางกองเซ็นเซอร์ลงมติออกมาว่า เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถาบันและนักศึกษาแพทย์ หรือผู้ต้องการบริจาคร่างกาย ควรเปลี่ยนชื่อหนัง ทางสหมงคลฟิล์ม จึงดำเนินการเปลี่ยนชื่อเป็น ศพ ทันที

ด้านหนังผีอย่าง เปนชู้กับผี ของผู้กำกับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ก็ไม่วายโดนด้วย เนื่องจากถูก มูลนิธิบรมครู ผู้ดูแลลิขสิทธิ์ผลงานของ ครูเหม เวชกร ทักท้วงถึงการกล่าวอ้างชื่อครูเหมในการเผยแพร่ข่าว ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดคิดว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากผลงานครูเหม แถมในหนังยังมีฉากเลิฟซีนอีก ทางมูลนิธิจึงออกมาโต้ว่าครูเหมไม่เคยเขียนเรื่องในลักษณะนี้เลย แต่ผู้กำกับ วิศิษฏ์ และคนเขียนบท โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ ก็ออกมาโต้ว่า ไม่ได้ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่มีเจตนาสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่ครูเหมแต่อย่างใด

ใช่ว่าจะมีแต่หนังไทยเรื่องเดียวที่โดนแบน หนังเมืองนอกที่นำเข้ามาฉายในไทยก็หวิดโดนด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ เดอะ ดาวินชี โค้ด นั่นเอง เพราะก่อนหน้านี้ชาวคริสต์ทั่วโลกก็ออกมาแสดงความเคลื่อนไหว ขอให้แบนหนังเรื่องนี้ ไม่ให้เข้าฉาย โดยเฉพาะในนครวาติกัน เนื่องจากเนื้อหาบิดเบือนจากคัมภีร์ไบเบิ้ลอย่างรุนแรง ด้านองค์กรศาสนาคริสต์ต่าง ๆ ในประเทศไทย พร้อมด้วยคนดังที่เป็นคริสตศาสนิก ชน ก็ออกมาเรียกร้องกรณีดังกล่าวเช่นกัน สุดท้ายปัญหาก็เคลียร์ได้ เพียงแต่ต้องขึ้นข้อความว่าเป็นภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงและไม่ได้สร้างมาจากเรื่องจริง

กระแสแบนหนังนี้ไม่ได้แค่ฮิตในไทยอย่างเดียว ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง จีน ก็เอากะเขาด้วย โดยช่วงก่อนที่หนัง เมมมัวร์ส ออฟ อะ เกอิชา เข้าฉายเพียงสัปดาห์เดียว ทางรัฐบาลจีนตัดสินใจยกเลิกการฉายหนังเรื่องนี้ เพราะหวั่นว่า ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวจะทำให้ชาวจีนโกรธแค้น เนื่องจากรับไม่ได้ที่ 3 นักแสดงนำของเรื่อง ได้แก่ จางซึยี่, กง ลี่ และ มิเชล โหยว ที่ล้วนแต่เป็นชาวจีน ไปสวมบทเป็น เกอิชา เสื่อมเสียภาพลักษณ์ของชาวจีน

ลาที ปี 2549 ที่สุดแสนจะวุ่นวาย หวังว่า ปี 2550 ที่จะถึงนี้คงไม่มีหนังเรื่องไหนโดนเรียกร้อง ถูกแบนให้ต้องระงับการฉายกันอีกนะจ๊ะ.

วัลภา ธีรสุขยอดยิ่ง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์