เบื้องหลังคะแนนรางวัล ตุ๊กตาทอง49

Home / ข่าวหนัง / เบื้องหลังคะแนนรางวัล ตุ๊กตาทอง49

ผลรางวัลพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) ปี49

1. ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยบริษัท จีทีเอช จำกัด
2. ผู้กำกับยอดเยี่ยม – นิธิวัฒน์ ธราธร (Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย)
3. ดารานำชายยอดเยี่ยม – ชาลี ไตรรัตน์ (เด็กหอ)
4. ดารานำหญิงยอดเยี่ยม – จินตหรา สุขพัฒน์ (เด็กหอ)
5. ดาราประกอบชายยอดเยี่ยม – เจริญพร อ่อนละม้าย(โก๊ะตี๋ อารามบอย) (แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า)
6. ดาราประกอบหญิง – ปรางทอง ชั่งธรรม (อำมหิตพิศวาส)
7. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – ชลลดา เตียวสุวรรณ,วรรณฤดี พงษ์สิทธิ์ศักดิ์,ทรงยศสุขมากอนันต์ (เด็กหอ)
8. กำกับภาพยอดเยี่ยม – จิตติ เอื้อนรการกิจ (13เกมสยอง)
9. กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม – ศรีรุ้ง กิจเดช (โหน่งเท่ง นักเลงภูเขาทอง)
10. ลำดับภาพยอดเยี่ยม – นิธิวัฒน์ ธราธร (Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย)
11. ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม – (เปนชู้กับผี)
12. แต่งหน้าทำผมยอดเยี่ยม – ศิริพจน์ เชียร์สมสุข,อนุชิต ว่านเครือ(โหน่งเท่ง นักเลงภูเขาทอง)
13. ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม – ชาติชาย พงศ์ประภาพันธ์ (ก้านกล้วย)
14. บันทึกเสียงยอดเยี่ยม – วชิระ วงศาโรจน์ กันตนา แอนิเมชั่น (ก้านกล้วย)
15. เพลงนำยอดเยี่ยม – สิ้นรัก สิ้นสุข ขับร้องโดย นรีกระจ่าง คันธมาศ (เปนชู้กับผี)
16. ภาพเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม – อิเมจิแมกซ์ (ไพรรีพินาศ)

รางวัลพิเศษ 5 รางวัล
1. รางวัลภาพยนตร์เกียรติยศ – ก้านกล้วย
2. รางวัลภาพยนตร์ยอดนิยม (ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดแห่งปี) – ก้านกล้วย ทำรายได้ 91 ล้านบาท
3. รางวัลภาพยนตร์ส่งเสริมและสร้างสรรค์วัฒนธรรมธรรมไทยแห่งปี – โหน่งเท่งนักเลงภูเขาทอง
4. รางวัลบุคคลในวงการภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการต่อต้ายยาเสพติดแห่งปี – เบ็นซ์- พรชิตา ณ สงขลา
5. รางวัลบุคคลดีเด่นผู้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์ไทย – บัณฑิต ฤทธิถกล
และ รางวัลพิเศษที่ทาง มายาแชนแนล ร่วมให้ประชาชนโหวต ก็คือ Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

สรุปผลรางวัลตุ๊กตาทองปี 49
– ก้านกล้วย เข้าชิง 2 รางวัล ได้ไป 4 รางวัลพร้อมรางวัลพิเศษ 2 รางวัล
– โหน่งเท่ง นักเลงภูเขาทอง เข้าชิง 2 รางวัล ได้ไป 3 รางวัล พร้อมรางวัลพิเศษ 1 รางวัล)
– Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เข้าชิง 9 รางวัล ได้ไป 3 รางวัล
– เด็กหอ เข้าชิง 9 รางวัล ได้ไป 3 รางวัล
– เปนชู้กับผี เข้าชิง 13 รางวัล ได้ไป 2 รางวัล
– 13 เกมสยอง เข้าชิง 9 รางวัล ได้ไป 1 รางวัล
– อำมหิตพิศวาส เข้าชิง 3 รางวัล ได้ไป 1 รางวัล
– ไพรรีพินาศ เข้าชิง 1 รางวัล ได้ไป 1 รางวัล


ผ่านไปเรียบร้อยกับการประกาศผลรางวัลพระสุรัสวดี หรือ ตุ๊กตาทอง ประจำปี 49 ที่ถึงแม้ว่า จะมีเสียงติติงในเรื่องรูปแบบการจัดงานที่ออกมาไม่ยิ่งใหญ่อลังการอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งการแสดงบนเวทีก็ค่อนข้างจะกร่อย ไม่น่าสนใจเท่าที่ควร ทั้งนี้วัดจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในอินเตอร์เน็ต หลังงานเสร็จสิ้นลง ถึงแม้ผมจะเข้าใจถึงเบื้องหลังการจัดงานที่ค่อนข้างกระทันหัน ที่อาจทำให้มีเวลาเตรียมงานกันน้อยไปหน่อย แต่ผมถือว่ากระแสฟีดแบคดังกล่าว เป็นเรื่องที่คณะผู้จัดงานน่าจะสนใจรับฟัง เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงในการจัดงานคราวต่อไป

แต่ในส่วนของ ผลการตัดสิน ผมในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินในปีนี้ ขอบอกว่าเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม หรืออย่างน้อยก็เกิดจากความตั้งใจจริงของคณะกรรมการชุดใหม่ ที่ตั้งใจให้ผลการตัดสินเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด

และสำหรับรางวัลที่ออกมา แน่นอนว่าส่วนหนึ่งอาจจะพอใจที่เห็นด้วยกับผลการตัดสินแต่ก็ย่อมจะมีอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย หรือสงสัยกังขาว่า ออกมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ผมในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินจึงอยากจะขอนำเบื้องหลังการตัดสินมาชี้แจง เพื่อความโปร่งใส

ที่อยากจะเรียนให้คุณๆ ทราบก็คือ อย่าว่าแต่ประชาชนทั่วไปจะลุ้นรางวัลว่าจะออกมาเป็นอย่างไรเลย บรรดาคณะกรรมการชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ในปีนี้ ต่างก็พากัน ลุ้นตัวเกร็ง เหมือนกันว่า ผลการตัดสินที่พวกเราร่วมกันลงคะแนนตัดสินกันมา ที่สุดแล้วจะมีการ เปลี่ยนโพย หรือ พลิกโผหรือไม่!

เนื่องจากกรรมการชุดนี้ ไม่รวม ฉลอง ภักดีวิจิตร,อ.บรรจงโกศัลย์วัฒน์,อ.ไพจิตร ศุภวารี,คุณฉลวย ศรีรัตนา,คุณพอเจตน์ แก่นเพชร พวกเราคือ คณะกรรมการชุดใหม่ที่เพิ่งเข้าทำหน้าที่ในปีนี้เป็นปีแรก

อีกทั้งยังเป็นปีแรกที่ สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิง มอบหมายให้ นสพ.มายาแชนแนล เป็นผู้ดำเนินการจัดงาน เราจึงไม่ทราบว่า ใครเป็นใคร? ใครมาจากสายไหนกันบ้าง? จะมีใครที่มีสิทธิ์ พลิกโผ ได้ตามใจชอบหรือไม่?

ดังที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีว่า รางวัลตุ๊กตาทอง นี้ขึ้นชื่อนักหนาในเรื่องที่ มีรางวัลแปลกๆ ออกมาให้เซอร์ไพรซ์กันอยู่เสมอ เช่น ได้รางวัลโดยที่หนังยังไม่ได้ออกฉายในปีนั้น, ได้รางวัลโดยที่ มาถึงวันนี้หนังเรื่องนั้นก็ยังไม่ได้ออกฉาย,ข่าวลือสะพัดเรื่อง การซื้อรางวัล ขอรางวัล หรือต่างๆ นานา

ผมไม่ทราบว่าจะ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม แต่เหล่านี้ก็ทำให้ภาพพจน์ของรางวัลนี้ดูขาดความขลังไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่รางวัลนี้เป็นรางวัลเดียวที่เป็น รางวัลพระราชทาน และมีอายุยาวนานที่สุด

อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้ว ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ คุณฉลอง ภักดีวิจิตร ประธานคณะกรรมการตัดสิน ในปีนี้ ที่ประกาศกร้าวในวันแถลงข่าวว่า การตัดสินในปีนี้จะบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใสที่สุด ถ้าหากมีการตุกติก ท่านจะเป็นคนแรกที่จะวอล์คเอาท์!

นั่นทำให้ผมและคณะกรรมการชุดล่าสุด รู้สึกอบอุ่นและมั่นใจขึ้นมาแยะเชียว และเมื่อถึงเวลาที่ผลการตัดสินออกมา อาหลอง ได้มีการพูดคุยกันในรอบสุดท้ายถึงผลการตัดสินที่ออกมา มีการซักถามถึงเหตุผลกันอย่างละเอียด และในที่สุดท่านก็ยอมรับฟังความคิดเห็นและเหตุผลของเหล่าคณะกรรมการโดยดี จนเป็นเหตุให้ผลการตัดสินออกมาดังที่ปรากฏ ท่านทำได้อย่างที่ท่านกล่าวไว้จริงๆ !

ผมเองเคยอยู่ในฐานะ ผู้ชม ที่เฝ้าดูผลรางวัลต่างๆ ของหลายสถาบัน แล้วรู้สึกว่าออกมาอย่างงี้ได้ยังไง ฉะนั้นเมื่อได้มาอยู่ในฐานะ กรรมการ ผมจึงเข้าใจถึงความรู้สึกผู้คนที่เฝ้าชมได้ดี จึงอยากจะชี้แจงถึงเบื้องหลังการตัดสิน และผลคะแนน ซึ่งผมถือว่า ไม่มีอะไรต้องปิดบัง!

และน่าจะทำให้หลายคน ทั้ง คนดูที่เฝ้าลุ้นคนที่ตนเองชื่นชอบ คนทำงานที่เฝ้าลุ้นรางวัลของตัวเอง ได้หายข้องใจ หรือ อย่างน้อยก็จะทราบเหตุผลว่า เพราะอะไร
ถึงได้ หรือ ไม่ได้ รางวัล

ขอเรียนให้ทราบว่า ในการตัดสินรอบสุดท้ายนั้น 7 รางวัลหลักคือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,ผู้กำกับยอดเยี่ยม,ดารานำชายยอดเยี่ยม,ดารานำหญิงยอดเยี่ยม,ดาราสมทบชายยอดเยี่ยม,ดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เราใช้วิธีลงคะแนนลับ เพื่อจะได้ไม่มีการพูดเพื่อชี้นำใดๆ ประมาณว่า

ฉันว่าคนนั้นดีกว่าคนนี้นะ ฉันว่าเราน่าจะให้ค่ายโน้นได้มั่งนะ ฉันว่าเราน่าจะกระจายรางวัลให้ครบทุกค่ายนะ ฉันว่าค่ายนี้ได้รางวัลเยอะไปหน่อยนะ ฯลฯ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็คงหาบทสรุปได้ยาก เพราะเราก็ไม่รู้ว่า ใครจะสนิทกับนักแสดงคนไหน ค่ายหนังค่ายไหนเป็นพิเศษหรือไม่ หรือ ใครไปรับปากใครมาบ้าง ฉะนั้นด้วยวิธีนี้จึงน่าจะ บริสุทธิ์ ยุติธรรม และ เป็นกลางที่สุด

แต่ในสาขาอื่นๆ ที่ต้องพึ่งความรู้เฉพาะทาง เราได้มีการพูดคุยถกกันเพื่อเฟ้นหาเรื่องที่สมควรจะได้รับรางวัลมากที่สุด
และผลการลงคะแนนเรียงตามลำดับคะแนนมีดังนี้

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
1.Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (4.46 คะแนน),
2.เด็กหอ(4.14คะแนน),
3.เปนชู้กับผี(3.6คะแนน),
4.13เกมสยอง(3.11คะแนน),
5.InvisibleWaves คำพิพากษาของมหาสมุทร (2.85คะแนน)

รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
1.นิธิวัฒน์ ธราธร – Season Change(4.46คะแนน),
2.ทรงยศ สุขมากอนันต์(4.14คะแนน),
3.วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง(3.8คะแนน),
4.ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล(3.35คะแนน),
5.เป็นเอก รัตนเรือง(Invisible Waves) 3.2 คะแนน)

รางวัลผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม
1.ชาลี ไตรรัตน์-เด็กหอ (4.46คะแนน),
2.กฤษดา สุโกศล แคลลป์-13เกมสยอง(3.82คะแนน),
3.ศรัณยู วงษ์กระจ่าง-อำมหิตพิศวาส(3.64คะแนน),
4.ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์-กระสือวาเลนไทน์(3.0คะแนน),
5.ทาดาโนบุ อาซาโน่ -Invisible Waves(2.71คะแนน)

รางวัลผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
1.จินตหรา สุขพัฒน์ – เด็กหอ(4.4คะแนน),
2.ศิรพันธ์ วัฒนจินดา-เปนชู้กับผี และ 2.ชุติมา ทีปะนาท คะแนนเท่ากันคือ 3.8คะแนน),
3.บงกช คงมาลัย-อำมหิตพิศวาส(3.42 คะแนน),
4.พลอย จินดาโชติ(3.30คะแนน)

รางวัลผู้แสดงประกอบชายยอดเยี่ยม
1.เจริญพร อ่อนละม้าย(โก๊ะตี๋ อารามบอย – แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า) (3.86คะแนน),
2.ศิรชัช เจียรถาวร-เด็กหอ(3.66คะแนน),
3.โกวิท วัฒนกุล-กระสือวาเลนไทน์ (3.63คะแนน),
4.เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง-เก๋า เก๋า(3.50คะแนน),
5.ยาโน คาซูกิ-แก๊งชะนีกับอีแอบ3.0(2.91คะแนน)

รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
1. เด็กหอ (3.66คะแนน)
2. 13เกมสยอง (3.64คะแนน),
3.Season Change(3.46คะแนน),
4.Invisible Waves(3.07คะแนน),
5.เปนชู้กับผี(3.0คะแนน)

ขอขอบคุณคณะกรรมการทุกท่านที่ช่วยกันพยายามทำให้ผลการตัดสินออกมาโปร่งใส สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรมที่สุด ประกอบด้วย อ.บรรจง โกศัลย์วัฒน์ ผู้กำกับ,คุณฉลวย ศรีรัตนา ผู้กำกับ,อ.ไพจิตร ศุภวารี ผู้สร้างภาพยนตร์,คอลัมน์นิสต์ นสพ.มายาแชนแนล,คุณสันติ เศวตวิมล บรรณาธิการที่ปรึกษานสพ.มายาแชนแนล,คุณอำนวย รุ่งเรือง บ.ก. ดาราภาพยนตร์,อ.ปิ่นศิริ ศิริปิ่น เจ้าของโรงเรียนดนตรีและลีลาศิริปิ่น,คุณอนุกูล จาโรทก ผู้กำกับ,นักวิจารณ์,คุณน้องนุช ชวาลา ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม สตาร์แชนแนล,นักเขียนบทภาพยนตร์,ละครโทรทัศน์ เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จาก ครั้งนี้โลกฉุดไม่อยู่,คอลัมนิสต์, คุณอุ๊บ วิริยะ นักปั้นมือทอง,สุดยอดแฟนพันธ์แท้ดาราไทยปี2006,คอลัมนิสต์ นสพ.ดาราเดลี่,คุณประเสริฐ เจิมจุติธรรม นักเขียนด้านวงการบันเทิงไทย คอลัมนิสต์นิตยสาร Volume,ดร.พิณลัพธพร นาคสมบูรณ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(เอแบค),ดร.กาญจนา มีศิลปวิกัยนักวิชาการ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม,คุณภูษิต เพ็ญศิริ นักวิชาการ อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยรังสิต,มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ) และผม หนึ่ง ธนาธร รวมทั้งท่านกรรมการที่เหลืออีกรวมทั้งหมด 22 ท่าน โดยมี คุณฉลอง ภักดีวิจิตร ทำหน้าที่ ประคณะกรรมการ

คณะกรรมการทุกคนต่างก็เป็น คนรักหนังไทย ด้วยกันทุกท่าน ต่างมาด้วย ใจรัก และความตั้งใจมุ่งมั่นเดียวกันโดยมิได้นัดหมายก็คือ อยากจะเห็นผลรางวัลงานตุ๊กตาทอง ปีนี้ออกมาบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด แม้อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซนต์ แต่อย่างน้อยก็ให้สะอาดที่สุด ไม่ออกมาเป็น ผลรางวัลชวนยี้ ให้ได้มากที่สุด ขอขอบคุณ ค่ายหนังทุกค่ายที่ให้ความร่วมมือในการส่งภาพยนตร์มาให้คณะกรรมการได้ดูกัน โดยเฉพาะค่ายหนังที่เป็นเจ้าของผลงานหนังที่เข้าชิงรางวัลในสาขาหลัก ทั้งค่าย สหมงคลฟิล์ม,ค่ายจีทีเอช,ค่ายไฟว์สตาร์ ทุกค่ายให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง และสิ่งหนึ่งผมชอบใจมากก็คือ ในวันที่มีการลงคะแนน และรวมคะแนนวันสุดท้าย หลังจากที่สรุปผลคะแนนได้เป็นที่เรียบร้อย ภารกิจกรรมการเสร้จสิ้นลง อ.ไพจิตร ศุภวารี หนึ่งในคณะกรรมการอาวุโสที่อยู่ร่วมในวันนั้นด้วย ได้เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า นี่เป็นมิมิตหมายที่ดีของงานตุ๊กตาทองแล้ว ผมได้ฟังแล้วก็รู้สึกปลื้มใจที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินรางวัลภาพยนตร์ตุ๊กตาทอง ในปีนี้ ไม่ต้องถามหาเหตุผล เพราะว่าคำพูดของ อ.ไพจิตร ฟ้องได้ดีอยู่แล้ว



เบื้องหลังงานตุ๊กตาทอง ปี49 (2)

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมนำรายละเอียดคะแนนของรางวัลใน 7 สาขาหลักมาลงให้ทราบกัน มาวันนี้ผมอยากจะพูดถึงรางวัลในแต่ละสาขาแบบแยกย่อยอีกที แต่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม ไม่ได้เป็นความคิดเห็นส่วนรวมของคณะกรรมการทั้งหมด เพื่อพอเป็นไกด์ว่าทำไมผลรางวัลถึงได้ออกมาเป็นเช่นนั้น ให้ผู้ชมได้เห็นภาพรวมของผลรางวัลตุ๊กตาทอง ปี 49 ที่ผ่านมา

แต่ที่อยากจะบอกกันก่อนก็คือ การที่ได้ ดูหนังครั้งที่ 2 ตอนรับหน้าที่คณะกรรมการนี้ ทำให้ผมได้เห็นตัวหนังได้ชัดเจนขึ้นอีกเยอะทีเดียว บางเรื่องที่ดูครั้งแรกชอบมากๆ แต่พอมาดูอีกที ความชอบกลับลดลง มองเห็นข้อบกพร่องมากขึ้น บางเรื่องดูครั้งแรกชอบมาก พอได้ดูอีกครั้งก็ยังชอบอยู่ หรือบางเรื่องดูครั้งแรกชอบมาก พอได้ดูอีกครั้งกลับยิ่งชอบมากขึ้นอีก

อีกประการก็คือ ในความเห็นส่วนตัว ผลรางวัลในปี 49 ถ้าจะให้สวยก็น่าจะออกมาด้วยสูตรดังนี้

ดารานำชาย – กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (13 เกมสยอง-สหมงคลฟิล์ม), ดารานำหญิง – จินตหราสุขพัฒน์ (เด็กหอ-จีทีเอช), ดาราประกอบหญิง – ทัศนวรรณ เสนีย์วงศ์ฯ (เปนชู้กับผี-ไฟว์สตาร์), ดาราประกอบชาย – เจริญพร อ่อนละม้าย (แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า-อาร์เอส)

หรือสูตรนี้ ดารานำชาย – กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (13 เกมสยอง-สหมงคล), ดารานำหญิง – ศิรพันธ์ วัฒนจินดา (เปนชู้กับผี-ไฟว์สตาร์), ดาราสมทบชาย – เจริญพร อ่อนละม้าย (แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า-อาร์เอส), ดาราสมทบหญิง – จินตหรา สุขพัฒน์ (เด็กหอ-จีทีเอช) (กรณีที่ส่งจินตหราเข้าชิงในสาขาดาราสมทบหญิง)

ซึ่งแต่ละค่ายก็ได้รางวัลในสาขาหลักกันถ้วนหน้า ทั้ง สหมงคลฟิล์ม, จีทีเอช, ไฟว์สตาร์และ อาร์เอส ผมเองก็อยากจะให้เป็นเช่นนั้น เพราะ ผมรักทู๊กค่าย…ยเท่าเทียมกัน อยากให้ได้รางวัลกันทุกค่าย แต่เมื่อผลคะแนนเกิดจากการ ลงคะแนนลับฉะนั้นเราจึงไม่สามารถจะไปกะเกณฑ์ใดๆ ได้เลย ผลรางวัลในที่สุดจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น


สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ในสาขานี้โดยส่วนตัวผมชอบบทหนังเรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เพราะเห็นว่า หนังเรื่องอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งอย่าง เด็กหอ, 13 เกมสยอง, เปนชู้กับผี มี ทางเรื่อง ที่มีสีสันชัดเจน มีเหตุการณ์ของเรื่องที่ต้องดำเนินไปอยู่แล้ว ทำให้น่าจะเขียนได้ง่ายกว่า ในการที่จะเขียนบทให้ออกมาเป็นหนังที่ชวนติดตาม

ขณะที่ ซีซัน เชนจ์ ไม่ได้มีเนื้อเรื่องที่ตื่นเต้นโลดโผน เป็นเรื่องเรียบๆ ง่ายๆ ผมเห็นว่า ยากที่จะทำให้ออกมาสนุกชวนติดตาม แต่เรื่องนี้สามารถทำให้ออกมาเป็นหนังที่ดูสนุกชวนติดตาม มีอารมณ์ขันแฝงอยู่ตลอด สร้างคาแรกเตอร์ตัวละครได้มีเสน่ห์ทุกตัว แม้กระทั่งตัวประกอบจิ๊บๆ มีไดอะล็อกที่เรียบง่ายแต่แฝงแง่คิด ทั้งยังเป็นความบันเทิงที่ปราศจากมลพิษด้วยประการทั้งปวง

ส่วน Invisible Waves คำพิพากษาของมหาสมุทร ก็ถือว่ายากในการเขียนบทให้ออกมาชวนติดตาม เพียงแต่ว่าในซีเควนซ์สุดท้าย ในฉากที่พระเอกตามกลับมาจะฆ่าเจ้านายตัวเองขณะที่เจ้านายกำลังปรุงซุปอยู่นั้น มันดูเป็นฉากที่ บรรจงประดิษฐ์ หวังให้ออกมาเป็นฉากที่เก๋ไก๋ไฮโซ จนดูไม่เป็นธรรมชาติ ดูเป็นฉากการแก้แค้นที่พิรี้พิไรจนน่ารำคาญ

แต่ถึงแม้ว่าผมจะชอบบทหนังเรื่อง ซีซัน เชนจ์ มากกว่า แต่เมื่อคณะกรรมการโดยรวมลงคะแนนให้เรื่อง เด็กหอ มากกว่า ผมก็ถือว่าโอเค ยอมรับมติของเสียงข้างมาก โดย เด็กหอ ได้ 3.66 คะแนน ที่น่าสนใจก็คือ หนังเรื่อง 13 เกมสยองได้คะแนนตามมาเป็นอันดับที่ 2 3.64 คะแนน เฉือนกันไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แสดงว่ากรรมการชอบบทหนังเรื่องมากทีเดียว โดยมี ซีซัน เชนจ์ ตามมาเป็นอันดับที่ 3 ได้คะแนน 3.46คะแนน ตามด้วย อิน วิซิเบิล เวฟส์ 3.07 คะแนน และ เปนชู้กับผี 3.0 คะแนน


สาขาดาราประกอบชายยอดเยี่ยม

ในสาขานี้ผมเชียร์ น้องไมเคิล – ศิรชัช เจียรถาวร จาก เด็กหอ(3.66 คะแนน) เพราะบทนี้ตอบสนอง แฟนตาซีในวัยเด็ก ได้ดี ซึ่งเชื่อว่าทุกคนต่างก็ต้องเคยผ่านความคิดเช่นนี้ นั่นคือ ในวัยเด็กเรามักจะนึกอยากจะมี เพื่อน ที่เป็น คนหรือสิ่งพิเศษ เป็น มนุษย์ต่างดาว, สัตว์พูดได้, ตุ๊กตาวิเศษ ฯลฯ เพียงแต่ในเรื่องนี้เป็น ผีหนุ่มน้อยน่ารักแสนเศร้านิสัยดี และ น้องไมเคิล ก็ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างน่ารักน่าสงสาร ถือเป็นความโชคดีของเขาที่ได้บทเข้ากับคาแรกเตอร์ ที่ทำให้เขาดูเป็นธรรมชาติในบทนี้

โกวิท วัฒนกุล จาก กระสือวาเลนไทน์ (3.63 คะแนน) ความจริงผมชอบการสร้างคาแรกเตอร์ คุณหมอ ของโกวิทในเรื่องนี้นะ ชอบทรงผมแปลกๆ ของเขา ที่ทำให้โกวิทดูแปลกตาไปจากเรื่องอื่น และโกวิทก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดีเยี่ยม เสียแต่ว่าเมื่อกลับมาพิจารณาโดยรวมอีกครั้ง จะพบว่า ตัวละครตัวนี้ดู เถื่อน เซอร์ ไร้มาดคุณหมอโดยสิ้นเชิง ดูเป็น คุณหมอซกมก ยังไงชอบกล

ยาโน คาซูกิ (2.91 คะแนน) มีผลงานในปีนี้ 2 เรื่อง คือ แก๊งชะนีกับอีแอบ และซีซัน เชนจ์ ใจจริงผมชอบเขาจากเรื่อง ซีซัน เชนจ์ มากกว่า เพราะเป็นบทสมทบที่มีความสำคัญกับตัวละครพระเอกในเรื่อง ที่สอนให้พระเอกได้เดินตามฝันที่ตัวเองรักจริงๆ เป็นเจ้าของไดอะล็อกที่คมคายแฝงแง่คิด แต่เมื่อเขาเข้าชิงจากบทในเรื่อง แก๊งชะนีกับอีแอบ ก็ถือว่าโอเค เพียงแต่ว่า พลังของเขายังไม่อาจบี้คู่แข่งได้

เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง (3.50 คะแนน) ถือเป็นตัวละครที่น่าจดจำจากหนังเรื่อง เก๋า…เก๋า ในบทแฟนพันธุ์แท้ของศิลปินยุคเก่าที่มีโอกาสช่วยให้ศิลปินซูเปอร์สตาร์ในอดีตได้มีโอกาสเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของ โลกยุคใหม่ เป็นหนี่งในตัวละครสมทบที่ผมชอบในปีนี้ และ เกรียงศักดิ์ ก็สามารถทำให้ผู้ชมถามกันได้ว่า หมอนี่เป็นใคร? เพียงแต่พลังของเขายังไม่อาจสู้คู่แข่งได้

เจริญพร อ่อนละม้าย (โก๊ะตี๋ อารามบอย) (3.86 คะแนน) บทนี้แทบไม่ต้องมีอะไรกังขา เพราะหลังจากที่คณะกรรมการได้ดูหนังเรื่อง แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า ทุกคนต่างก็หลงรัก โก๊ะตี๋ จากบทในเรื่องนี้กันทุกคน กับการที่เขาทำให้บท ถูกผีหลอก กลายเป็นฉากเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้ และกลายเป็นบทที่ทำให้เขาเข้าชิงรางวัล

ถึงผมจะชอบ น้องไมเคิล จาก เด็กหอ แต่เมื่อกรรมการส่วนใหญ่ชื่นชอบ โก๊ะตี๋ ผมก็พร้อมจะยอมรับ แม้ว่าโดยส่วนตัวจะเห็นว่า บทนี้ออกจะใกล้เคียงกับการเล่นตลกตามแนวถนัดของโก๊ะตี๋อยู่แล้ว ขาดความลึกในคาแรกเตอร์ แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า

การแสดงของโก๊ะตี๋ในฉากนี้ แสดงให้เห็นถึงทักษะในการเล่นตลก จังหวะจะโคนที่ออกมาลงตัวที่สุด ทั้งตัว โก๊ะตี๋, 2 คนที่เล่นบทผีคู่ผัวเมีย ไดอะล็อก และแอ็กติง ในฉากนี้ลงตัวหมด ที่สำคัญเมื่อนำ 5 บทที่เข้าชิงมาเปรียบเทียบกันอีกที บทของ โก๊ะตี๋ กลายเป็นบทที่มีสีสันโดดเด้งที่สุด ฉะนั้น การที่โก๊ะตี๋จะได้รางวัลไป ผมถือว่า ก็โอเคนะ

และที่เคยชื่นชอบ เบญจพล เชยอรุณ จากเรื่อง อำมหิตพิศวาส ไปได้กลับมาดูอีกครั้ง ผมกลับรู้สึกชอบการแสดงของ ตะวัน จารุจินดา มากกว่า เพราะเขาดูเหมือนจริงที่สุด ท่ามกลางตัวละครที่ดูโอเวอร์ที่อยู่รายรอบตัวเขา ไม่แน่ว่าสถาบันอื่นอาจมีชื่อ ตะวัน จารุจินดา เข้าชิงบ้างก็ได้


สาขาดาราประกอบหญิงยอดเยี่ยม

ในสาขานี้คราวที่แล้วผมทำตกหล่นไป ต้องขอโทษที คะแนนออกมาดังนี้ 1.ปรางทองชั่งธรรม (อำมหิตพิศวาส) 4.07 คะแนน 2.กุลนัดดา ปัจฉิมสวัสดิ์ (แก๊งชะนีกับอีแอบ) 3.16 คะแนน 3.ทัศนวรรณ เสนีย์วงศ์ฯ 3.10 คะแนน 4.อชิตะ สิกขะมานา (13 เกมสยอง)
2.29 คะแนน) 5.สุพรทิพย์ ช่วงรังษี (เปนชู้กับผี) 0.4 คะแนน

สาขานี้ผมชอบทุกคนที่เข้าชิง แต่เทน้ำหนักไปที่ ปรางทอง ชั่งธรรม, ทัศนวรรณ เสนีย์วงศ์ฯ และสุพรทิพย์ ช่วงรังษี เท่าที่ลองหยั่งเสียงดู กรรมการหลายท่านชื่นชอบ ทัศนวรรณ กันมาก จนผมคิดว่าเธอเป็นตัวเต็งคว้ารางวัลแน่นอน แต่เมื่อลงคะแนนลับ ผลกลับออกมาเป็น ปรางทอง ชั่งธรรม นำโด่ง ซึ่งก็ถือว่าสมควร เพราะในเรื่องนี้ ปรางทอง เธอเล่นแบบทุ่มสุดตัวจริงๆ

และนี่เป็นหนึ่งในตัวละครสมทบที่ผมชื่นชอบในปีนี้ เพราะเป็นบทที่สะท้อนภาพผู้หญิงจากสังคมระดับล่างที่ถูกกดขี่ข่มเหงจากเพศชาย ที่เป็นภาพสะท้อนของสังคมยุคนี้ได้ดี การได้รางวัลของปรางทองจากตัวละครตัวนี้ ถือว่ามาช่วยสนับสนุนการรณรงค์ต่อต้านการกระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรี รวมทั้งความรุนแรงในครอบครัว ที่ปลายปีที่แล้วมีการรณรงค์กันอย่างคึกคักได้ดี

แต่ที่ผมถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์ก็คือ กุลนัดดา จาก แก๊งชะนีกับอีแอบ ที่แอบมาเป็นที่ 2 หน้าตาเฉย แซงหน้า ทัศนวรรณ ไปแบบหายใจรดต้นคอ ถือเป็น ม้ามืด จริงๆ ถือว่าเกินคาดมากๆ แสดงว่ากรรมการส่วนใหญ่ชื่นชอบเธอมากทีเดียวเรียกว่าถ้าพลาดจาก ปรางทอง ก็จะเป็นการชิงชัยกันระหว่าง ทัศนวรรณ กับ กุลนัดดางานนี้ กุลนัดดา สมควรต้องภูมิใจที่การเล่นหนังครั้งแรกของเธอ เข้าใกล้รางวัลแบบเฉียดไป แค่คืบเท่านั้น


เบื้องหลังงานตุ๊กตาทอง ปี49 (3)


สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม

สาขาดารานำชาย 1. ชาลี ไตรรัตน์ – เด็กหอ (4.46 คะแนน) 2.กฤษดา สุโกศลแคลปป์ – 13 เกมสยอง (3.82 คะแนน) 3.ศรัณยู วงษ์กระจ่าง (อำมหิตพิศวาส) 3.64 คะแนน) 4.ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ (กระสือวาเลนไทน์) 3.0 คะแนน 5.ทาดาโนบุอาซาโน่ – Invisible Waves คำพิพากษาของมหาสมุทร (2.71คะแนน)

ในสาขานี้ผมเชียร์อยู่ 2 คนคือ น้อย วงพรู จาก 13 เกมสยอง กับ น้องแน็ค จาก เด็กหอ แต่ในที่สุดแล้ว น้องแน็ค ได้รางวัล ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย เพราะว่าบทของ น้องแน็ค ใน เด็กหอ เป็นบทที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายกว่า ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาถามว่า เด็กเล่นเก่งผู้ใหญ่หรือ?

เพราะควรจะมองว่า เป็นโชคดีของ น้องแน็ค มากกว่า ที่ได้บทที่ตรงกับวัย และคาแรกเตอร์ของเขา และผู้กำกับฯ สามารถกำกับฯ ให้เขาแสดงออกมาได้สมบทบาท เนียนไปทั้งเรื่องได้อย่างเป็นธรรมชาติ

และการที่กรรมการส่วนใหญ่จะชอบ น้องแน็ค เพราะรู้สึก อิน กับบทนี้ได้มากกว่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการหรือว่าเราๆ ท่านๆ ต่างก็ต้องเคยผ่านประสบการณ์ อย่างที่ น้องแน็ค เผชิญในหนังเรื่องนี้มาแล้วทั้งสิ้น นั่นคือ ประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว บท ชาตรี ในเรื่องนี้เข้าถึงได้ง่ายกว่าบทของ น้อย วงพรู จากเรื่อง 13 เกมสยอง

สำหรับ น้อย วงพรู ด้วยคาแรกเตอร์ตัวจริงที่ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เขาเหมาะกับบทนี้มากๆ เหมือนตั้งใจเขียนมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ เขาทำได้ดีในบทที่ต้องการอารมณ์กดดันและแสดงออกมากๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เนียนไปทั้งเรื่องอย่าง น้องแน็ค ในฉากที่เขาไปขายเครื่องดนตรีและถูกปฏิเสธ กรรมการท่านหนึ่งให้เหตุผลว่า เขาทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจภาษาไทย มากกว่าจะรู้สึกตามที่บทต้องการ ใครที่อยากจะพิสูจน์ต้องลองไปหาหนังมาดูกันเอง

ศรัณยู วงษ์กระจ่าง จาก อำมหิตพิศวาส คะแนนมาเป็นอันดับที่ 3 เขามากับการแสดงในสไตล์ โอเวอร์แอ็กติง ซึ่งเข้ากับสไตล์ของหนังแนวแอ็กชัน ทริลเลอร์ สไตล์ฮอลลีวูด อย่างที่หนัง อำมหิตพิศวาส ต้องการ แต่ สไตล์โอเวอร์ฯ นี้เอง ที่อาจทำให้กรรมการบางสถาบันอาจจะพากันมองข้าม จนเป็นเหตุให้ไม่มีชื่อของศรัณยูเข้าชิงในสาขานี้

เต้-ปิติศักดิ์ ได้บทที่ส่งเต็มที่ เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถเต็มที่แต่ความที่บทยาก และต้องเล่นมากแทบจะทั้งเรื่อง โอกาสที่จะผิดพลาดก็มากตามไปด้วย บทชายหนุ่มที่พิการทั้ง ขาเป๋ ปากเบี้ยว ของเขา จึงออกมาแบบเบี้ยวมากบ้างน้อยบ้าง บางทีก็ดูเหมือนไม่เบี้ยวซะงั้น อีกทั้งองค์รวมของหนังยังออกมาไม่ลงตัวนัก นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คะแนนของเขาได้มาน้อยไปหน่อย

ส่วน ทาดาโนบุ อาซาโน่ จาก อินวิซิเบิลเวฟส์ คาดว่ากรรมการโดยรวมอาจจะเห็นเหมือนกันว่า รางวัลตุ๊กตาทองเป็นรางวัลของคนไทยที่น่าจะเป็นของนักแสดงไทย การที่มีชื่อของเขาเข้าชิงถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูงส่งแล้ว แต่การที่จะไปให้ถึงขั้นคว้ารางวัล อาจต้องการบทที่โดดเด่นยิ่งกว่านี้ เพราะบทในเรื่องนี้ของเขาก็แทบจะไม่ต่างจากในหนังเรื่อง เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล ที่เขาเคยเล่นไปแล้ว คุณว่างั้นมั้ย?

ฉะนั้น การที่สุดท้ายแล้ว ชาลี ไตรรัตน์ จะเป็นผู้ที่เดินขึ้นไปรับรางวัลตุ๊กตาทอง ดารานำชายยอดเยี่ยม ผมถือว่า สมควรที่สุดแล้วในปีนี้


สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยม

ในสาขานี้ หลายคนอาจมองว่า บทของ จินตหรา สุขพัฒน์ เป็นบทนำ หรือ บทสมทบ กันแน่!

ผมอยากจะชี้แจงว่า บทนี้สามารถจะเป็น บทนำ หรือบทสมทบ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการแต่ละสถาบันมากกว่า แต่การที่ รางวัลตุ๊กตาทอง เลือกให้ จินตหรา เข้าชิงในสาขา ดารานำหญิง ประการหนึ่งคือ เพื่อเป็นการให้เกียรตินักแสดงรุ่นใหญ่ฝีมือคุณภาพอย่าง จินตหรา ที่เป็นหนึ่งในนักแสดงภาพดีของวงการมาตลอดการเป็นนักแสดงของเธอ

ซึ่งไม่ได้หมายความว่า การที่สถาบันอื่นจะส่งเธอไปอยู่ในสาขาดาราสมทบ แล้วจะเป็นการไม่ให้เกียรติ เพียงแต่ว่า อย่างที่บอกคือ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรรมการแต่ละสถาบัน แต่สำหรับตุ๊กตาทอง ในกรณีที่ต้องเลือกระหว่าง ดารานำ กับดาราสมทบ เราเลือกให้เธออยู่ในสาขาดารานำเท่านั้นเอง

และอีกเหตุผลสำคัญก็คือ ผมเห็นว่าบทของ จินตหรา ถึงแม้จะดูน้อย ออกมาเพียงไม่กี่ฉาก แต่เมื่อว่ากันถึงน้ำหนักของบท บทนี้มีน้ำหนักครอบคลุมบรรยากาศทั้งเรื่อง เรียกว่าทันที่ตัวละครพระเอกเดินทางมาถึงโรงเรียนนี้ คนแรกที่ชาตรี (ชาลี ไตรรัตน์) ได้เจอก็คือ ครูปราณี (จินตหรา) พร้อมกิตติศัพท์ของเธอ ที่กลายเป็นปมปริศนาที่พระเอกต้องหาคำตอบไปตลอดเรื่อง

และเมื่อถึงที่สุด บทของครูปราณี ก็คือบทที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการเรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิต พร้อมที่จะเติบโตของชาตรี ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง และพร้อมที่จะมองคนอื่นอย่างเข้าอกเข้าใจ และฉากที่ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตข้างในตัวของชาตรี ก็คือ ฉากที่เขาเดินเข้าไปหาครูปราณีเพื่อร่ำลา และบอกความจริงเกี่ยวกับการตายของวิเชียร

ที่เป็นเหมือนการช่วย ปลดล็อก กุญแจที่ ขังหัวใจ ของครูปราณีมาตลอด จากความรู้สึกผิดที่คิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้วิเชียรตาย ที่ทำให้เธอกลายเป็นครูที่หมองเศร้าขมขื่นกับชีวิต มีความหวาดระแวงตลอดเวลา กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับเด็กนักเรียนของเธอ ซึ่งจินตหราทำหน้าที่ของเธอได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในทุกฉาก กรรมการท่านหนึ่งให้เหตุผลว่า จินตหราเก็บรายละเอียดแม้กระทั่งท่าวิ่งใน 2 ฉากที่ต่างกาลเวลาด้วยท่าวิ่งที่แตกต่างกันระหว่างตอนสาว กับตอนเป็นสาวใหญ่

คะแนนในสาขานี้ จินตหรา นำลิ่วด้วยคะแนน 4.4 คะแนน ตามด้วย ศิรพันธ์ วัฒนจินดา (เปนชู้กับผี) และ ชุติมา ทีปะนาท (ซีซัน เชนจ์ฯ) ได้คะแนนเท่ากันคือ 3.8 คะแนน ตามด้วย บงกช คงมาลัย (อำมหิตพิศวาส) 3.42 คะแนน) และพลอย จินดาโชติ (กระสือวาเลนไทน์) 3.30 คะแนน

สำหรับสาขานี้ ผมเชียร์ จินตหรา กับ นุ่น-ศิรพันธ์ ในแบบรักพี่เสียดายน้อง ซึ่งใครจะได้ผมก็สมใจทั้งสิ้น แต่ที่เซอร์ไพรส์ก็คือ ต่าย-ชุติมา ผมไม่คิดว่ากรรมการส่วนใหญ่จะชอบเธอมากขนาดที่คะแนนมาเป็นอันดับที่ 2 เรียกว่าถ้าพลาดจาก จินตหรา กรรมการคงต้องมาลงคะแนนกันใหม่ระหว่าง นุ่น-ศิรพันธ์ กับ ต่าย-ชุติมา เลยทีเดียว

ผมชอบการแสดงของ พลอย จินดาโชติ เช่นกัน เธอทำให้ตัวละครนี้ดูเป็นธรรมชาติ เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับเรื่องร้ายๆ ในชีวิต แต่น่าเสียดายที่องค์รวมของหนังไม่ลงตัวทั้งหมด แรงของเธอจึงไม่อาจสู้กับคู่แข่ง

สำหรับ ตั๊ก-บงกช ถือว่าน่าพอใจ เพราะคะแนนของเธอมากเป็นอันดับที่ 4 การที่คะแนนของเธอน้อยไปหน่อย อาจเป็นเพราะ บทของเธออยู่ก้ำกึ่งระหว่าง การขายฝีมือ กับการขายเซ็กซ์ ซึ่งถ้ากรรมการสถาบันอื่นๆ เห็นเป็นอย่างหลัง เธอก็อาจจะพลาดการเข้าชิงไป

ผมเองชื่นชมและเห็นความตั้งใจ ทุ่มเท กับบทนี้ของเธอ แต่ไม่แน่ใจว่ากรรมการท่านอื่นๆ จะเห็นอย่างผมหรือไม่ ซึ่งคงหาคำตอบได้จากผลที่ออกมา


สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
เมื่อมาถึงสาขานี้ ผมเชียร์ ซีซัน เชนจ์ มาตั้งแต่แรก นี่เป็นหนังที่ดูครั้งแรกชอบมาก พอได้ดูอีกครั้งก็ยิ่งชอบมากกว่า และได้อะไรเพิ่มขึ้นอีก หนังลงตัวในทุกองค์ประกอบ ที่สำคัญ นี่คือหนังปราศจากมลพิษที่เหมาะกับสังคมทุกวันนี้อย่างแรง

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่านี่เป็นหนังที่เกี่ยวกับวัยรุ่นวัยเรียน หนังเรื่องนี้พร้อมจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับวัยรุ่นไทยยุค ใจแตกคา (อินเตอร์) เน็ต ได้เป็นอย่างดี ขอยืนยันว่า นี่เป็นหนังที่เหมาะจะใช้เยียวยาสังคมยุคนี้ที่สุด และอยากเห็นคนสร้างหนังอย่างนี้ออกมาอีกเยอะๆ

ผมชอบประโยคของ คุณน้องนุช ชวาลา หนึ่งในคณะกรรมการที่พูดว่า ต้องให้เขานะเรื่องนี้ เพราะถ้าไม่ให้เขา อีกหน่อยก็จะไม่มีใครกล้าทำหนังดีๆ อย่างนี้ออกมาให้ได้ดูกันอีก เป็นความเห็นของเธอที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

ผลคะแนนออกมาดังนี้
1.ซีซัน เชนจ์ 4.46 คะแนน
2.เด็กหอ 4.14 คะแนน
3.เปนชู้กับผี 3.6 คะแนน
4.13 เกมสยอง 3.11 คะแนน
5.อิน วิซิเบิลเวฟส์ 2.85 คะแนน

สองเรื่องสุดท้ายที่กรรมการต้องเลือกแบบ ตัดสินใจลำบาก คือ ซีซัน เชนจ์กับ เด็กหอ ซึ่งจากการสอบถามดูมีกรรมการบางท่านที่ชอบ เด็กหอ มากกว่า แต่ส่วนใหญ่จะเหมือนผมคือ ชอบ 2 เรื่องนี้มาก แต่เมื่อต้องเลือกเพียง หนึ่ง

สำหรับรางวัลสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ทุกคนลงความเห็นว่า ต้องเป็น ซีซัน เชนจ์ เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ เมื่อได้ดูอีกครั้งก็ได้เห็นข้อบกพร่องมากขึ้น

เปนชู้กับผี นี่เป็นเรื่องที่ผมเสียดายมากว่า หนังน่าจะได้รางวัลมากกว่านี้ เพราะเข้าชิงมากที่สุด ตัวหนังเอื้อให้เข้าชิงได้หลายสาขามากกว่าเรื่องอื่นๆ ในการเป็นหนังย้อนยุคที่โดดเด่นในแทบทุกองค์ประกอบ กรรมการส่วนใหญ่ก็ปลื้มหนังเรื่องนี้มากๆ แต่เมื่อแยกพิจารณาในแต่ละสาขา กลับพบว่าหนังมีข้อบกพร่องในเรื่อง แสง, การแต่งหน้าในบางฉาก รวมทั้งเนื้อหาของเรื่องที่ยังไม่เคลียร์ในบางจุด

และที่อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้กรรมการเทใจให้น้อยไปหน่อยก็คือ หนังช่างไปคล้ายกับหนังฝรั่งเรื่อง The Others ซึ่งไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่เป็นหลายจุด

13 เกมสยอง กรรมการส่วนใหญ่ชื่นชมในไอเดียที่กล้าและท้าทาย ที่อยากบอกให้ผู้กำกับฯ ดีใจก็คือ ขนาด อาหลวย (ฉลวย ศรีรัตนา) ผู้กำกับฯ รุ่นใหญ่ หนึ่งในคณะกรรมการก็ยังใจชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ แต่เมื่อพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน หนังยังมีข้อบกพร่องในเรื่องตัวประกอบในบางฉากที่ยังไม่เนียน ฉากที่พระเอกลงไปเอาศพคนแก่ขึ้นมา ที่ดูยังไงก็เป็นหุ่นแอ็กติงของพระเอกในบางฉาก รวมเป็นสาเหตุที่ทำให้หนังเรื่องนี้ต้องเพลี่ยงพล้ำต่อคู่แข่ง

อินวิซิเบิลเวฟส์ โดยส่วนตัวผมชอบหนังเรื่อง ชอบประเด็นที่นำเสนอ ชอบสไตล์ของหนัง ที่ท้าทายให้ได้ ลับสมอง ประลองเชาว์ปัญญา แต่ไม่ชอบฉากที่พระเอกตามไปฆ่าเจ้านายอย่างที่บอกไว้ข้างต้น แต่สาเหตุที่กรรมการท่านอื่นๆ ไม่ชอบ หรือชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าเรื่องอื่นๆ อันนี้ผมไม่ได้ถามจริงๆ

ที่อยากจะบอกไว้เป็น เบื้องหลังเบื้องลึก ก็คือ ผมในฐานะที่ทำหน้าที่คอยประสานงานกับกรรมการหน้าใหม่ที่มาร่วมทำงานในครั้งนี้ กรรมการทุกท่านจะถามผมอยู่ตลอดด้วยคำถามว่า งานนี้จะมีการล็อกมั้ย? ผมเองก็ได้แต่บอกว่า คงไม่หรอกครับ ตอบไปอย่างนั้นทั้งที่ตัวเองก็ไม่มั่นใจเลยสักนิด

ขณะที่การประกาศดำเนินไปได้ครึ่งทาง ดร.พิณลัพธพร นาคสมบูรณ์ หนึ่งในคณะกรรมการที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมก็หันมาถามอีกว่า คุณหนึ่ง คงไม่มีการพลิกโผแล้วใช่มั้ย? ผมก็ตอบไปว่า ผมยังไม่แน่ใจจนกว่ารางวัลสุดท้ายจะถูกประกาศ ดร.พิณ ถึงกับทำหน้าเอ๋อเหรอแล้วพูดออกมาคำว่า เหรอคะ!?!

แต่อย่างไรก็ตาม ในคืนนั้นกรรมการชุดที่ผมกล่าวถึงนี้ เราต่างก็ตกลงกันแล้วว่า ถ้าหากว่า การประกาศผลมีการพลิกโผ ไม่เป็นอย่างที่คะแนนที่ออกมา กรรมการทุกคนก็จะพร้อมใจกันเดินออกจากงานทันที แต่เราจะไม่ออกจากงานแล้วกลับบ้านหรอกนะ แต่เราตั้งใจว่าจะไปยืนคอยแฉกับสื่อมวลชนอยู่ที่หน้างานนั่นแล

โชคดีจริงๆ ที่เหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างจบลงด้วยดี ไม่ต้องมีการแฉจนฉาว ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมการ และผู้จัดงานทุกท่านจริงๆ

สุดท้ายแล้ว ถ้าหากว่า เขา ไม่เห็นว่า คณะกรรมการชุดนี้ตัดสินรางวัลกันอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม จนน่าหมั่นไส้ ปีหน้า เขา คงให้กลับมาเป็นกรรมการอีก

ที่มา สยามรัฐ (5, 8, 9 มกราคม 2550)