ผู้บาดเจ็บหลังควันระเบิด

Home / ข่าวหนัง / ผู้บาดเจ็บหลังควันระเบิด

ปีนี้อาจจะเป็นปีที่เริ่มต้นได้อย่างอกสั่นขวัญแขวนที่สุด เมื่อเกิดเหตุระเบิด 8 จุดทั่วกรุงเทพฯ มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ผลของมันทำให้กรุงเทพฯเงียบเหงาลงไปถนัดตาในทันที

แต่ผลกระทบจริงๆ คือหลังจากนี้ต่างหาก ซึ่งถึงตอนนี้พอจะมองเห็นกันบ้างแล้ว

รชต ธีระบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท โคลัมเบียไทรสตาร์บัวนาวิสต้า (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของหนังการ์ตูนเรื่อง “Open Season” โปรแกรมเด็ดที่เตรียมมารับทรัพย์ปีใหม่ควบวันเด็กบอกว่า พอมีระเบิดปุ๊บ ผลกระทบก็ตามมาปั๊บ เพราะกลุ่มคนดูในหมู่ครอบครัวและเด็กอันเป็นกลุ่มผู้ชมหลักของเรื่องจะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยมากกว่ากลุ่มผู้ชมอื่นๆ

รายได้ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเลยพลาดเป้าไปถึง 30%

แต่เขายังมองในแง่ดีว่าหนังเรื่องอื่นที่คนดูเป็นกลุ่มอื่นอาจจะไม่มีผลกระทบก็ได้

“ในส่วนของวันเด็กเราคาดการณ์ไม่ได้ เพราะทางภาครัฐอาจมีมาตรการพิเศษในการรักษาความปลอดภัย จึงขึ้นอยู่กับผู้บริโภคจะตัดสินใจ แต่ในส่วนของเราคงจัดโปรโมชั่นพิเศษ ซึ่งก็เป็นแผนเดิมที่วางไว้ไม่ใช่แผนที่เกิดจากเหตุวางระเบิด” รชตกล่าว

ด้านโรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ซึ่งมีสาขาอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุอย่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ณัฐกิตติ์ เจริญศิริ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสสื่อสารการตลาด บอกว่า แม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบแต่ก็กระทบไม่มาก รายได้รวมลดลงไปเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ดีมีหนังบางเรื่องที่เลื่อนการเปิดตัวออกไป คือ “Curse of the Golden Flower” ที่เลื่อนไปฉายเดือนหน้า

“ในส่วนของวันเด็กเรายังจัดกิจกรรมเหมือนเดิม แต่มีการเพิ่มมาตรการความปลอดภัย มีทีมงานและเจ้าหน้าที่ในท้องที่ มีการติดกล้องวงจรปิดและตรวจตามถังขยะมากขึ้น คิดว่ารับมือได้แน่นอน”

สำหรับวงการเพลงซึ่งปีที่แล้วถือเป็นปีที่แย่ที่สุด เพราะยอดขายซีดีตกลงไปอีก 30-40% ด้วยปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ดังนั้นเมื่อเริ่มมีปัญหาการก่อการร้าย สถานการณ์จึงลำบากมากขึ้น

เปี๊ยก ดี.เจ. สยาม เจ้าของแผงเทปชื่อดังย่านสยามสแควร์ เปิดเผยว่า ส่วนของตนยังไม่กระทบมากเพราะเพลงอินดี้ซึ่งตนเป็นเจ้าเดียวในการจำหน่ายยังพอขายได้อยู่ ส่วนเพลงกระแสหลักนั้นตอนนี้ยังไม่มีค่ายไหนออกเทปใหม่จึงยังไม่มีอะไรส่งผล แต่ที่กระทบโดยตรงคือในสยามสแควร์คนเดินน้อยลงไปถนัดตา เจ้าของร้านค้าในสยามทุกร้านเลยเครียดไปตามๆ กัน

“เรื่องเกิดระเบิดผมว่าคนไม่ได้สนใจ อย่างประเทศอังกฤษที่มีการระเบิดรถไฟใต้ดินแต่คนเขาก็กลับมาได้เร็วมาก เพราะรัฐบาลของเขามีมาตรการที่ออกมาเร็วและให้ความมั่นใจได้มาก แต่ว่าบ้านเรามันคลุมเครือว่าจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอะไรบ้าง คนก็เลยไม่รู้จะยังไง”

เขายังเปิดเผยอีกว่า ส่วนตัวแล้วถ้ามาตรการชัดเจนจริงอีก 2 เดือนทุกอย่างก็น่าจะกลับเป็นปกติและช่วงสงกรานต์จะเป็นช่วงที่คนจับจ่ายกันมาก เพราะมีเงินอั้นกันมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่ แต่ถ้าไม่ป้องกันให้ดีและเกิดระเบิดขึ้นอีกระลอกโดยไม่สามารถจับมือใครดมได้ สถานการณ์ของผู้ค้าอย่างเขาอาจจะแย่กว่านี้อีก

ด้าน นปฎล เจสัน สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพลตินัม มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวเตอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายซีดีเพลงขนาดกลาง ซึ่งจัดจำหน่ายผลงานอย่าง “H.M.Blues” เปิดเผยว่า ยอดขายซีดีนั้นชะงักเพราะหลังเหตุการณ์ระเบิดผู้คนไม่กล้าออกไปจับจ่าย ตอนนี้ธุรกิจเพลงเลยซบเซามาก อย่างไรก็ตามในแง่ของการเป็นผู้จัดจำหน่ายนั้นตอนนี้จะยังไม่กระทบเพราะพอมีเงินทุนหมุนเวียนพอรองรับสถานการณ์ แต่ผู้ค้ารายย่อยแผงต่างๆ น่าเป็นห่วง

“มันขึ้นอยู่กับว่าทั้งปีจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า 3-6 เดือนถ้าชัดเจนก็จะดี ถ้าไม่ อนาคตก็คงแย่ ทุกสิ่งมันอยู่ที่ความมั่นใจ ถ้าคนมั่นใจว่าทุกอย่างสงบ เดือนหน้าจะหาเงินได้ ก็พร้อมจะจ่าย เพลงหรือซีดีเป็นสินค้าที่ไม่ใช้ก็ไม่ตาย แต่ถ้าไม่มีความมั่นใจในชีวิตคนก็ไม่ซื้อ”

ขณะที่หนังสือดูเหมือนแตกต่าง เพราะ อรรจน์ วิสุทธิถาวรวงศ์ รองประธานกรรมการสายงานประชาสัมพันธ์และภาพลักษณ์องค์กร บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์เปอเรชั่น จำกัด แห่งร้าน B2S บอกว่า แทนที่จะกระทบในทางลบ หนังสือของร้านกลับขายดีขึ้นโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์และนิตยสาร เพราะคนจะเข้ามาหาซื้ออ่านเพื่อรับรู้ข่าวสารและความเป็นไป ขณะที่หนังสือพ็อคเก็ตเองก็ไปได้ดี เพราะพฤติกรรมของคนคือจะรีบซื้อแล้วรีบไป ไม่ใช่มาพลิกๆ อ่านแล้วซื้อบ้างไม่ซื้อบ้างเหมือนเมื่อก่อน

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นคนในวงการหนังสือก็ยังคาดหวังในมาตรการรักษาความปลอดภัยและสถานการณ์ความสงบที่น่าจะดีขึ้น เหมือนกับคนในวงการอื่นๆ ก็คาดหวัง เพราะแม้จะยังจับตัวผู้ที่วางระเบิดไม่ได้แต่การมีมาตรการรักษาความปลอดภัยก็ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้น

และสำหรับเราๆ ท่านๆ ก็ต้องรีบกลับจับจ่ายใช้สอยตามปกติ

ที่สำคัญต้องไม่ประมาท

ที่มาจากหนังสือพิมพ์