ตามติดชีวิต…”เด็กเอ็นท์”มาเป็นหนัง

Home / ข่าวหนัง / ตามติดชีวิต…”เด็กเอ็นท์”มาเป็นหนัง

“ผมชอบชีวิตช่วง ม.6 มาก” จิระ มะลิกุล ผู้ปิ๊งไอเดียทำหนัง “Final Score-365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์” เริ่มต้นด้วยการบอกเหตุผลสั้นๆ ของ “อารมณ์อยาก” ครั้งนี้

“ผมว่ามันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่มหัศจรรย์ในชีวิตคนเรา ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเกิดมาอายุ 16-17 ปี จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากขนาดนี้”

“เมื่อตอนเรียนอนุบาล ประถม เราก็เรียนดีบ้าง สอบตกบ้าง ลอกการบ้านเพื่อนบ้าง ไม่ต้องกดดัน แต่พอ ม.6 ปุ๊บ เตรียมไปสอบเอ็นทรานซ์…” ทีนี้ละ “ภาวะที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน” ก็เกิดขึ้น-เขาว่า

นั่นคือภาวะของการอยู่ท่ามกลางความคาดหวังของคนรอบข้าง ทั้งครอบครัว เพื่อนบ้าน เพื่อนฝูง และอื่นๆ อีกมากมาย

“นั่นเป็นช่วงที่หนักมากสำหรับผม” อดีตนักเรียน ม.6 ซึ่งยังจำความหลังครั้งนั้นได้บอก

“เพราะผมเรียนผิดแผนก โรงเรียนผมมีแต่สายวิทย์ คะแนนผมเลยอ่อนระทวยมาก”

หากเมื่อถึงเวลาเอ็นทรานซ์ เขาก็เหมือนเด็ก ม.6 ทั่วไปที่ “จำเป็นต้องเอ็นท์ให้ติด”

“เพราะฉะนั้น มันเหมือนคนจะจมน้ำ กดดันมาก”

มากถึงขนาดเก็บเอาไปฝันร้ายภายหลัง

“จำได้ว่าตอนเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว มันมีบางวันที่ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วหัวใจเต้นแรง เหงื่อแตก คิดว่าตัวเองกำลังจะเอ็นทรานซ์ ตกใจมาก เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งตอนเรียนปี 1 ผมเลยสนใจภาวการณ์นี้ และยิ่งมารู้ว่าเมืองไทยเป็น 1 ใน 3 ของประเทศที่ยังมีระบบเอ็นทรานซ์ ทุกคนยังให้ความสำคัญกับระบบนี้อยู่ ผมเลยสนใจช่วงเวลานี้”

สนใจถึงขั้นคิดจะสร้างเป็นหนัง

หากก็ได้แต่คิดมาหลายปี เพราะนึกไม่ออกว่าจะทำออกมาแบบไหน

กระทั่งได้เจอ แอน-โสรยา นาคะสุวรรณ ผู้ช่วยผู้กำกับ 4 ในหนัง “มหา”ลัย เหมืองแร่” ที่เขาเป็นผู้กำกับ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำหนังสารคดี “อเมซิ่งไทยแลนด์” เพื่อฉายใน “เทศกาลหนังกางจอ” ของนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

“ผมรู้สึกว่าเขาบอร์นทูบีทำงานแบบถ่ายชีวิตจริง”

เมื่อ “รู้สึก” อย่างนั้น เขาจึงเสนอให้เธอรับงานนี้ งานที่เธอและทีมงานอีก 4 คน ต้องตามติดและถ่ายทอดชีวิตของเด็ก ม.6 คนหนึ่งตลอด 1 ปีเต็ม ตั้งแต่วันแรกที่เด็กคนนั้นเข้าเรียนชั้นมัธยม 6 จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายในชีวิตนักเรียน ม.ปลาย

“เราไปคัดเลือกเด็กจากหลายที่มาก ทั้งโรงเรียนกวดวิชา สถานที่ต่างๆ ที่วัยรุ่นจะไปรวมตัวกัน จากนั้นก็เอาวิดีโอไปตามถ่ายชีวิตพวกเขาสัก 2-3 วันแล้วเอามาเลือก”

รอบสุดท้ายเหลือตัวเลือกอยู่ 5-6 คน

มีคนหนึ่งร้องเพลงฮิพฮอพ แต่สอบได้เกรด 4 อีกคนช่วยแม่ขี่ซาเล้งขายก๋วยเตี๋ยว น่าสนใจแทบทุกด้าน หากสุดท้ายคนที่พวกเขาเลือกคือ เปอ เด็กหนุ่มคนที่จิระบอกว่ามองหน้าแล้วก็เห็นความขัดแย้งในตัว

“เขาดูเหมือนจะธรรมดาแต่ก็เพี้ยนมาก ดูเหมือนจะเป็นคนไม่เอาการเอางานแต่สามารถตอบคำถามได้อย่างคมคาย ดูเหมือนไม่สนใจพ่อแม่แต่เรียกตัวเองว่าลูกขณะที่พูดกับพ่อแม่ ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่มเฮ้วกับเพื่อนๆ แต่ก็เป็นคนที่อยากใช้ชีวิตตามพ่อซึ่งเป็นวิศวโยธา เอาวิกผมสีเงินมาใส่เต้นเพลงป๊อด โมเดิร์นด็อก ในขณะที่เล่นฆ้องวงเล็กอยู่ในวงดนตรีไทย”

“ผมมองว่านี่คือตัวแทนของวัยรุ่นไทยปี 2549”

“ในส่วนของทีมงาน 1 ปีที่ผ่านมา ผมว่าพวกเขาอึดจริงๆ” จิระหันมาพูดถึง ผู้กำกับ,ผู้ช่วย,ผู้จัดการกอง และช่างภาพอีก 2 คน ที่ทำงานตลอด 365 วัน ไม่มีวันหยุดเพื่อถ่ายทำ “ไฟนอล สกอร์” ให้ออกมาเสร็จสมบูรณ์ตามความฝัน

“ผมเคยพาทีมงานไปกินข้าว แล้วให้ดื่มน้ำสาบานกันเลยว่าห้ามใครลาออก เพราะมีหลายครั้งที่ผมเห็นถึงความท้อแท้ของพวกเขา บางทีถ่ายไป 10 วัน ซึ่งคนถ่ายรู้ว่าถ่ายไปก็ทิ้งแน่นอน ไม่เห็นมีอะไร ก็ต้องถ่าย โดยทุกเช้าทีมงานต้องไปบ้านเปอ แล้วตามชีวิตเปอกับเพื่อนอีกทั้งวัน จนพวกเขาต้องย้ายมาอยู่อพาร์ตเมนต์ใกล้ๆ บ้านเปอ เปอไปไหนทีมนี้ไปด้วย เปอไปกินข้าวกับเพื่อนทีมนี้ก็ต้องไป หรือบางทีก็ไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อแม่เปอช็อปปิ้ง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไป”

สุดท้ายพอถึงใกล้วันสอบเอ็นทรานซ์ ทีมงานก็เกิดอาการเป็นห่วงเป็นใย สุดท้ายอดรนทนไม่ไหว เลยแปลงสภาพตัวเองจากทีมถ่ายทำหนัง ไปเป็นติวเตอร์ นำทักษะที่มีไปเพิ่มความรู้ให้เปอและเพื่อนซะงั้น

เมื่อสิ้นสุดขั้นตอนการถ่ายทำ จิระพบว่าเขามีฟิล์มที่ถ่ายทำแล้วอยู่ 300 ม้วน มอบหมายให้ทีมตัดต่อซึ่งมี 2 คนไปทำหน้าที่ต่อ

“ปกติการตัดหนัง บทภาพยนตร์จะเป็นตัวไกด์เรา อย่างน้อยก็เป็นตัวคอยบอกว่าเรื่องกำลังจะไปทางไหน หนักรัก หรืออ่อนทางบู๊ แต่เรื่องนี้แล้วแต่เรา เพราะมันมีครบทุกรสอยู่ในนั้น เราอยากจะตัดไปทางไหนได้หมด ตัดหนังเรื่องนี้มา 1 ปี ตัดมา 12 เวอร์ชั่น ประมาณเวอร์ชั่นที่ 5 ผู้ช่วยตัดต่อถึงขึ้นพูดกับต้นไป แล้วก็ขอลาออกหลายครั้ง เพราะมันกดดันและเหนื่อย”

หากสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็เสร็จสิ้น และพร้อมฉายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

“ผมว่าคนที่เขียนบทเรื่องนี้ได้คือพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น และผมมีความรู้สึกในใจตลอดเวลาว่านี่คือหนังที่อยากอวด หนังที่พูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย หนังที่มีชีวิต มีความรู้สึกตื่นเต้น มีอารมณ์ และมีแมสเสจที่คนดูๆ จบแล้วต้องอึ้ง”

ซึ่งจะเป็นอะไร เขาขอให้อดใจไว้และรอดู

ที่มาจากหนังสือพิมพ์