ก่อนเป็นตำนาน “สมเด็จพระนเรศวร”

Home / ข่าวหนัง / ก่อนเป็นตำนาน “สมเด็จพระนเรศวร”

สุจิต เมืองสุข รายงาน


ภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่ทุ่มทุนสร้างถึง 700 ล้านบาท กำลังเป็นที่สนใจของคอหนังและผู้สนใจประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในเมื่อมีการนำเอาประเด็นเรื่อง “ความรักชาติ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ที่น่าสนใจคือ ขณะที่ภาพยนตร์ที่จะมีทั้งหมด 3 ภาคหรือไตรภาค เริ่มเข้าฉาย ก็ได้มีการตั้งวงเสวนา อภิปราย ปัญหาทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรฯ รวมไปถึงเรื่องราวของประเทศพม่ากันอย่างคึกคัก

หากมองภาพรวมข้อเสนอ เนื้อหาสาระการอภิปรายจากเวทีเหล่านี้ จะได้ข้อสรุปประการหนึ่งว่า ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในยุคสมเด็จพระนเรศวรฯ ยังมีหลายประเด็นที่ยังต้องการข้อมูลเพิ่ม อันเป็นลักษณะของประวัติศาสตร์ ที่จะต้องค้นคว้าหาข้อมูลหลักฐานใหม่ๆ ตลอดเวลา

ในขณะที่ภาพยนตร์จะเล่าเรื่องไปอย่างไม่ติดขัด มีการหาเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์บางอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์ในทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ในแง่ของภาพยนตร์

ภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ น่าจะเป็นโอกาสให้คนไทย ได้ทำความเข้าใจเรื่องราวของพม่า อันเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ “รู้จัก” กันมาหลายร้อยปีอีกด้วย

การอภิปราย “พม่ากับไทย : เพื่อนบ้านที่ไม่รู้จักกัน” เมื่อวันที่ 25 มกราคม ช่วยเปิดมุมมองของผู้ฟังเกี่ยวกับตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ให้กว้างขวางขึ้นไปอีก

ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่า อภิปรายในเวทีนี้ตอนหนึ่งว่า ภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์ของม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เรื่องนี้ มีกรอบระยะเวลาของประวัติศาสตร์ยาว 8 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2106-2114 เท่านั้น และต้องการให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในประวัติศาสตร์พม่าในยุคหงสาวดีด้วย

หากถามว่าบทบาทของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่โลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม สอดคล้องกับประวัติศาสตร์หรือไม่ คงต้องย้อนไปดูเมื่อพ.ศ.2106 ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือขณะนั้นคือ “องค์ดำ” ต้องเสด็จไปเป็นองค์ประกันที่กรุงหงสาวดี และผนวชเป็นเณรในพม่า กรณีผนวชเป็นเณรในพม่า ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าบวชจริงหรือไม่ หรือหากอ่านจากพงศาวดารของต่างชาติ ตามคำให้การของเชลยศึกจะพบว่ามีบันทึกระบุว่า องค์ดำ ถูกนำตัวไปพม่าในปีพ.ศ.2112 


ดังนั้น ก็หมายความว่า องค์ดำ อยู่ในพม่าได้เพียง 2 ปีเท่านั้นก็เสด็จกลับสยามประเทศ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้อาจไม่ตรงกับส่วนอื่น

ส่วนข้อสงสัยในตัวบุเรงนอง หรือพ่ออยู่หัวบาเยงนองกะยอดินนรทา แห่งกรุงหงสาวดี พุกามประเทศ ว่ามีเชื้อสายพม่าโดยแท้หรือมีเชื้อสายมอญ ส่วนนี้ ดร.สุเนตรยืนยันว่า บุเรงนอง เป็นพม่าโดยแท้ ไม่ใช่มอญ อย่างที่หลายฝ่ายเคลือบแคลง

และความสัมพันธ์ระหว่างบุเรงนองกับประวัติศาสตร์ไทย คือการยกทัพมาตีไทย 2 ครั้ง ในพ.ศ.2106 และพ.ศ.2112 ส่วน นันทบุเรง หรือมังไชยสิงหราช โอรสของพระเจ้าบุเรงนอง เป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ของพม่า รวมถึง มังสามเกียด โอรสของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ก็เป็นคำในภาษามอญ มอญใช้เรียก ซึ่งพม่าเรียกตามมอญ

ดร.สุเนตร ให้ความเห็นว่าฉากสำคัญในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือฉากในราชสำนักหงสาวดี เพราะเป็นฉากที่ต้องสร้างให้พระมหากษัตริย์มีความเข้มแข็ง น่ายำเกรง สร้างฉากให้ราชอาสน์ของบุเรงนองเข้มแข็ง ฉะนั้น เพื่อเป็นหลักประกันเรื่องนี้ ฝ่ายหญิงที่ถูกส่งตัวมายังกรุงหงสาวดีจะต้องเป็นมเหสีของบุเรงนองทั้งสิ้น ซึ่งพระสุพรรณกัลยาก็เป็น 1 ในจำนวนนี้

“บุเรงนอง ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เป็นระบบควบคุมความจงรักภักดี และความสัมพันธ์ในระบบการเมืองยุคนั้น แต่จุดอ่อนประการสำคัญของ “หงสาวดี” ก็คือพระมหากษัตริย์ เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต บ้านเมืองก็ล่มสลาย” ดร.สุเนตร กล่าวโดยสรุป

แต่สำหรับพุกามประเทศในความเห็นของ ธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดี มองว่าในอดีตกว่า 400 ปี สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยังไม่มีพม่า ลาว หรือไทย มีเพียงตองอู เวียงจันทน์ อยุธยา ซึ่งภายหลังถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการสร้างจิตสำนึกให้รักชาติ และทำให้คนไทยรู้จักและมองพม่าเพียงด้านเดียวในฐานะศัตรูตัวฉกาจ ทั้งที่ชายแดนระหว่างไทยและพม่ามีความยาวเกือบ 2,000 กิโลเมตร แต่เราเกือบไม่รู้จักกัน

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ปรึกษาโครงการเอเชียตะวันออกศึกษา ถ่ายทอดความเห็นผ่านเวทีอภิปรายว่า หากจะใช้ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ว่าด้วยลัทธิชาตินิยมมาวัด สิ่งที่เราเรียกว่า รัฐชาติหรือรัฐประชาชาติ เนชั่นสเตท ก็ถือเป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และประดิษฐกรรมรัฐชาติหรือรัฐประชาชาตินี้ต้องใช้จินตนาการ การกระทำ จึงก่อให้เกิดเป็นรูปร่างขึ้นมา และเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว

“โดยทั่วๆ ไป เรามักจะถือกันว่ารัฐสมัยใหม่อย่างรัฐชาติ ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญๆ เช่น อธิปไตย พรมแดน ประชากร แต่ความเป็นจริงแล้ว รัฐชาติต้องมีอุปกรณ์ที่หลากหลายซึ่งเรานึกไม่ถึงหรือมองข้ามไปประกอบด้วย เช่น การพิมพ์ การทัพ การศึกษาภาคบังคับ พิธีกรรม ประวัติศาสตร์ อิทธิพล ภาษา วัฒนธรรม มายา การแต่งกาย เพลง ละคร ภาพยนตร์ ดอกไม้ ธง คำขวัญ อนุสาวรีย์ พิพิธภัณฑ์ หอสมุด หอจดหมายเหตุ ธนบัตร เหรียญ โปสเตอร์ แสตมป์ ทั้งที่นำมาจากโบราณปัดฝุ่น หรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่และทำซ้ำแล้วซ้ำอีก”

แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องมีและต้องสร้าง คือ วีรบุรุษ วีรสตรี

ในที่นี้ ดร.ชาญวิทย์ เปรียบวีรบุรุษวีรสตรีไว้ว่าเป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมที่ต้องสร้าง ในบางครั้งเรียกว่า “ปลุก” เช่น ปลุกใจเสือป่า ในสมัยราชาธิปไตยรัชกาลที่ 6 โดยยึดเรื่องชาติเป็นหลัก และหลังจากนั้นยังมาปลุกในประเด็นคล้ายกันให้ตื่นอีก ในสมัยรัฐธรรมนูญ คือรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม

ดร.ชาญวิทย์ยังมองว่า ภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นกรณีศึกษาที่ดี ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเดินทางของภาพลักษณ์นี้ นับแต่ภาพลักษณ์ของพระนเรศราชาธิราชหรือภาพลักษณ์ของนักรบที่เข้มแข็ง ดุดัน เด็ดขาด เช่น สั่งเผาฝีพายเรือของพระองค์ 1,600 คน จนกลายเป็นบทเรียนหรือตัวอย่างของวีรกษัตริย์ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ หรือเมื่อ 200 ปีที่ผ่านมา

แม้กระทั่งช่วงประวัติศาสตร์สยามสมัยใหม่ ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา พระนเรศวรได้รับการสร้างให้มีภาพลักษณ์ของมหาบุรุษ ในบรรยากาศที่รัฐราชวงศ์หรือรัฐราชอาณาจักร เผชิญการคุกคามภัยจากภายนอกหรือลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ้น พระนเรศวรถูกเสนอในรูปแบบของผู้นำที่ทรงนำมาซึ่งเอกราชของราชอาณาจักร

“หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของพระนเรศวร อยู่ที่ภาพเขียนบนผนังในวิหารของวัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา ภาพ 14 ภาพ ถูกนำมาผลิตซ้ำด้วยระบบการพิมพ์ ทำให้คนไทยตรึงตาและติดใจอยู่กับภาพ เช่น ภาพทรงตีระฆัง ทรงเล่นชนไก่กับมังสามเกียด ทรงปล้นค่ายพม่า เป็นต้น แต่เหนือภาพใดๆ คือภาพบนประตูตรงข้ามพระประธาน เป็นภาพทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา”

ดร.ชาญวิทย์ระบุด้วยว่า งานนิพนธ์ชิ้นสุดท้ายชิ้นสำคัญของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อดีตเสนาบดีมหาดไทยและอดีตอภิรัฐมนตรี เมื่อมีพระชันษา 80 ปี คือ เรื่องพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และงานนิพนธ์ชิ้นนี้กลายเป็นหนังสืองานพระบรมศพของรัชกาลที่ 8 ซึ่งมีเนื้อหาเรื่องตามแนวเดียวกันกับภาพเขียนบนผนังในวัดสุวรรณดาราราม

ดร.ชาญวิทย์ ส่งท้ายบทสรุปไว้ว่า นี่เป็นแม่แบบของการเขียนและการผลิตซ้ำประวัติศาสตร์ว่าด้วยกรุงศรีอยุธยา กับวีรบุรุษสมเด็จพระนเรศวรฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน มีการสร้างอนุสาวรีย์ของพระนเรศวรมหาราชอย่างกว้างขวาง แพร่หลายไปทุกภาค

สมเด็จพระนเรศวรฯ ถูกนำมาเสนอแล้วเสนออีก ในภาพที่เป็นทั้งวีรบุรุษสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ และสถาบันทหาร ทั้งที่มาในรูปของงานวิชาการ ประวัติศาสตร์ สื่อบันเทิง

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อาจเป็นพรมแดนระหว่างเรื่องจริงหรืออิงนิยาย ซึ่งได้รับความนิยมและสืบทอดกันมาในรูปลักษณ์ต่างๆ รวมถึงรูปแบบการ์ตูนสุดฮิตของเยาวชนในยุคนี้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์