เที่ยวเมืองกรุงเก่า ตามรอย”พระนเรศวร”

Home / ข่าวหนัง / เที่ยวเมืองกรุงเก่า ตามรอย”พระนเรศวร”

นงนวล รัตนประทีป


ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” กำลังเข้าฉายอยู่ในขณะนี้ เป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วบ้านทั่วเมือง โดยเฉพาะพระราชประวัติและวีรกรรมของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์นี้ ที่ทรงกอบกู้เอกราช

จากพระราชประวัติและวีรกรรมดังกล่าว ย่อมเกี่ยวข้องกับ จ.พระนครศรีอยุธยา ราชธานีในสมัยนั้น เพราะเกี่ยวข้องกับพระองค์โดยตรง

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร จัดทัศนศึกษาเพื่อย้อนรอยไปตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีนายเศรษฐเนตร มั่นใจจริง นักวิชาการวัฒนธรรม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร เป็นวิทยากรเล่าถึงสถานที่ต่างๆ

เริ่มจากจุดแรก “วัดใหญ่ชัยมงคล” หรือ “วัดเจ้าพญาไท” ตั้งอยู่ต.คลองสวนพลู อยู่ทางด้านทิศตะวันตก ตามหลักฐานพระราชพงศาวดาร ระบุว่าวัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อว่า “วัดป่าแก้ว” สร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง เมื่อปีพ.ศ.1900 วัดนี้อยู่นอกเมืองกรุงศรีอยุธยา และเป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์

ต่อมาในปีพ.ศ.2135 สมเด็จพระนเรศวร โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้น ตามคำกราบบังคมทูลแนะนำของสมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ทรงมีชัยในการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า จึงมีชื่อว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” ประชาชนเรียกว่า พระเจดีย์ใหญ่ สูงประมาณ 60 เมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่สี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 32.40 เมตร สูงจากพื้นดิน 15 เมตร มีฐานทักษิณเดินได้รอบองค์พระเจดีย์

เมื่อเวลาผ่านไปจึงเรียกว่า วัดใหญ่ชัยมงคล และได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2478

ปัจจุบันทางวัดสร้างพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นที่ด้านหน้าของวัด เพื่อให้ประชาชนกราบไหว้สักการะ อีกด้วย โดยภายในจะเป็นรูปปั้นสมเด็จพระนเรศวร ในท่าหลั่งน้ำทักษิโณทก หมายถึงการประกาศอิสรภาพที่กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นต่อกรุงหงสาวดีของพม่า เมื่อปีพ.ศ.2127

ต่อมาเป็น “วัดสุวรรณดาราราม” ตั้งอยู่ต.หอรัตนไชย อยู่ในเขตพระนคร สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อว่า “วัดทอง” ต่อมารัชกาลที่ 1 สถาปนาวัดทองขึ้นใหม่ และพระราชทานนามว่า “วัดสุวรรณดาราราม” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระบิดาและพระมารดา

ที่พระอุโบสถมีส่วนฐานโค้งคล้ายปากเรือสำเภา มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นในรัชกาลที่ 3 ส่วนพระวิหารของวัด อยู่บริเวณด้านข้างสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวร เขียนในรัชกาลที่ 7 โดยพระยาอนุศาน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) ตั้งแต่เด็กจนสวรรคต และถือเป็นพระอารามประจำราชวงศ์จักรี

“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม” ตั้งอยู่ถนนอู่ทอง ต.หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา พื้นที่เดิมเป็นพระราชวังเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยาเรียกว่า “วังหน้า” สมเด็จพระนเรศวรเสด็จฯ มาประทับสมัยที่เป็นพระมหาอุปราชาวังหน้า ครองเมืองพิษณุโลก เมื่อต้องเสด็จฯ มาเข้าเฝ้าฯ พระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา ก็จะมาประทับที่วังแห่งนี้ และถวายพระนามวังแห่งนี้ตามชื่อวังในพิษณุโลก คือ “วังจันทร์”

พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชาหลายพระองค์ และภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างลงจนถึงปลายรัชกาลที่ 3 และช่วงต้นรัชกาลที่ 4 ได้เสด็จฯ มาและทำนุบำรุงสร้างอาคารบนพื้นที่เดิม โดยสร้างพลับพลาจตุรมุขหลังแรกเพื่อใช้เป็นที่ประทับ

ในเขตพระราชวังจันทรเกษมเดิม ปัจจุบันไม่คงรากฐานให้เห็นแล้ว ทุกสิ่งสูญหายไปตามกาลเวลา สิ่งที่เห็นปัจจุบันนี้เป็นสิ่งก่อสร้างสมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เกือบทั้งหมดใช้พื้นที่นี้ตลอดเรื่อยมาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้ตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นแห่งแรก

จากนั้นไปวัดวรเชษฐาราม (ใน) ตั้งอยู่ต.ประตูชัย ฝั่งตะวันตกหลังวัดวรโพธิ์ สันนิษฐานว่า เป็นวัดที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร ระบุไว้ว่าบรรจุอัฐิสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งสมเด็จพระเอกาทศรถทรงสร้างถวายให้พระเชษฐา

ปัจจุบันวัดวรเชษฐารามมีอยู่ 2 วัดด้วยกัน คือในและนอกเกาะเมือง แต่หลักฐานไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นที่ใด ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันนี้

จุดสุดท้าย คือพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร ที่ทุ่งภูเขาทอง จัดสร้างขึ้นตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

จุดนี้เคยเป็นสมรภูมิรบที่สำคัญ เมื่อกองกำลังทหารพม่ายกมาประชิดพระนคร และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวร มีประติมากรรมนูนต่ำเล่าเรื่องพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวร เหมือนกับที่วัดสุวรรณดาราราม ประดับส่วนฐานพระบรมราชานุสาวรีย์

หากใครได้ดูหนังแล้ว มีโอกาสน่าลองเดินทางไปย้อนรอยสถานที่เหล่านี้ สนุกและมีอรรถรสไปอีกแบบหนึ่ง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์