เมื่อ(ไหร่)ประเทศไทยจะมี “สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมศิลปวัฒนธรรม”

Home / ข่าวหนัง / เมื่อ(ไหร่)ประเทศไทยจะมี “สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมศิลปวัฒนธรรม”

ปัจจุบันคนไทยมีโอกาสได้บริโภคภาพยนตร์ ดนตรี ทีวีซีรี่ส์ รวมถึงศิลปวัฒนธรรมจากหลายๆ ชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเกาหลีที่เป็นกระแสฟีเวอร์อยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งโอกาสดังกล่าวก่อให้เกิดผลดีคือทำให้คนในชาติได้เปิดหูเปิดตาเพื่อศึกษาความเป็นไปของชาติอื่นๆ ถึงอย่างนั้น หลายฝ่ายก็แสดงความกังวลว่าวัฒนธรรมจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามามีมากล้นจนก่อให้เกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยหรือไม่ โดยเฉพาะการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชนที่เสพรับวัฒนธรรมนั้นและการเสียดุลการค้าให้ต่างชาติ

กระทรวงวัฒนธรรมในฐานะหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะขณะนี้ทางกระทรวงกำลังเร่งดำเนินการเพื่อจัดตั้ง “สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมศิลปวัฒนธรรม” หรือ Institute of Art and Culture Industry Development (IACI) ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อกีดกันงานจากต่างชาติ แต่เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยให้เทียมสากล จนสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศในฐานะสินค้าออกสำคัญ และเพื่อให้คนไทยหันมายอมรับและบริโภคสินค้าวัฒนธรรมของชาติตนมากขึ้น โดยในระยะเริ่มแรกจะกำหนดขอบเขตการดำเนินงานของสถาบัน โดยแบ่งเป็น 5 หมวดหมู่ ได้แก่ สื่อภาพยนตร์, สื่อดนตรีและการแสดง, สื่อโทรทัศน์, สื่อผสม และสื่อสิ่งพิมพ์และอื่นๆ

เพื่อรับฟังความเห็นชอบจากศิลปินผู้สร้างสรรค์งานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยจึงจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งสถาบันดังกล่าวขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 40 คน อาทิ ตัวแทนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ, หอภาพยนตร์แห่งชาติ, มูลนิธิหนังไทย, ภัทราวดีเธียเตอร์, โรงละครไทยอลังการ และศิลปินอิสระอีกมากมาย

แม้ในหลักการทุกฝ่ายจะเห็นพ้องกัน แต่ปัญหามีอยู่เพียงอย่างเดียวว่าจะจัดตั้งขึ้นมาเป็นองค์กรแบบใดและมีอำนาจหน้าที่ขนาดไหน?

สุชัย งามจิตติ์เอื้อ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายศึกษา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงรูปแบบความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสถาบันดังกล่าวว่า อาจทำได้ 4 รูปแบบ คือ หน่วยงานรูปแบบพิเศษ, องค์การมหาชน, ส่วนราชการ และหน่วยงานในกำกับกระทรวง ซึ่งผู้ร่วมประชุมส่วนใหญ่เห็นควรให้จัดตั้งเป็นองค์การมหาชน เพราะมีความคล่องตัวในการบริหารงานมากที่สุด

“หากจัดตั้งเป็นหน่วยงานราชการคงไม่ทันการ เมื่อล่าช้าแล้วจะไปแข่งกับประเทศอื่นได้อย่างไร โดยเฉพาะการผลักดันให้หนังเป็นสินค้าอุตสาหกรรมส่งออก ทั้งๆ ที่หนังไทยก็มีแนวโน้มว่าขายได้ในตอนนี้ อย่างจา พนม ซึ่งล่าสุดเขาลงทุนทำหนังไปกว่า 250 ล้าน และขายล่วงหน้าได้มากกว่านั้น แต่เราจะอาศัยจาอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ต้องมีองค์กรที่สามารถสนับสนุนให้ผู้ผลิตคนอื่นๆ สามารถทำแบบนี้ได้ด้วย” ชัยวัฒน์ ทวีวงศ์แสงทอง นายกสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติกล่าว

ถึงอย่างนั้น ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนก็ยังชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคของการจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน อาทิ โดม สุขวงศ์ หัวหน้างานอนุรักษ์ภาพยนตร์ หอภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งกล่าวว่า แม้จะเห็นด้วย แต่ก็มองว่าจะจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนเป็นเรื่องยาก

“การทำเป็นองค์การมหาชนคือการกระจายอำนาจมาสู่ประชาชน ซึ่งมันเป็นเรื่องการเมือง ปัญหาก็คือมันจะไปลิดรอนอำนาจและศักดิ์ศรีของราชการ ซึ่งจะทำให้การจัดตั้งองค์การยากขึ้น”

นอกจากนี้บางส่วนยังตั้งข้อสังเกตว่าองค์การมหาชนส่วนใหญ่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ แต่สถาบันที่จะตั้งขึ้นใหม่นี้ดูจะมีขอบเขตการรับผิดชอบที่กว้างและมีภาระงานมากเกินไป

“ในระยะแรก สถาบันน่าจะเริ่มพัฒนาจากจุดเล็กๆ ก่อน เมื่อทำได้ดีหรือรู้จริงในจุดๆ นั้นแล้วจึงค่อยขยับขยายต่อไป” ตัวแทนจากโรงละครไทยอลังการว่า

ในขณะที่ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กลับเห็นว่าแทนที่จะเป็นแค่องค์การมหาชน ก็น่าจะทำให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติไปเลย

“เห็นด้วยว่าประเทศด้อยพัฒนาเท่านั้นที่ขายทรัพยากร ส่วนประเทศที่เจริญแล้วจะขายวัฒนธรรม เราจึงน่าจะทำเรื่องนี้ให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติหรือให้รัฐบาลรับเป็นนโยบายหลักไปเลย โดยมีกรมเป็นผู้ดูแล”

ส่วนอื่นๆ ก็มีที่ทักท้วงว่า ก่อนจะจัดตั้งสถาบันก็ควรจะทำความเข้าใจคำว่าศิลปวัฒนธรรมให้ถ่องแท้เสียก่อน และให้ไตร่ตรองให้ดีก่อนว่าหน้าที่ของสถาบันจะไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วหรือไม่ ฯลฯ

แม้ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันเสียทีเดียวของผู้ร่วมประชุมจะส่อให้เห็นเค้าความยุ่งยากอยู่ลางๆ แต่ก็เป็นความคิดที่คณะทำงานจะต้องนำไปวิเคราะห์สังเคราะห์เพื่อหาจุดเหมาะสมในการจัดตั้งสถาบัน สำหรับนำไปเสนอ ก.พ.ร. และยื่นต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

ส่วนสถาบันนี้จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

ที่มาจากหนังสือพิมพ์