เด็กหอ ก้านกล้วย และ 13 เกมสยอง กับการชิงรางวัลสุพรรณหงส์

Home / ข่าวหนัง / เด็กหอ ก้านกล้วย และ 13 เกมสยอง กับการชิงรางวัลสุพรรณหงส์

คอลัมน์ หนังเด่น

เมื่อเปรียบเทียบการเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ “สุพรรณหงส์” ปีนี้ กับ 3 ปีที่ผ่านมา มีบางประเด็นที่ผมอยากตั้งข้อสังเกต

ในแง่ปริมาณ ในปี 2549 มีหนังที่ผ่านการพิจารณาโดยคณะกรรมการตัดสิน จำนวน 41 เรื่อง มากกว่าปี 2548 ซึ่งมีเพียง 34 เรื่อง แต่น้อยกว่าปี 2547 (50 เรื่อง) และปี 2546 (44 เรื่อง)

ส่วนในแง่คุณภาพ คงไม่สามารถบอกค่าของคุณภาพเป็นตัวเลขได้ เพียงแต่พอจะมองเห็นว่ามีหนังที่มีคุณภาพระดับปานกลางอยู่เป็นจำนวนมาก และไม่มีเรื่องไหนที่โดดเด่นในลักษณะที่เกาะกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตรงนี้แตกต่างจากเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา

อย่างเช่น ในปี 2546 มีงานเด่นๆ อย่าง “แฟนฉัน” “คืนบาปพรหมพิราม” และ “เรื่องรัก น้อยนิดมหาศาล” ปี 2547 มีงานอย่าง “โหมโรง” “ไอ้ฟัก” “หมานคร” “เดอะ เลตเตอร์ จดหมายรัก” และ “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” และในปี 2548 ก็มีงานอย่าง “เฉิ่ม” “มหา”ลัยเหมืองแร่” และ “เพื่อนสนิท”

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ถ้าหากนำหนังทั้ง 4 ปี (2546-49) มาพิจารณารวมกันแล้วหา 5 เรื่องสุดท้าย มีแนวโน้มว่าอาจไม่มีหนังปี”49 เข้ารอบสุดท้ายเลย ในขณะที่หนังปี”46-48 อาจจะเข้ารอบปีละ 1-2 เรื่อง


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีก็คือในปี 2549 มีหนังที่ใช้เทคนิคแอนิเมชั่น เข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายหลายสาขารางวัล (รวมทั้ง สาขาหนังยอดเยี่ยม ผู้กำกับฯ และบทภาพยนตร์) คือเรื่อง “ก้านกล้วย” ถือว่าเป็นเรื่องแรกในรอบ 4 ปี และอาจจะเป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวในประวัติศาสตร์รางวัลนี้

เมื่อกล่าวถึง “ก้านกล้วย” ก็มีประเด็นให้พิจารณาในแง่ที่หนังใช้เทคนิคแอนิเมชั่น ทางกรรมการตัดสินบางคนเสนอให้พิจารณารวมกับหนังเรื่องอื่นหรือพิจารณาแยก สุดท้ายก็เห็นตรงกันว่าให้พิจารณารวมกับเรื่องอื่น

ตามความเห็นของผม ผมมองว่า “ก้านกล้วย” ไม่ต่างจากหนังเรื่องอื่น นอกจากเทคนิคที่ใช้แล้ว หนังเรื่องนี้จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับอีก 40 เรื่องที่เหลือ คือเป็นหนังบันเทิงเรื่องยาวเป็นเรื่องแต่ง ใช้การเล่าเรื่องตามประเพณีและเผยแพร่ตามโรงทั่วไป

แต่ด้วยเทคนิคแอนิเมชั่น ซึ่งไม่มีผู้แสดง (และไม่มีการแสดง) ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการพิจารณาในสาขาทางด้านการแสดงทั้ง 4 สาขา เท่านั้นเอง


ในส่วนของคณะกรรมการตัดสิน ปีนี้ยังคงเหมือนกับหลายปีที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ใช้คณะกรรมการตัดสินชุดเดียวตัดสินทั้ง 16 รางวัล คณะกรรมการตัดสินมาจากหลายสาขาอาชีพ เช่น สายอาชีพทางด้านการสร้างหนัง (ผู้กำกับฯ และนักแสดง) สายอาจารย์ทางด้านภาพยนตร์ (เช่น จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยรังสิต) สายสื่อมวลชนและสายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมแล้วเป็นจำนวน 18 คน

และที่ยังคงเหมือนกับปีที่ผ่านๆ มาก็คือกรรมการตัดสินมีการหมุนเวียนเปลี่ยนทุกปี ในจำนวน 18 คนมีอยู่เพียง 3 คนเท่านั้นที่ทำหน้าที่ต่อเนื่องตลอด 4 ปี (46-49)

ส่วนหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิม ซึ่งเรื่องของหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินนั้น หลายคนอาจไม่ทราบหรือเข้าใจไม่ตรงกัน อย่างเช่น สาขาเพลงนำภาพยนตร์และสาขาดนตรีประกอบ สองสาขานี้พิจารณาความยอดเยี่ยมของเพลงและดนตรีที่แต่งขึ้นโดยตรงเพื่อหนังเรื่องนั้น การนำเพลงเก่า เพลงแปลงหรือดนตรีที่มาจากเพลงเก่ามาประกอบถือว่าขาดคุณสมบัติ ถึงแม้ว่าเพลงหรือดนตรีนั้นจะช่วยสร้างอารมณ์และบรรยากาศได้อย่างยอดเยี่ยมก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ หนังอย่างน้อย 2 เรื่องที่ใช้เพลงและดนตรีเข้ามาเสริมอารมณ์ได้ดี จึงไม่ผ่านการพิจารณาเข้ารอบ เนื่องจากเป็นเพลงที่ไม่ได้แต่งขึ้นโดยตรงสำหรับหนังเรื่องนั้น

หลังการประชุมพิจารณา ซึ่งใช้เวลาประชุมประมาณ 8 ชั่วโมง ตั้งแต่บ่ายสองถึงสี่ทุ่ม ก็ได้ผลการพิจารณาตามที่น่าจะทราบกันไปแล้วโดยหนังที่ได้เข้าชิงเกินครึ่งของรางวัลทั้งหมดมี 2 เรื่อง ได้แก่ เด็กหอ เข้าชิง 10 สาขารางวัล (จากทั้งหมด 16) และ 13 เกมสยอง ได้เข้าชิง 13 รางวัล

ส่วนที่ได้เข้าชิงรองลงไประดับ 5-7 สาขา ได้แก่ ก้านกล้วย (6) ฅนไฟบิน (7) และ โคตรรักเอ็งเลย (5)

เมื่อมองจากจำนวนสาขารางวัลที่เข้าชิง ปีนี้น่าจะเป็นการชิงชัยกันระหว่าง “เด็กหอ” กับ “13 เกมสยอง” แต่ถ้าพิจารณาโดยไม่มองจำนวนสาขาที่เข้าชิง มีแนวโน้มว่าในสาขาสำคัญคือ “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับฯ และบทภาพยนตร์นั้น อาจจะมี “ก้านกล้วย” เข้ามาสอดแทรกด้วย

ผลจะเป็นเช่นไร ติดตามได้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์

ที่มาจากหนังสือพิมพ์