ชีวิตไม่ “สูง” แต่ “พอ” ของ หม่ำ จ๊กมก

Home / ข่าวหนัง / ชีวิตไม่ “สูง” แต่ “พอ” ของ หม่ำ จ๊กมก

จะเอาไปทำอะไรหนักหนา จะใช้อะไรหนักหนา จะทำงานอะไรหนักหนา ได้ใช้บ้างไหม

นานมาแล้วที่ชื่อของ “เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา” หรือ “หม่ำ จ๊กมก” โลดแล่นอยู่บนเวทีตลกของเมืองไทย ชื่อของเขาไปรวมอยู่ในทุกสารทิศที่ตลกพึงอยู่ไม่ว่าจะเป็น คณะตลก, คาเฟ่, ตลกหน้าม่าน (บนเวทีคอนเสิร์ต), หรือตลกในรายการโทรทัศน์ และโดยไม่มีใครคาดคิดเขากลายเป็นตลกคนแรกๆ ที่พลิกผันตัวเองมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ และที่สำคัญเขาทำมันได้สำเร็จอย่างมโหฬารเสียด้วย

เขาบอกกับเราว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมายืนอยู่อย่างวันนี้ได้

“จริงใจ มุ่งมั่น ขยัน อดทน อดกลั้น” นี่คือคำง่ายๆ เพียงไม่กี่คำที่ทำให้ชีวิตของ หม่ำ จ๊กมก ดำเนินมาบนเส้นทางที่เรียวเล็กและบางเฉียบในวงการบันเทิง จนถึงทุกวันนี้ และดูทุกคำที่เขากล่าวมาก็สมน้ำสมเนื้อกับการที่ถูกยกให้เป็นตลกชั้นนำคนหนึ่งของเมืองไทย แต่ต้องมีคำว่า “อดกลั้น” ด้วยหรือ

“คนเป็นร้อย มีเรื่องที่เป็นปัญหาเยอะ” เขาเล่าถึงเหตุผลที่ทำให้ต้องอดกลั้น แต่การอดกลั้นของเขาก็คือการอยู่กับตัวเอง รู้สึกเฉพาะตัวเองเท่านั้น

“ถ้าเจออะไรให้รู้สึกกับตัวเองเอาไว้ แต่รู้สึกดีกับเขา เมื่อเรารู้ว่าเขามีปัญหา เราก็อย่าไปมีปัญหากับเขา ลองให้เขามีปัญหาอยู่คนเดียว เราอดกลั้นเข้าไว้ แล้วพอเสร็จงานเราจะรู้และพูดกับตัวเองว่า คนเนี้ย เราไม่สามารถร่วมงานกับเขาได้อีก”

“วิธีนี้มันก็มีสิ่งดีๆ ก็คือ เขาไม่รู้สึก และไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้มันอยู่ในใจของเรา เพราะหากเราไม่อดกลั้นแล้วทำอะไรไปมันก็จะมีปัญหา ต่อไปถ้าหันหน้าเข้าหากัน หรือเดินสวนกันแล้วต้องไม่มองหน้ากัน มันจะดีเหรอ สู้ให้เราทำงานให้จบๆ ไปแต่ไม่มีปัญหากับใครเลยแล้วเขาก็จะรู้สึกกับเราดีด้วย”

อีกสิ่งหนึ่งนอกจากคำ 5 คำข้างต้น ก็มีอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือ “รักในสิ่งที่ทำ” เพราะเมื่อไรที่แสดงอาการไม่รัก สิ่งนั้นก็พร้อมที่จะทรยศกลับในทันที

“สิ่งสำคัญที่สุดในอาชีพนักแสดงก็คือต้องไม่ทรยศอาชีพ ถ้าเราทำอย่างนั้นเมื่อไร อาชีพก็จะทรยศเรา อย่าคิดว่ามันไม่มีตัวตนนะ อาชีพน่ะ ถ้าเรารักมัน มันก็รักเรา ถ้าเราเอาใจใส่มัน มันก็เอาใจใส่เรา ถ้าเราดีกับมัน มันก็ดีกับเรา”

ส่วนคนที่เสียๆ เพราะวงการอย่าไปมอง เพราะวงการไม่มีปัญหา คนต่างหากที่มี

เขาว่าหากทำได้อย่างนี้คำว่า ประสบความสำเร็จ ก็ได้มาไม่ยากอย่างที่คิด

“ก็อยู่ตรงนี้แล้วไง” เขายืดตัวแล้ว ยกไหล่สูง แล้วแผ่มือเพื่อให้รู้ว่า เขาเองนี่แหละ

“วงการนี้ให้อะไรกับผมเยอะ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับผมและครอบครัวด้วย ผมรักวงการนี้และจะไม่ทำลายวงการนี้ ใครจะทำอะไรเรื่องของเขาเราไม่เกี่ยว”

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าเขาได้ “อะไร” ไปจากวงการเยอะก็คือ การก้าวเข้ามาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เขาไม่เคยร่ำเรียนมาทางนี้ ใช้ภาษาภาพยนตร์ก็ไม่เป็น ที่กำกับได้เพราะเป็นคนที่รักการดูหนังเอามากๆ เท่านั้น แต่หนังของเขา 2 เรื่อง คือ บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม และแหยม ที่ผ่านมาก็ถูกจัดขึ้นทำเนียบหนังทำเงินทั้งสิ้น เขาบอกว่าคนดูชอบหนัง “แนวหม่ำ”

“ไม่ใช่หมายความว่า หนังผมดีนะ แต่บางคนดูหนังหม่ำแล้วอาจจะสบายใจ ไม่ใช่ว่าทำงานเลิกเข้าไปดูหนังกลับเครียดหนักเข้าไปอีก ไม่ใช่วิสัยของผมที่จะทำหนังแบบนั้น” และด้วยแนวหนังที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองนี่แหละ ที่ทำให้การเดินเข้าไปขอเงิน เสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชรัตนประเสริฐ ผู้อำนวยการสร้าง จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อลงทุนกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ “บอดี้การ์ด หน้าเหลี่ยม ภาค 2” จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่

“ผมก็บอกกับเสี่ยไปว่าคร่าวๆ นะ 70 ล้าน ยังไม่รวมอย่างอื่น เสี่ยก็จะบอกว่าหนังอะไรของมึง มึงต้องใช้เงินขนาดนี้เลยเหรอ แต่สุดท้ายก็บอกให้ไปเอางบฯมาทำให้เรียบร้อย คุยกันว่า ผ่านมากี่เรื่องแล้วเคยมีสักเรื่องไหม ถ้าเรื่องนี้อยู่ตัวหนังก็มีเครดิต เสี่ยก็มีเครดิตด้วย”

“ก็เหมือนกับไปขอเงินทำแหยมนั่นแหละ โดนด่า กอดคอ ผมขอเงินเสี่ยมาทำหนัง เสี่ยก็บอกว่าทำหนังอะไรวะ พูดภาษาอีสาน เอาน่า เจ็บตัวกับเรื่องอื่นไม่รู้เท่าไร เสี่ยก็บ่นตามประสา ใครจะดูของมึงวะ จนวันเช็คหนังก็ยังงุ้งงิ้ง เขาบอกว่าจะหลับนะ แต่พอเข้าไปถึงนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว ตอนนั้นไม่มีซับด้วย”

“เสี่ยถูกใจตั้งแต่เป็นผมแล้ว ผมเป็นคนพูดตรงแล้วเวลาพูดกับเสี่ยจะเหมือนพูดกับพ่อกับพี่ เขาก็เอ็นดูน้อง เอ็นดูลูก เวลาไปขอเงินมาทำหนังก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง แล้วเขาก็ช่วยน้องคนนี้ ช่วยลูกคนเนี้ย”

“แต่ไม่ใช่ลูกรักนะ”

แต่นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ตัวเขาเองกำหนดชี้เป็นตายอนาคตตัวเองไว้แล้วว่า ถึงบั้นปลายชีวิตตลกที่คอยให้ความบันเทิงบนหน้าจอของเขาแล้ว

แม้จะไม่ทิ้งเลยทีเดียว อีก 7 ปีที่เหลือกว่าจะอายุ 50 ตามที่ได้วางเป้าหมายไว้ หม่ำจะมีโปรเจ็กต์เพิ่มอีกแค่ 4 เท่านั้น เขาบอกว่ามีเงินเยอะก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร

“เคยดูหนังเรื่อง “คลิก” ที่อดัม แซนเลอร์ เล่น กับ เคท แบคคินเซล แสดงหรือเปล่า จริงๆ คิดมาก่อนหน้าหนังเรื่องนั้นแล้วว่าจะเอาไปทำอะไรหนักหนา จะใช้อะไรหนักหนา จะทำงานอะไรหนักหนา ได้ใช้บ้างไหม เพื่อนสำคัญ พ่อแม่ก็สำคัญ ครอบครัวก็สำคัญ ลูกก็สำคัญ ความรวยช่วยอะไรไม่ได้เลย เราอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ก็ต้องปรับสภาพได้ เพราะเราก็ไม่ได้หยุดไปเลย เราแค่รับงานน้อยลง อีก 7 ปีข้างหน้าอาจจะเหลือรายการเดียว 2 ปี เล่นหนังเรื่องหนึ่งอะไรอย่างนี้”

เพียงแต่จะไปทั้งทีก็อยากจะลากันอย่างสง่างาม

“มันเหมือนกับนักมวยจะแขวนนวม ก็คงต้องแขวนในรุ่นที่ทั่วโลกยอมรับ ต้อง WBA เท่านั้น มันถึงจะสละสะสวย มันก็ใช่ จะไปรอให้โรยราทำไม แต่พวกคุณจะคิดถึงผม “คนชื่อหม่ำอยู่ไหน อ๋อ..ตอนนี้ตัดหญ้าอยู่ที่บ้าน” คิดรวมๆ นะก็คือ มึงจะทำให้ใคร ลูกมึงก็ใช้ไม่หมดอยู่แล้ว เอาเงินไปทำมาหากินกัน แล้วพ่อเหลือเท่านี้จะไปเที่ยวนะ ไปเขาฟูจิ เอเวอร์เรส ไปน้ำตกสาริกา วัดพระแก้ว ดอยเต่า”

“สบายใจดีนะ เพราะเราได้อยู่กับสิ่งที่เราอยากจะอยู่ด้วย ได้อยู่กับเมียเรา ลูกเรา เคยไปทำงานแล้วเห็นคนฝรั่งแก่ๆ จูงมือกันข้ามถนน มันมีความสุขมากเลย ไอ้เห…เอ๊ยเขาอายุ 50 กว่าจูงมือกันไปถ่ายรูป สะพายกล้องสองคน กินน้ำเป๊ปซี่ถุงเดียวกัน แต่กูไม่เคยเจอแบบนี้เลย มันคงมีความสุมากมายเลยเนอะ เนี่ยอีก 7 ปี เมียเนี่ยรอเลย เพราะตอนนั้นลูกสาวก็จบแล้ว เสี่ยเจียง เสี่ยตา เขาก็คงพอแล้ว”

“มันคือเป้าหมายในชีวิตผมเลยนะ ผมสร้างบ้านใหม่ที่บางใหญ่เนื้อที่ 5 ไร่ ก็จะปลูกต้นไม้ จับจิ้งหรีดกันแล้วในบ้านนี้ เอาข้าวสารข้าวเปลือกโยนให้นกกินในบ้าน สบ๊าย สบาย คิดเอาไว้เลยว่าจะไม่ไปไหนแล้วที่บ้านจะมีทุกอย่าง มีห้องตัดต่อ เดินออกไปเป็นทั้งโรงแรม รีสอร์ท สวนสาธารณะ เป็นที่ที่เพื่อนจะมานั่งดื่ม นั่งดริงก์ ที่ทำงาน เป็นที่แข่งฟุตซอล ตะกร้อ ปิงปอง มันอยากแหย่ไข่มดแดง ขุดจิ้งหรีด คล้องกิ้งก่ามาก้อยกิน เป็นความรู้สึกที่เราอยากอยู่แบบเดิม จะกลับไปที่เดิม”

“มันสุดแล้วก็ว่าได้นะ อย่าใช้คำว่าสูง แต่ว่ามันสุดแล้ว” ที่ไม่ให้ใช้คำว่า “สูง” เพราะเขาไม่ได้สนใจว่านี่คือสิ่งที่สูงที่สุดในชีวิตเขาหรือไม่

“เพราะเขารู้แต่ว่าเวลานี้มัน “พอ” แล้วต่างหาก”

“ที่สำคัญนะ “เป็นหนี้ต้องคืนทุน บุญคุณต้องทดแทน แค้นให้อภัย” ผมนับถือคำนี้ตลอดชีวิตผมทุกวันนี้ เหมือนมีพี่เทพ (เทพ โพธิ์งาม) เป็นบันได เสี่ยตาให้ลิฟท์ให้เรามองเห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง แล้วเสี่ยเจียงก็ให้เครื่องบินเจ็ต ให้เราได้เห็นมุมมองที่สูงและดีมากขึ้นไปอีก อย่างบ้านตอนนี้ เหมือนพี่เทพให้เสา เสี่ยตาให้ฝาบ้านกันลมหนาวเดี๋ยวตัวเราจะแห้งกรอบ แล้วเสี่ยเจียงก็มาให้หลังคาบ้านเรา”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์