ภารกิจกู้เอกราช ในแบบฉบับ พ.ต.วันชนะ สวัสดี

Home / ข่าวหนัง / ภารกิจกู้เอกราช ในแบบฉบับ พ.ต.วันชนะ สวัสดี

“15 ปี ที่อโยธยาต้องตกเป็นเมืองขึ้นหงสา”

“15 ปี ที่ต้องทนถูกบีบบังคับและลิดรอนอิสรภาพและความเป็นไท”

“15 ปี ที่ต้องก้มหน้าคอยทำทุกสิ่งทุกอย่างที่หงสาสั่งมา”

“บัดนี้ได้เวลาที่อโยธยาจะประกาศเอกราชและเรียกคืนความเป็นไทแล้ว”

“แม้ว่าต้องแลกด้วย เลือด เนื้อ และชีวิตก็ต้องยอม”

จากนายทหารคนหนึ่ง จากคนที่มีความรู้เกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่มาก แค่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทำยุทธหัตถีและฟันศัตรูจนขาดสะพายแล่ง แต่ พันตรีวันชนะ สวัสดี นายทหารยุทธการและการฝึก กองพันทหารม้าที่ 19 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี กลับต้องมาตั้งอกตั้งใจพูดประโยคข้างต้นให้ออกมาห้าวหาญที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อต้องมาสวมบทเป็น “พระนเรศวร” ในภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หลังจากที่ ท่านมุ้ย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงเห็นแล้วต้องพระทัยในบุคลิกและทัศนคติเกี่ยวกับความรักชาติของเขา

ก่อนจะมาทำงานชิ้นนี้ พันตรีวันชนะ หรือ “ผู้พันเบิร์ด” บอกว่า เขาไม่ได้คิดว่าจะมีผลต่อตัวเขาอย่างไร หากเมื่อเวลา 3 ปีผ่านไป “ชื่อเสียง” และการเป็นที่รู้จักของประชาชนก็เข้ามาหา

หลายคนบอกว่า เขาหน้าตาดี แสดงหนังเก่ง และมีแววว่าจะไปได้ดีในวงการนี้ แต่เขาก็ไม่สน เพราะมุ่งมั่นว่าจะยึดอาชีพทหารเพื่อรับใช้ชาติต่อ

ความจริงผมเล่นหนังไม่เก่งหรอก-ผู้พันเขาออกตัว

บอกด้วยว่า ตอนถ่ายทำเรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” น่ะ ท่านมุ้ยทรงให้เทกแล้วเทกอีก ดังนั้น 80% ของค่าฟิล์มน่ะมาจากการแสดงของเขาเอง

“เล่นไป 20 เทก ท่านขอดีเทกเดียว” เขาเล่าหัวเราะๆ ก่อนจะบอกอีกว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะเขาตื่นเต้นมาก อีกทั้งแม้จะเข้ากล้องแสดงมานานเป็นปี 2 ปี ตอนที่กำลังถ่ายทำภาค 3 อยู่ขณะนี้ก็ยังแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ตก

“ตื่นเต้นขนาดต้องเปลี่ยนข้างติดไวเลสเลย เพราะตอนแรกติดข้างซ้ายแต่เสียงหัวใจมันเข้าไป ดังตึบ ๆๆ”

“แต่ท่านมุ้ยตรัสกับผมว่า เวลาที่คนเราเล่นหนัง มันจะ 50-50 คือดี 50% ไม่ดีอีก 50% ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนตัดหนัง ว่าเขาจะเอาส่วนไหนของเราออกมา เพราะฉะนั้น ความหวังของผม ว่าที่เล่นมาทั้งหมดจะดีหรือไม่ ฝากไว้กับท่านมุ้ยองค์เดียว”

เรื่องของงานแสดงในวงการบันเทิงนั้น เขาออกตัวว่าความจริงแล้วไม่ได้ไม่ชอบ หรือไม่อยากทำ

แต่

“ส่วนหนึ่งเพราะผมรับบทในภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วรู้สึกว่ามันสูงที่สุดแล้วในชีวิตการแสดง ส่วนบทอื่นๆ ถ้าจะเข้ามาคงต้องมีการปรึกษากับหม่อมกมลา และท่านมุ้ยว่าสมควรไหม อีกอย่างผมมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและหน้าที่ ซึ่งเชื่อว่ากองหนัง กองละครคงจะรับเวลาของผมไม่ได้หรอก”

ไม่เพียงแค่นั้น เพราะตอนนี้นอกจากหน้าที่ในตำแหน่งแล้ว เขายังมีแผนจะเข้าศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

“ระหว่างเส้นทางบันเทิงกับเส้นทางทหาร ผมเลือกทหาร ผมเรียนนายร้อย 5 ปี เรียนโรงเรียนเตรียมทหารมาอีก 2 ปี 7 ปีนี้มันจึงอยู่ในสายเลือด ผมจึงรู้สึกว่าผมไม่ได้มีอาชีพทหารเท่านั้น แต่ผมเป็นทหารอาชีพ ซึ่งทหารอาชีพจะมีอุดมการณ์บางอย่าง แล้วผมก็โตมาในค่ายทหาร พ่อเป็นทหาร ซึ่งตอนนี้เกษียณแล้วแต่ยังใช้ชีวิตแบบทหารจนปัจจุบัน นี่แหละ ทหารอาชีพ คือถึงแม้ว่าคุณจะเกษียณอายุไปแล้ว แต่ความเป็นทหารก็ยังคงอยู่ในตัวของคนนั้นอยู่”

อย่างไรก็ตาม เมื่อทหารอย่างเขาก้าวเข้ามาในแวดวง ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการตกเป็นข่าว จริงบ้าง ลือบ้างปะปนกันไป

“ไม่มีผลอะไรกับชีวิตผมหรอก” เขาบอกเรียบๆ

อย่างที่ลือกันว่าเขาเป็นเกย์ก็ไม่สน เรื่องที่คนพยายามสอบถามเกี่ยวกับเรื่องแฟนของเขาก็ไม่เป็นไร-แต่ไม่บอก

“สิ่งที่ผมห่วงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของตัวเอง” เขาว่างั้น

“แต่ห่วงเรื่องส่วนตัวของคนรอบข้าง อย่างแฟน ผมก็ต้องไปถามเขาก่อนว่าพร้อมจะเปิดแค่ไหน”

“แล้วก็ห่วงภาพของภาพยนตร์ เพราะเรารู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อะไร การที่จะทำให้คนศรัทธาและเลื่อมใสในตัวภาพยนตร์ให้มากขึ้นไปก็น่าจะมาจากตัวนักแสดงด้วย”

หลายคนที่ไปดู “ตำนานสมเด็จพระนเรศวมหาราช” แล้ว บอกว่าดูแล้วรู้สึกรักชาติมากขึ้น ซึ่งพอได้ยิน ผู้พันเบิร์ดยิ้มกว้าง อย่างสมใจ

“ผมอยากให้เป็นอย่างนั้น”

ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่า เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ไม่รักชาตินะ

“คนไทยรักชาติเหมือนเดิมครับ รักเท่ากันทุกคนด้วย”

“เพียงแต่บางคนอาจจะลืมคิดไป”

“ผมเคยถามว่า ถ้ารักชาติแล้วจะทำอะไรตอบแทนชาติ ทุกคนจะตอบคล้ายๆ กันว่าจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด”

“แล้วทุกคนทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้วหรือยัง? ถ้าถามอย่างนี้ ผมว่าทุกคนคงทำดีแบบสุดใจขาดดิ้นแล้ว เพียงแต่ประเทศชาติไม่มีจุดศูนย์รวม”

ซึ่งต่างจากเมื่อ 40-50 ปีก่อน

“เราเคยมีศูนย์รวมจิตใจอยู่ 3 ประการ หนึ่ง คือชาติและพระมหากษัตริย์ สอง คือศาสนา และสาม คือความเป็นสุขของประชาชน แต่ปัจจุบันทุกคนเพียงแต่ทำตัวเองให้มีความสุข”

ซึ่งแค่นั้นไม่พอ

ในความเห็นของเขา “ความต่าง” และการลืมเลือนที่ว่าอาจจะมาจากการขาดการปลูกฝังในเรื่องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์มานาน

ขณะเดียวกัน สถาบันครอบครัวก็เริ่มที่จะถูกละเลย ทุกคนจึงยึดติดแต่กับตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง จนลืมส่วนรวม ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้เรื่อยไปเขาว่าคงไม่ดี

หาทางเดียวที่เขามองว่าจะสามารถแก้ปัญหาของชาตินี้ได้ คือทุกๆ ฝ่าย ทุกๆ รายต้องช่วยกัน

“เราต้องร่วมมือกัน”

“ใช่ ปัจจุบันทหารมีบทบาทกับสังคมมากก็จริง แต่สถาบันทหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจะเอาประเทศชาติรอดพ้นหรอก ทหารจะมีความรู้ทางด้านการเมืองแบบลึกซึ้งไหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ทหารเข้ามามีหน้าที่รักษาความสงบเมื่อประเทศชาติมันไปไม่ไหว เราเข้ามาแก้ปัญหาแค่นั้น เมื่อถึงวันหนึ่งเราก็ต้องให้คนที่มีความสามารถ มีความชำนาญ แล้วเป็นหน้าที่โดยตรงของเขาเข้ามาดูแล”

“ทหารรบคนเดียวไม่ได้หรอกครับ เพราะทหารไม่เก่งทุกอย่าง ฉะนั้น ทหารจะต้องมีวิธีการอะไรก็ได้ที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมรบกับเรา”

คุณเองก็อาจเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่ผู้พันเขาพูดถึง

เพราะ…

“อาชีพอื่นๆ ผมถือว่าเป็นทหารหมดนะ” เขาบอกยิ้มๆ

“เพียงแต่ต่างหน้าที่กันไป คือสมัยก่อนเมื่อถึงคราวรบทุกคนที่จะมาเป็นทหารก็ต้องจับดาบ แต่เดี๋ยวนี้บางคนรบได้โดยการจับปากกา บางคนใช้แนวความคิด นักธุรกิจก็เป็นทหารที่ขับเคลื่อนในเรื่องเศรษฐกิจ แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของผู้บังคับบัญชาที่ขับเคลื่อนประเทศชาติอยู่”

“ไม่ได้วิตกกังวลหรอกครับ เรายังไม่ถึงจุดต่ำสุด ยังเป็นเมืองขึ้นเขาไม่หมด คือเรื่องเงินตราน่ะ เราเป็นเมืองขึ้นเขาไปแล้ว แต่เอกราชในใจเรายังมีอยู่บ้าง เราก็กำลังอยู่ในกระบวนการที่จะทำให้เราขึ้นมาได้ และเป็นไปได้ที่เราจะกลับมา เพราะว่าพลังของประชาชนทุกหมู่เหล่า เริ่มมีศูนย์รวมทางจิตใจเช่นสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว และมีเสียงตอบรับจากองค์กรอื่นๆ ที่จะร่วมกัน อย่างตอนนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลง ในระบอบการเมืองมีกระบวนการตรวจสอบมากขึ้น มีกลุ่มของประชาชนที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้าร่วมด้วย ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่มีความคิดที่มีพลัง แต่ยังไม่ได้ใช้พลังตรงนั้น หรือว่าใช้แต่ยังไม่ถูกทิศเท่าไร”

“อย่างเวลาที่วัยรุ่นไทยไปคลั่งไคล้นักร้องดังๆ จะเห็นว่ามีพลังสูงมาก ไปรอรับกันที่สนามบินตั้งแต่ตีหนึ่งตีสองเป็นพันคนเลย ซึ่งถ้าเราเปลี่ยนให้เขาหันมาสนใจหรือมาคลั่งไคล้ในสิ่งที่เป็นของเราบ้าง เขาก็จะมีพลังขับเคลื่อนประเทศของเราให้ไปได้”

และเขาเองก็คิดว่า “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” น่าจะช่วยได้บ้างในจุดนี้

“ผมไม่หวังว่าจะทำให้คนไทยกลับมารักชาติทุกคน แต่ก็รู้สึกว่ามันก็สำคัญ อย่างตอนนี้ทราบมาว่าภาคใต้มีสถิติไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้มากกว่าในกรุงเทพฯ แสดงว่าคนภาคใต้ต้องการกำลังใจสูงในภาวะที่เขาเป็นอยู่ นั่นแสดงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตหรือปลุกใจเขาได้ แต่จะยั่งยืนขนาดไหน จะมีการต่อยอดต่อไปอย่างไร ไม่เคยหวังเลย เพราะว่ามันเป็นการไปฝากความหวังไว้และบังคับเขา”

“เพียงแต่ถ้ามันจะเป็นการจุดประกายให้เด็กคนหนึ่ง แค่คนเดียวได้ก็พอใจแล้ว”

“และตอนนี้มันก็ประสบความสำเร็จแล้วอย่างที่ผมคิด”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์