?ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม? จาก ?องคุลีมาล? ถึง ?ออกพระราชมนู?

Home / ข่าวหนัง / ?ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม? จาก ?องคุลีมาล? ถึง ?ออกพระราชมนู?

ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ที่เคยโด่งดังจากภาพยนตร์ องคุลีมาล เมื่อปี 2003 ล่าสุดเขากลับมารับบทเด่นในมหากาพย์ภาพยนตร์ไตรภาค ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม้จะหายหน้าหายตาจากวงการหนังไปนาน วันนี้เขากลับมาพิสูจน์ความสามารถของตัวเองอีกครั้ง ในวัย 34 ปี

ปีเตอร์เล่าให้ฟังถึงก้าวแรกของวงการบันเทิงให้เราฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีไม่เคยสนใจที่จะทำงานวงการบันเทิงมาก่อน เพราะงานที่สนใจทำอยู่คืองานออกแบบ ทำงานเกี่ยวกับกราฟฟิก แต่วันหนึ่งของปี 2540 มีคนติดต่อเข้ามาให้ถ่ายโฆษณาสุรา ซึ่งเขาก็ตกลงที่จะแสดง และเมื่อผลงานออกไป ทางกันตนาก็เห็นแววที่จะให้หันมาชิมลางงานละคร ซึ่งปีเตอร์ก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมงาน 3 ปีเต็ม

ช่วงเล่นละครช่วงนั้น มีละครทยอยเข้ามาให้เล่นแบบไม่ขาดสาย ส่วนหนึ่งมาจากที่เราเซ็นสัญญา แต่ก็ไม่ได้ดังมากมาย ก็เล่นละครไปเรื่อยๆ ใจเราเองก็ไม่ได้รู้สึกชอบกับงานแสดงสักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่ามันยากมากๆ ถ้าเทียบกับงานโฆษณาที่ทำ งานโฆษณาใช้เวลาทำงานน้อย ส่วนละครใช้ระยะเวลานาน และก็ไม่ใช่ทางที่ถนัดด้วย

ปีเตอร์เล่าเรื่องงานละครด้วยอารมณ์สดชื่น น้ำเสียงสดใส เพราะได้นึกถึงวันวานเก่าๆ ที่เคยมีความสุข แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วประมาณ 8-9 ปี จะไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่โอกาสที่รอคอยก็มาถึงด้วยผลงานภาพยนตร์ องคุลีมาล ก้าวแรกสู่วงการแผ่นฟิล์ม

หลังจากหมดสัญญากับกันตนา ผมเองก็กลับไปทำธุรกิจเดิมที่เริ่มต้นไว้คืองานกราฟฟิก ซึ่งผมก็ทำงานกับกลุ่มเพื่อนและคนรู้ใจ เป็นเวลาประมาณ 2 ปี จากนั้นก็มีเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ในวงการหนัง ติดต่อเข้ามาหาอยากจะให้ผมเข้าไปแคสติ้งภาพยนตร์เรื่อง องคุลีมาล ผมได้รู้จักกับพี่คนนี้ตั้งแต่สมัยที่ผมเซ็นสัญญาอยู่กับกันตนา เมื่อเรียกผมเข้าไปแคส ผมก็ตัดสินใจเข้าไปแคส ซึ่งการแคสวันนั้นผมจำได้ดี เพราะว่าเป็นการแคสติ้งที่ใช้เวลานานมากๆ ผมจำได้วันนั้นผมเข้าไปและเริ่มต้นแคสตั้งแต่บ่ายโมง มีบทบาทที่ให้ผมลองแสดงอยู่หลายบทบาท เมื่อแสดงออกไปได้ไม่ค่อยดีนัก พี่สุเทพ ตันนิรัตน์ ก็ให้ไปพัก หรือออกำลังกายสักพักก็ให้มาแสดงใหม่ วันนั้นผมต้องทำแบบนี้หลายรอบ จนมาเสร็จสิ้นในเวลาเที่ยงคืน รู้สึกว่ามันทรหดมากๆ แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอยากเล่นหนังเรื่องนี้เพราะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังพุทธประวัติ ณ ตอนนั้นยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน

จากนั้นนักแสดงหนุ่มได้เล่าเบื้องหลังการทำงานเรื่อง องคุลีมาล ให้ฟังว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการถ่ายทำค่อนข้างยาก บทบาทที่ได้รับก็ทำให้รู้สึกเครียด การทำงานทุกอย่างเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ก็สนุกมาก เป็นงานที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ก็มาเกิดปัญหา เพราะในภาพยนตร์มีภาพบางภาพที่ดูแล้วรุนแรงเกินกว่าชาวพุทธบางส่วนจะรับได้

หนังเรื่องนี้เป็นหนังธรรมะ ก็เป็นธรรมดาที่จะมีมุมความคิดที่ต้องการตีแผ่บ้าง ซึ่งก็มีกลุ่มคนที่มองถึงความเหมาะสม ซึ่งฉากนั้นเป็นฉากที่พระถูกชาวบ้านรุมทำร้าย ซึ่งตัวผมก็รู้สึกเสียดาย เพราะฉากนั้นก็ถือเป็นหัวใจของหนังฉากหนึ่ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก็เกิดขึ้นมานานแล้วครับ

เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นจบลง ปีเตอร์ก็หายหน้าหายตาไปสักพัก ก่อนที่จะได้ข่าวว่า ท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรี เฉลิม) รับสมัครนักแสดงภาพยนตร์เรื่องใหม่ เพชรพระอุมา หนุ่มหล่อลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ก็ไม่รอช้า ไปสมัครเป็นนักแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ทันที แต่ผลที่ได้กลับติด 1 ในทัพนักแสดงมหากาพย์ภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ตอนนั้นได้ข่าวว่าเขารับสมัครนักแสดง เพชรพระอุมา ผมเองชื่นชอบบทประพันธ์เรื่องนี้ และเห็นว่ามีโอกาสได้ทำงานกับท่านมุ้ย ก็เลยมาสมัคร แต่ท่านกลับยังไม่ได้ทำภาพยนตร์ และเปิดกล้องภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ท่านก็บอกให้เราเข้าทีมซ้อมคิวบู๊ โดยที่ยังไม่บอกว่าใครได้รับบทอะไรบ้าง ความรู้สึกของผมตอนนั้น ขอแค่มีบทเล็กๆ น้อยๆ อะไรให้ผมเล่นผมก็ยินดีที่จะแสดง แต่ไปๆ มาๆ ผมกลับได้บท ออกพระราชมนู ซึ่งเป็นทหารข้างกาย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผมยิ่งกดดันและเกร็งมาก ที่รู้สึกแบบนั้นเพราะกลัวทำให้ท่านมุ้ยผิดหวัง เพราะเราจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ท่านต้องการ แต่ก็พยายามเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

การถ่ายทำ ในภาพยนตร์ผมจะคู่กับ ทราย เจริญปุระ ถือเป็นการร่วมงานกันครั้งแรก แต่ด้วยที่เราฝึกฝนขี่ม้า ฟันดาบ คิวบู๊ต่างๆ ในค่ายด้วยกันเป็นเวลา 6 เดือน ทำให้สนิทกันและรู้สึกว่าเธอเป็นนักแสดงหญิงที่สปิริตสูงมาก มีอยู่ฉากหนึ่งที่เราต้องซ้อนม้ากัน และผมเป็นคนขี่ ทรายเป็นคนซ้อน ผมต้องควบม้านำหน้าทหาร 40-50 ตัว ผมรู้สึกกดดันกับฉากนี้มาก เพราะถ้าเกิดใครตกลงไปก็อาจจะถูกม้า 40-50 ตัวที่ตามหลังมาเหยียบได้ ผมทั้งเกร็งและกดดัน ไม่กล้าที่จะเล่น แต่ทรายกลับเข้ามาหาบอกกับผมว่า

พี่ไม่ต้องห่วงหรอก เราซ้อมฉากนี้มาหลายครั้งแล้ว แค่นี้ทำได้สบายมาก

กับคำพูดนี้ผมรู้สึกว่า ทราย เป็นผู้หญิงที่มีสปิริตสูงมาก และช่วยลดความกดดันให้ได้ผมจริงๆ เมื่อพูดถึงนางเอกสาว ทราย เจริญปุระ แล้ว ก็ต้องพูดถึงฉากเลิฟซีนกลางสนามรบที่ทั้งคู่แสดงร่วมกันหลายฉากด้วย ในภาพยนตร์มีการกอด หอม จูบจริง แบบไม่ใช้มุมกล้องอีกด้วย ซึ่งปีเตอร์เผยความรู้สึกต่อว่า

ฉากเลิฟซีนในเรื่อง ก็เดินไปตามเรื่องราว เพราะออกญาราชมนูไปชอบสาว เลอขิ่น แห่งเมืองคัง ก็จะมีการจูบ กอด หอม ซึ่งกว่าผมกับทรายจะได้เล่นฉากเหล่านี้ เราเองรู้จักกันมาประมาณ 1 ปี เพราะซ้อมอยู่ด้วยกัน สนิทคุ้นเคยกันเมื่อต้องมาเล่นฉากเลิฟซีน ตัวผมไม่ได้คิดอะไรมาก โฟกัสไปที่งานมากกว่า ผมมองว่าท่านมุ้ยต้องการให้เราทำอะไร ผมก็ทำอะไรตามที่ท่านต้องการให้สำเร็จก็แค่นั้นครับ (ยิ้ม) ก่อนแสดงผมก็ไม่ได้คุยอะไรกับทราย ท่านมุ้ยให้เล่น ผมก็แสดง ตอนที่แสดงก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ก็เหมือนกับฉากอื่นๆ กับฉากนี้คิดว่ามันคือการแสดงออกถึงความรักที่มีให้กันเท่านั้น ฉากเลิฟซีนก็ไม่ต่างอะไรกับฉากแอ็กชัน ที่เราต้องตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ต่างกันครับ ส่วนที่ใครจะจับตาฉากนี้เป็นพิเศษ ผมเองก็ไม่รู้สึกอะไรครับ

ถึงวันนี้ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์ภาพยนตร์ ตลอดระยะเวลา 3 ปี แม้จะเหนื่อยกับการทำงาน แต่เมื่อได้มาดูผลงานที่ทำไว้ ก็รู้สึกหายเหนื่อย และนึกถึงบรรยากาศในการทำงานว่ายากลำบากกันมาขนาดไหน

หลังจากคุยเรื่องงานจบ เราจึงขออนุญาตถามถึงเรื่องส่วนตัวบ้าง อนาคตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร? มีใครเป็นกำลังใจและคอยดูแลหรือยัง? ปีเตอร์เผยต่อแบบไม่ปิดบังว่า

ชีวิตหลังจากนี้ ก็จะทำงานที่เริ่มต้นไว้ต่อคือ โปรดักชันเฮาส์เล็กๆ ที่ชื่อ มังค์กี้เฮาส์ ซึ่งเปิดมาแล้ว 2 ปี โดยมีแฟนเป็นหุ้นส่วน ที่ผ่านมากิจการของผมก็ถือว่าเรื่อยๆ มีงานโฆษณาเข้ามาบ้าง มีงานอาร์ตให้ทำบ้าง ส่วนกับเรื่องความรัก ผมคบหากับแฟนคนนี้มาประมาณ 10 ปีแล้ว ที่มาก็คบหาเข้าใจกันดี แต่ก็ยังไม่คิดจะแต่งงานตอนนี้ แต่การแต่งงานก็อยู่ในใจของผมตลอด (คบตั้ง 10 ปีแล้วฝ่ายหญิงไม่เร่งบ้าง?) ไม่นะครับ เราเข้าใจกันและกัน และไม่เคยเร่งเลย เพราะเรารู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การแต่งงาน การแต่งงานก็แค่พิธีการ และสิ่งที่บ่งบอกเท่านั้น ทุกวันนี้เราสนิทกันแบบเพื่อน คนรัก บางอารมณ์เราก็เป็นเหมือนเพื่อนกัน บางครั้งก็เป็นแฟน เราห่วงหาอาทรกันเสมอ ซึ่งเขาเองเห็นเราทำงานหนักๆ ก็คอยเป็นห่วงเป็นใย มาดูแลตลอด อยากให้ดูแลสุขภาพให้ดี

อนาคต ผมก็คาดว่าน่าจะได้แต่งงานกันในปีหน้านี้ เราเองก็คบกันมา 10 ปีแล้ว ตอนนี้เราก็ต้องทำงานเก็บเงิน และรอฝ่ายหญิงเขาด้วย แต่ผมเองก็ไม่เคยคุยเรื่องแต่งงานแบบเป็นกิจจะลักษณะสักครั้ง แต่ก็คิดว่าน่าจะขอแต่งงานภายในปีหน้านี้ แม้ผมจะไม่ได้มองเรื่องพิธีการเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็เข้าใจอารมณ์ของหญิงที่มองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และผมไม่เคยมองข้ามมันเลยครับ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม บอกกับเราอย่างนั้น

ที่มา สยามรัฐ