“เดอะ ควีน” ในประวัติศาสตร์ นครปตานี

Home / ข่าวหนัง / “เดอะ ควีน” ในประวัติศาสตร์ นครปตานี

วิภา จิรภาไพศาล wipha_chi@yahoo.com


การประกาศผลรางวัลออสการ์ปีนี้ รางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมได้แก่ เฮเลน มิเรน จากเรื่อง “เดอะ ควีน” เป็นภาพยนตร์เล่าถึงความลำบากของสมเด็จพระบรมราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ที่เป็นทั้งราชินี ยาย และแม่ของครอบครัว ที่เหมือนกับประชาชนทั่วไป กับเหตุการณ์ไม่คาดฝันคืออุบัติเหตุทางรถยนต์ของเจ้าหญิงไดอานา สเปนเซอร์

หลายปีก่อนบ้านเราก็มีภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง “สุริโยไท” ที่นำเสนอเรื่องจากพระราชประวัติของสมเด็จพระสุริโยทัย พระมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา

และยังมีมนุษย์ผู้หญิงอีกไม่น้อยที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะของผู้นำแผ่นดิน เช่น พระนางคลีโอพัตราในสมัยอียิปต์โบราณ พระนางบูเช็กเทียนสมัยราชวงศ์ถังของจีน พระนางจามเทวีแห่งนครหริภุญชัย หรือเมืองลำพูน ฯลฯ

ผู้นำสตรีเหล่านี้นำประเทศชาติบ้านเมืองรอดพ้นจากวิกฤต พาประเทศสู่ความรุ่งเรืองได้อย่างไร?

ณ เวลานั้นเกิดอะไรขึ้นกับผู้นำชายของประเทศเหล่านั้น?

นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม โดยคุณ สุภัตรา ภูมิประภาส นำเสนอเรื่องของผู้นำหญิงแห่งนครรัฐปตานี (เป็นการออกเสียงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบันคือจังหวัดปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส) ในระหว่างปี พ.ศ.2127-81 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ.2112-33) ถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231)

ช่วงระยะ 104 ปี นครรัฐปตานีมีผู้นำหญิง 4 พระองค์ คือ *ราตูฮิเจา* (พ.ศ.2127-59) *ราตูบีรู* (พ.ศ.2159-67) *ราชินีอุงงู* (พ.ศ.2167-78) และ *ราชินีกูนิง* (พ.ศ.2178 -2231) ขณะที่กรุงศรีอยุธยามีผู้นำผลัดเปลี่ยนกันนั่งว่าการแผ่นดินถึง 11 พระองค์ด้วยกัน

4 กษัตริยาปตานียังแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในการว่าการแผ่นดิน ขณะที่นครรัฐปตานีรายล้อมรอบไปด้วยรัฐบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างกลันตัน ปะหัง ยะโฮร์ ฯลฯ หรือมหาอำนาจทางเหนืออย่างอยุธยา ฯลฯ ซึ่งพร้อมที่จะเป็นมิตรและศัตรูในเวลาเดียวกัน

เพราะปตานีคือเมืองท่าสำคัญของการค้าบนคาบสมุทรมลายูที่ล่อตาล่อใจมิตรประเทศให้เป็นอริประเทศ เพราะปตานีมีผู้นำรัฐเป็นสตรีที่ท้าทายมหาบุรุษทั้งหลาย

นั่นคือพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ของมหารานีที่ต้องพิสูจน์พระองค์เองต่อสาธารณชน

ในบันทึกการเดินทางของนิโกลาส์ แชรแวส (Nicholas Gervaise) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงนครปตานีไว้ว่า

“แม้เจ้าผู้ครองนครหญิงจะได้รับการถวายพระเกียรติอย่างสูงสุดในฐานะผู้ครองบัลลังก์ แต่แท้จริงแล้ว พระนางไม่ได้รับอนุญาตให้เกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมืองที่อยู่ในเงื้อมมือของเสนาบดีชาย

“คณะเสนาบดีจะเลือกระหว่างกันเองให้ได้ผู้ที่มีความสามารถสูงสุดมาปกครองนครรัฐในนามของพระนาง แต่พวกเขาไม่ปฏิเสธสิ่งอื่นใดที่พระราชินีมีพระราชประสงค์เพื่อความเกษมสำราญส่วนพระองค์

“แม้พวกเขาไม่ยินยอมให้พระนางอภิเษกสมรส แต่ไม่ขัดขวางที่พระนางจะมีบุรุษไว้ข้างกายเพื่อถวายความเกษมสำราญส่วนพระองค์ พวกเขาจัดสรรงบประมาณสำหรับที่ประทับ พัสตราภรณ์ ทูลถวายตามพระราชประสงค์ รวมทั้งจัดหาบุหงามาศ พร้อมเครื่องบรรณาการส่งไปสานสัมพันธ์กับกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาในนามขององค์ราชินี”

หากสุภัตรานำตำนานนครรัฐปตานีที่บอกเล่าเรื่องในแง่มุมที่แตกต่างไปว่า

“เรื่องราวแห่งราชสำนักปตานีในยุคของสี่พระนางนั้นสลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เต็มไปด้วยสีสันสว่างไสวและเมฆหมอกอึมครึมของความรัก ความใคร่ เล่ห์กลและคาวเลือดของสงครามภายในและภายนอกเพื่อรักษาบัลลังก์ จนผู้มาจากแดนไกลมิอาจหยั่งรู้

หากเจ้าผู้ครองนครหญิงไร้ซึ่งอำนาจเหนือบัลลังก์ เป็นเพียงหุ่นเชิดของบรรดาขุนนางชายตามบันทึกของบาทหลวงนิโกลาส์ แชรแวส

เหตุใดเล่า…*ราตูฮิเจา* จึงทรงปรีชาสามารถส่งทอดบัลลังก์ไปสู่พระน้องนางเธอทั้งสองพระองค์ และบังลังก์นครปตานียังตกทอดสู่เจ้าหญิงกูนิง พระธิดาของราชินีอุงงู

เหตุใดหรือ…ทั้งสี่พระนางจึงสามารถนำพานครรัฐปตานีไปสู่ยุคที่รุ่งเรือง มั่งคั่งที่สุดในทุกตำนานเล่าขานของอาณาจักรปตานี

ฤาจริงแท้แล้ว กษัตริยาทั้งสี่พระนางบนบัลลังก์ที่แวดล้อมด้วยขุนนางบุรุษ มิได้เป็นเพียง “หุ่นเชิด” ตามข้อสังเกตการณ์ของบุรุษจากต่างแดน หากบรรดาพระนางเลือกที่จะเป็นผู้ชมเหนือเล่ห์กลของเหล่าเสนาบดีที่โรมรันห้ำหั่นซึ่งกันและกัน รวมทั้งปฏิบัติการต่างๆ ท้าทายอำนาจของพระนาง เพื่อแผ้วทางก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดเหนือนครปตานี

แต่ท้ายสุด คนเหล่านี้ต่างประสบชะตากรรมลึกลับซ่อนเงื่อนจากไป ไม่มีผู้ใดทราบว่าบุรุษเหล่านั้นหายไปไหน แต่พวกเขาไม่เคยคืนกลับมาทำสิ่งใดให้ระคายพระเนตรพระกรรณของบรรดาพระนางอีกต่อไป”

ที่สำคัญนครรัฐปตานีแห่งนี้ส่วนหนึ่งคือพื้นที่บริเวณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำลังคุกรุ่นด้วยปัญหาก่อการไม่สงบ ประวัติศาสตร์การเมืองเรื่องนี้อาจเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ใช้ศึกษาทำความเข้าใจเรื่องราวในท้องถิ่น

ในโลกวันนี้มีประชากรประมาณ 6,605 ล้านคน เป็นเพศชายประมาณ 3,324 ล้านคน เพศหญิงประมาณ 3,280 ล้านคน (จาก U.S. Census Bureau, International Data Base.)

เมื่อประชากรโลกเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง ผู้นำทางสถาบัน ผู้นำองค์กรในระดับต่างๆ เช่น กษัตริย์, ประธานาธิบดี, นายพล, อัยการ, หัวหน้าหมู่ลูกเสือ ฯลฯ จึงเป็นมนุษย์เพศชายมากกว่า

หากมีคำกล่าวเสมอว่า “เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชายนั้นมีผู้หญิงยืนอยู่ด้วยเสมอ” ทั้งในความจริงยังมีสตรีจำนวนไม่น้อยที่นั่งเก้าอี้ของผู้นำ ด้วยคำเรียกต่างๆ กันไปตามเสียงแต่ละถิ่น เช่น ราตู ราชินี มหารานี กษัตริยา พระนาง สมเด็จพระนางเจ้า ฯลฯ

หากผู้นำสุภาพสตรีเหล่านี้คือ “เดอะ ควีน” ที่ต้องเผชิญปัญหาวิกฤตการณ์บ้าน วิกฤตการณ์เมือง

เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเบื้องหลังความสำเร็จของพวกเธอนั้นมีใครยืนอยู่เคียงข้าง?

ที่มาจากหนังสือพิมพ์