เรื่องวุ่นๆของคนทำหนัง กับเจ้าของโรงหนัง

Home / ข่าวหนัง / เรื่องวุ่นๆของคนทำหนัง กับเจ้าของโรงหนัง

คอลัมน์ งานเป็นเงา
ลำแข


ได้ข่าวว่ามีความคิดจากเจ้าของโรงหนัง ว่าจะแบ่งประโยชน์กับคนทำหนังกันใหม่ จากปัจจุบันที่เป็นครึ่งๆ หรือห้าสิบๆ มาเป็นหกสิบสี่สิบ ถึงตอนนั้นยังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลักษณะไหน

โรงหนังขอแบ่งประโยชน์จากคนทำหนัง เพราะค่าตั๋วทุกวันนี้ หากำไรไม่ได้หรือเปล่า จึงต้องคิดแบ่งเพื่อได้ส่วนของตัวมากขึ้น หรือแบ่งแล้วยังไม่พอต้องขอขึ้นค่าตั๋วอีกหน่อยด้วย

หรือคนทำหนังที่ได้รับคำขอแบบปฏิเสธไม่ได้อย่างนั้น จะต่อรองประโยชน์ว่าถ้างั้นเพิ่มค่าตั๋วอีกหน่อยดีไหม คนทำหนังอาจจะมีรายได้เท่าเก่า แต่คนที่โดนคือคนดูหนังโดยตรง

โรงหนังกับคนทำหนังมีปัญหากันลักษณะนี้มานาน

คนสร้างโรงหนังมีโอกาสมากกว่าคนทำหนัง ที่เที่ยวหาซื้อหนังจากเมืองนอกมาฉาย ก็อยู่ได้ ถ้าเลือกหนังเป็นเดาใจคนดูหนังทะลุ ก็อาจทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ยิ่งเป็นหนังที่ได้รับรางวัลมาจากสถาบันซึ่งผู้คนรู้จัก ก็จะยิ่งมีโอกาสทำเงินได้มาก เพราะหนังแต่ละเรื่องเทียบกับการลงทุนสร้างครั้งเดียว ถือว่าถูกอยู่กับการทำเงินตลอดเวลาระยะยาว

แต่คนทำหนังไทยหรือเจ้าของหนัง แทบจะไม่มีกำลังต่อรอง เมื่อเทียบกับการเป็นเจ้าของโรง

เรียกกันเป็นสำนวนว่าเหมือน “ผีถึงป่าช้า” คือสร้างหนังเสร็จไม่มีโรงฉายก็เจ๊ง เพราะลงทุนไปมหาศาลแล้ว ไม่ฝังก็ต้องเผา คือแล้วแต่เจ้าของโรงจะว่า ต้องกัดฟันยอมเจ้าของโรงอยู่ดี

ที่เป็นตำนานไปแล้วคือ “สมบัติเจ้าคุณปู่” ของ “บู๊ วิบูลย์นันท์” ที่คนสร้างวายชนม์ไปแล้ว แต่หนังยังไม่มีโรงฉาย

คนทำหนังที่ต้องการอนาคต และรักจะอยู่ในธุรกิจนี้ที่พอมีทุน ก็มักจะสร้างโรงเอง สร้างหนังป้อนโรงเอง รวมถึงเที่ยวหาซื้อหนังดีๆ ทั่วโลกมาเสริมรายได้ด้วย หรือเผลอๆ ก็คือซื้อหนังเป็นรายได้หลัก หนังไทยอาจหาจังหวะดีๆ หาเรื่องเหมาะๆ ถึงค่อยสร้าง

อย่างเช่น “ไฟว์สตาร์” ที่เริ่มด้วยหนังไทยเป็นเป้าหมาย หรือ “สหมงคลฟิล์ม” ที่ซื้อหนังจีนหนังฝรั่งเด็ดๆ มาฉาย สลับกับวางแผนสร้างหนังไทย

ต่างจากก่อนหน้านั้นนิดหน่อย ซึ่งอาจถือว่าร่วมสมัยกันได้ ที่ครั้งหนึ่งเครือสยามสแควร์ซึ่งมีโรงสกาลา ลิโด สยาม และอินทราที่ประตูน้ำ เคยเป็นเจ้า เพราะมีเครือหนังนอกผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาฉายเป็นหลัก

กระทั่งมาสะดุดตอนรัฐขึ้นภาษีหนังนอกจากเมตรละไม่กี่บาท พรวดขึ้นเป็นเมตรละสามสิบบาท ทำให้หนังนอกแอนตี้ไม่ส่งเข้ามาฉายอยู่หลายปี

จนถึงยุคธุรกิจโรงหนังขยายตัวเข้าไปเป็นโรงขนาดย่อมในห้างสรรพสินค้า ทำให้เกิดโรงมากขึ้น หนังก็มีโอกาสทำรายได้มากขึ้นตามโรง แต่อำนาจต่อรองก็ยังอยู่ที่เจ้าของโรงอยู่ดี เว้นแต่จะเป็นเจ้าของหนังใหญ่ๆ อย่าง “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” ซึ่งถือเป็นคนทำหนังไทยส่วนน้อย และท่านมุ้ยเองก็ทำหนังจากฐานพันธมิตรของสหมงคลด้วย

ประเด็นก็คือ ถ้าส่วนแบ่งเป็นไปอย่างที่ว่านั้นจริง คนทำหนังดูเป็นฝ่ายถูกเฉือนรายได้ออกไปอีก

ถึงหากจะขึ้นค่าตั๋ว อย่างมากเจ้าของหนังก็จะมีรายได้เท่าเดิมที่ควรจะได้ ทดแทนที่เสียให้โรงไป แต่โรงได้มากขึ้นไปอีก

ไม่ต้องพูดว่าอุตสาหกรรมหนังไทยตุปัดตุเป๋มาขนาดไหน คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เรียนมา หรือมีปัญญาความคิด หากไม่มีนายทุนหนุนหลัง ก็ยากจะสร้างผลงานได้ วงการหนังไทยจึงวนเวียนกับปัญหาเก่าๆ ไปไหนไม่ได้สักที

มิหนำซ้ำ มีหนังนอกรายใหม่ๆ เข้ามาโกยเงินไทยกลับบ้านไปเรื่อยๆ ไม่ว่าบรรดาหนังนอกกระแส ที่มีคนดูจำนวนหนึ่งเป็นเรื่องเป็นราว หรือหนังในกระแสอย่างหนังเกาหลีใต้ที่โกยเอาโกยเอาอยู่ขณะนี้

อยากรู้เหตุผลการแบ่งรายได้อย่างที่ว่าอยู่เหมือนกัน ไม่นานนักข่าวคงรายงานให้รู้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์