20 คำถามกับอภิชาติพงศ์

Home / ข่าวหนัง / 20 คำถามกับอภิชาติพงศ์

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐ์กุล เป็นเจ้าของรางวัล Jury Prize จากเมืองคานส์ ด้วยภาพยนตร์ สัตว์ประหลาด (Tropical Malady) ก่อนหน้านี้ สุดเสน่หา (Blissfully Yours) ของเขาก็ได้รางวัลจากเทศกาลแห่งเดียวกันนี้มาแล้ว และเขายังเป็นศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธรจากกระทรวงวัฒนธรรมแห่งชาติอีกด้วย แต่ถ้าถามว่ามีใครที่เคยดูหนังของอภิชาติพงศ์บ้าง …อาจเป็นเรื่องเศร้าที่เราต้องยอมรับว่ามีจำนวนน้อยเหลือเกิน

เดือนเมษายนนี้ อภิชาติพงศ์จะมีภาพยนตร์เรื่องใหม่ชื่อ แสงศตวรรษ หรือ Syndromes And a Century เข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเราแบบจำกัดโรง

คำว่า Syndromes อ้างอิงถึงพฤติกรรมมนุษย์ อย่างวิทีที่เราตกหลุมรัก ผมไม่ได้ตั้งใจให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับคำๆ นี้ แต่ถ้าการตกหลุมรักคืออาการป่วยอย่างหนึ่ง มันก็เป็นสิ่งทุกคนแสดงอาการนี้ออกมา ส่วนคำว่า Century ให้ความรู้สึกเคียงข้างไปกับการมุ่งไปข้างหน้า ช่วงเวลาหนึ่งศตวรรษนั้นไม่มากไม่น้อยไปกว่าหนึ่งช่วงชีวิตคนเท่าไหร่ ผมสนใจในวิถีที่สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนไปกับกาลเวลา และผมคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ ผู้กำกับหนุ่มที่ใช้ชีวิตวัยเด็กมาในโรงพยาบาลที่จังหวัดขอนแก่น ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างนี้

เราคงไม่ถึงกับบอกว่า ต้อง หรือ ควร ไปดูหนังเรื่องนี้ แต่เราเพียงอยากให้คุณทำความรู้จักกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่อุทิศชีวิตเพื่อหนังมาตลอด และทั้งตัวตนและผลงานของเขาก็ยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมได้ว่า ภาพยนตร์ เป็นศิลปะแขนงหนึ่งจริงๆ …เท่านั้นเอง

 

1. เป้าหมายในการทำหนังของคุณคืออะไร?
ก็คงเป็นแค่การได้ทำหนังที่อยากทำ ผมแค่หงุดหงิดเหลือเกินที่อยู่ในประเทศนี้แล้วข้อจำกัดมันเยอะ ผมอยากแค่พิสูจน์ตัวเองและพิสูจน์กับคนอื่นด้วยการทำอะไรที่เรียกว่าสนองตัณหาตัวเองก็ว่าได้ แต่นั่นคือสิ่งที่ศิลปินควรจะทำ คือทำงานที่ออกมาจากใจ ผมแค่อยากนำเสนอว่าหนังมันมีหลายรูปแบบ มันมีหนังแมส แล้วก็มีหนังส่วนตัว ไม่เฉพาะหนังอย่างเดียวนะ หนังสือด้วย วงการอื่นๆ ด้วย แต่คนจะชอบคิดว่ามันมีอยู่แค่นี้

2. คิดอยากให้หนังของตัวเองมีคนดูเยอะๆ ได้ฉายโรงเยอะๆ หรือทำรายได้เยอะๆ บ้างไหม?
มันก็ดีสำหรับคนทำงานฮะ โดยเฉพาะหนังที่ทำไว้สำหรับสะกดจิตคนดู ดังนั้นการมีคนดูเยอะๆ มันก็ดีครับ แต่ผมคิดว่านั่นมันเป็นผลพลอยได้คือหนังเสร็จ แล้วไม่ได้ควักเนื้อตัวเองผมก็แฮปปี้แล้ว

3. แรงบันดาลใจในการทำหนังของคุณมาจากไหน?
คงเป็นการใช้ชีวิตทั่วไป เจอคน เดินทาง แล้วก็ชีวิตครอบครัว ชีวิตส่วนตัว ชีวิตรัก อะไรอย่างนี้ แต่จริงๆ เมืองไทยมีเยอะมาก เพราะเมืองไทยเป็นเมืองที่เจ๋งน่ะ มันเป็นเมืองที่ไม่ออร์แกไนซ์เลย ยังไงก็ไม่มีทางออร์แกไนซ์ได้ มันมีอะไรกระตุ้นให้เราคิดตลอดเวลา ด้านบวกด้านลมมันดึงกันตลอดเวลา

4. มีผู้กำกับหรือหนังที่เป็นแรงบันดาลใจไหม?
ก็คงทุกคนนะครับ อย่าง ยุทธเลิศ หรือ พจน์ อานนท์ ก็เป็นตัวผลักดันเราว่า มันยังมีคนที่บ้าอยู่ ถึงจะบ้าเพื่อเงินหรือเพื่ออะไรก็ตาม แต่ว่าการทำหนังมันไม่ใช่ง่ายๆ นะ มันใช้คนเยอะ จะเป็นหนังตลาดหรือไม่ตลาดก็เถอะ เราถือว่าพวกนี้บ้านะ

5. หนังเรื่องล่าสุดที่คุณดูแล้วชอบคือเรื่องอะไร?
เรื่อง Children of Men (ของผู้กำกับเม็กซิกัน อัลฟ็องโซ กัวร็อง) ดูแล้วชอบมากครับ เสียดายที่มันไม่ได้โปรโมตเยอะกว่านี้ แล้วก็ไม่ได้เข้าฉายที่เมืองไทย

6. ทำหนังมาจนถึงวันนี้ มีคำวิจารณ์อะไรที่กระทบใจคุณมากที่สุด?
มันจะมีสองจุดครับ อันแรกคือตอนทำ ดอกฟ้าในมือมาร เมื่อปี 2543 ฉายที่เมืองไทยแล้วมีคนมาบอกว่า คุณเลิกทำหนังเถอะ ทำหนังอย่างนี้ได้ยังไง อย่าทำหนังอีกเลย ก็เสียใจนะครับ แต่พอมามองตอนนี้ก็ถือว่ามันเป็นแรงผลักดันให้มาถึงตรงนี้เหมือนกัน

อีกจุดหนึ่งคือที่คานส์ มีนักแสดงที่เราปลื้มชื่อ ทิลด้า สวินตัน (เจ้าแม่หนังอินดี้ชาวอังกฤษ งานที่หาดูได้ไม่ยากคือ The Beach และ The Cronicles of Narnia) เขาเป็นกรรมการตัดสินรางวัลด้วย ตามกฏแล้วเราไม่สามารถคุยกับกรรมการได้ แต่เพื่อนของทิลด้าที่เขาไปดูด้วยกันเขาบอกว่าเธอจับมือเขาตลอดเวลาระหว่างที่ดู สัตว์ประหลาด แล้วพอดูเสร็จปุ๊ป ทิลด้าก็เขียนบทความออกมา เขาเขียนให้ลูกชาย อธิบายให้ลูกชายฟังว่าทำไมแม่ถึงอยู่ในวงการนี้ แล้วเขาก็บอกว่าเขาค่อนข้างจะหมดความหวังในภาพยนตร์ แต่พอมาได้ดูหนังเรา มันก็เกิดความหวังขึ้นมา ในฐานะคนทำหนังเรื่องนี้เราก็ตัวลอยเลย (หัวเราะ) เออ มันมีคนที่ลิงค์กับหนังของเราได้นะ มันพิสูจน์ว่าถึงเราจะทำหนังเพื่อตัวเอง แต่มันก็เป็นประโยชน์กับหลายคน มันเชื่อมกับหลายคนได้

7. คุณคิดอย่างไรเวลาที่มีคนดูหนังของคุณแล้วบอกว่า ไม่เข้าใจเลย?
ก็ดีครับ ถ้าเป็นแต่ก่อนก็คงสงสัยว่าทำไมไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เรามองว่าเป็นธรรมชาติไง ที่เวลาคนๆ หนึ่งเห็นเพื่อนคนนี้ป๊อปปูลาร์เหลือเกินเราก็จะไม่คบ แต่ถ้าเป็นคนที่มีมุมมืดมุมสว่างก็จะอยากคบ เหมือนกับหนังที่มันมีมุมที่ไว้ใจไม่ได้ เราก็จะรู้สึกว่าน่าสนใจนะ ถ้ามีคนไม่ชอบก็แสดงว่า เออ หนังเราน่าสนใจนะ ในขณะเดียวกัน เวลาเราดูหนังตลาด บางครั้งเราก็จะไม่ชอบเหมือนกันทั้งๆ ที่คนอื่นชอบ (หัวเราะ)

8. แสงศตวรรษ หนังเรื่องใหม่ของคุณเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร?
เป็นคำถามที่ตอบยากมาก (หัวเราะ) แต่ไม่ได้พูดเข้าข้างตัวเองนะ คือเกือบทุกคนที่ดูจะฟีดแบ็กค่อนข้างดี อย่าง สัตว์ประหลาด นี่ถ้าไม่เข้าใจเดินออกจากโรงไปเลย ก็ชอบไปเลย แต่บางทีเขาก็บอกว่าชอบแต่อธิบายไม่ได้ว่าคืออะไร แต่เรื่องนี้โดยเบสิกก็คือเรื่องที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อและแม่ของผม คือทั้งคู่เป็นหมอ คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตหมอเท่านั้นเอง แต่ว่าถ้าเป็นพล็อตอะไรมันก็ไม่มีนะครับ (ยิ้ม)

9. คุณคาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้บ้าง?
ไม่คาดหวังอะไรเลย (หัวเราะ) คือหนังมันเสร็จแล้วเราก็เดินหน้าต่อไป คือผมไม่ใช่นายทุนที่จะมาดูส่วนได้ส่วนเสีย หรือผลตอบแทน แต่นี่คือทำให้เขามีชีวิตของตัวเอง เหมือนปล่อยลูกให้เขาโตไปเองน่ะ ซึ่งมันก็ดีถ้ามีคนดู ถ้าไม่มีก็โอเค ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะแคร์เรื่องนี้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแล้ว (ยิ้ม) คิดว่ามันก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เรารับผิดชอบดีที่สุดแล้ว ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของพีอาร์แล้ว

10. ทำไมหนังของคุณถึงไม่มีดาราดังมาเล่น?
หนึ่ง, แพง สอง, เรื่องมาก (หัวเราะ) สาม, ไม่ค่อยมีเวลาให้เราครับ คือมันมีน้อยคนที่เป็นดาราจริงๆ ด้วย แล้วมันก็ยากในเรื่องค่าตอบแทน ถ้าเป็นดาราจริงๆ เรารู้สึกว่าเขาควรได้สักล้านสองล้าน ไม่ต้องไปออกเกมโชว์ไม่ต้องไปออกทีวีเลย แต่มันทำไม่ได้ในกลไกของบ้านเรา เขาเลยต้องออกเกมโชว์ มันก็เลยไม่ใช่มืออาชีพไง กลายเป็นนักแสดงขายหน้าตา

 

 

11. คุณเลือกนักแสดงอย่างไร?
ก็ผ่านกระบวนการแคสติ้งครับ แต่ว่าที่เราสนใจที่สุดคือบุคลิกส่วนตัว มากกว่าที่จะดูจากว่าเขาตรงกับบทเราหรือเปล่าเสียอีก คือบางคนไม่ตรงบทเลยแต่เขาเด้งมาก มั่นใจมาก คนที่ไร้ความกลัวในจิตใจพวกนี้ ผมจะเลือกคนน่ารักๆ แบบนี้เข้ามาทำงานด้วย

12. ข่าวการเมืองสังคมทุกวันนี้กระทบกับความคิดในการทำหนังของคุณอย่างไรบ้าง?
กระทบครับ ถึงเราสนใจด้านที่เป็นแรงบันดาลใจกับชีวิต แต่ตอนนี้การเมืองมันข้ามจุดมาถึงตรงที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องสะท้อนออกมา อย่างล่าสุด ผมทำอินสตอลเลชั่น (ศิลปะจัดวาง) ที่จะแสดงที่แอล.เอ. เดือนหน้า ตั้งชื่อว่า Unknown Forces เป็นเรื่องที่พูดเกี่ยวกับคนไทยโดยตรง คนสามารถอยู่ได้ในสังคมไทยโดยกุญแจของการมีชีวิตคือ ความไม่ใส่ใจ แล้วก็ ความไม่มีพลัง แต่ถ้าคุณมีพาวเวอร์และมีความใส่ใจขึ้นมานี่ คุณจะร้อนเลย จะอยู่เมืองไทยไม่ได้ ผมตั้งใจจะสื่ออย่างนั้น เพราะตัวผมก็มีสองสิ่งนี้อยู่ในตัว เลยอยู่ได้ แฮปปี้ (หัวเราะ)

13. งานแสดงครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
มันเป็นหนึ่งในงานศิลปะที่ผมทำมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีหลังครับ มันคล้ายๆ หนังที่มีโปรดิวเซอร์ติดต่อมา แต่นี่ก็จะเป็นคิวเรเตอร์ของแกลลอรี่ติดต่อมา ก็เป็นงานในต่างประเทศครับ แต่ก็มีวางแผนไว้เหมือนกันว่าจะมีงานแสดงในเมืองไทยบ้างครับ

14. การเป็นคำทำหนังนอกกระแสในเมืองไทยจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?
อย่างผมก็คงเป็นเพราะทำงานศิลปะไปด้วยมั้งครับ ซึ่งไม่ได้ทำเพราะว่าไม่งั้นจะอยู่ไม่ได้ แต่มันเป็นโชคหรืออะไรไม่รู้ เป็นทางเดินที่เราเดินมาแล้วมันก็ไหลๆ มาได้เอง มันต้องไม่วอกแวก อาจเป็นเพราะเราไม่มีครอบครัวด้วยมั้ง (หัวเราะ) เออ ถ้าเรามีลูกมีเมียก็คงเฉไฉไป คงต้องซัพพอร์ตอีกเยอะ มันก็เป็นคำแนะนำไม่ได้หรอกว่าทำหนังนอกกระแสเป็นอาชีพยังไง เพราะมันไม่มีสูตร ต้องหาความลงตัวของตัวเอง

15. ตอนที่เริ่มทำหนังใหม่ๆ กับตอนนี้ คุณต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง?
ไม่ได้ต่างกันมากนะ แต่ว่าเรื่องความตื่นเต้นมันจะหายไประดับนึง อย่างตอนทำดอกฟ้าในมือมารนี่มันทดลองในแง่กล้องถ่ายมาจะติดหรือเปล่ายังไม่รู้ (หัวเราะ) มันเหมือนเพิ่งเกิดแล้วก็มองอะไรด้วยตาโตไปหมดเลย แต่ตอนนี้มันโตขึ้น มันก็เป็นอีสเต็ปหนึ่งที่มันนิ่งขึ้น แล้วจะพูดไปมันก็คงมีความสุขขึ้น แต่ก่อนมันตื่นเต้นแล้วก็สนุก แต่มองกลับไปมันก็ไม่ใช่ความสุขจริงๆ เหมือนกัน มันเป็นอะไรที่ยังมีความสงสัยอยู่ด้วยว่าเราจะไปรอดหรือเปล่า ยังไม่คิดว่าหนังมันจะเป็นอาชีพได้ แต่ตอนนี้มันอยู่ในจุดที่เสถียรแล้วเราก็มุ่งไปที่ศิลปะจริงๆ

16. คุณคิดว่าคนทำหนังสามารถช่วยสังคมได้อย่างไรบ้าง?
คงเหมือนอาชีพอื่น คือทำหน้าที่ที่ตัวเองรักอย่างบริสุทธิ์ที่สุด ถ้าทำหนังแมสก็ต้องแมสให้ดีที่สุด แต่ตอนนี้รู้สึกว่าไม่ที่สุดน่ะ เป็นอะไรที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ทำหนังผีกะเทยก็น่าจะดีกว่านี้ ทำหนังอาร์ตก็อย่าทำหนังเพื่อเทศกาล คือผมรู้สึกว่าถ้าคนชอบงานที่รัก เขาจะต้องใส่ความสร้างสรรค์เข้าไปด้วย นี่คือสิ่งที่คนทำหนังจะช่วยสังคมได้ครับ

17. เวลาทำหนัง คุณให้น้ำหนักความสำคัญระหว่างคำว่า ศิลปะ กับ บันเทิง มากน้อยต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองคำมันเป็นคำที่ซับเจกทีฟน่ะ อะไรคือศิลปะ? อะไรคือบันเทิง? อย่างสำหรับบางคน หอแต๋วแตก ก็อาจเป็นศิลปะของเขาน่ะ (หัวเราะ) คือสิ่งหนึ่งที่เราโกรธคุณสรยุทธก็คือเขาพูดว่า สัตว์ประหลาด ต้องปีนบันไดดู พูดอย่างนี้ทำลายสังคมนะ ไปกั้นอย่างนั้นทำไม คุณก็ยังไม่ได้ดู การทำหนังมันก็ทำยากแล้ว แล้วมาพูดอย่างนี้อีก ผมแค่รู้สึกว่าถ้าเรามุ่งมาทางศิลปะนี่ บางคนที่ดูเขาก็ได้ความบันเทิงนะ มันอาจจะดูเป็นศิลปะสุดๆ แต่เขาก็มีความสุขกับจุดนั้นน่ะ มันแล้วแต่มุมมองหรือประสบการณ์ของแต่ละคนไง มันไม่สามารถไปกำหนดได้

18. แล้วน้ำหนักระหว่างคำว่า ความจริง กับ มายา ล่ะ?
น่าสนใจนะ (นิ่งคิด) เพราะมันเป็นอะไรที่สลับกันไปสลับกันมา มายานี่เราถือว่ามันเป็นฟิกชั่นใช่ไหม อย่างเรื่องวิญญาณนี่เราเชื่อนะ พอเราเชื่อแล้วมันก็ไม่ใช่ฟิกชั่นอีกต่อไป แต่บางคนเขาถือว่าเป็นมายา มันอยู่ที่ความเชื่อนะ แต่ผมว่าการทำหนังมันเป็นการค้นหาด้วย ถึงการค้นหาที่เจ๋งที่สุดน่าจะเป็นการนั่งสมาธินะ (หัวเราะ) คือจริงๆ หนังมันเป็นเรื่องของกิเลสมากๆ เลย แต่หนังที่เราทำนี่มันเหมือนกับการพูดกิเลสนั้นออกมาตรงๆ มากกว่า

19. ถ้าพูดถึง เสียง กับ ภาพ ล่ะ?
ผมให้ความสำคัญเท่ากันครับ แต่ผมก็ใช้เวลาเยอะมากกับเรื่องเสียงเมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ นะครับ แต่บางครั้งผมก็เคยทำหนังเงียบที่ไม่มีเสียงนะ เรียกว่าผมเน้นอารมณ์มากกว่าภาพและเสียงนะครับ

20. คุณกำลังจะทำอะไรต่อไปอีก?
นอกจากงานอินสตอลเลชั่นที่แอล.เอ ก็มีอินสตอลเลชั่นอีกตัวที่กำลังจะทำร่วมกับนักเขียนจีนคนหนึ่ง มีงานหนังสั้นของกระทรวงวัฒนธรรม แล้วก็กำลังวางแผนหนังเรื่องใหม่เกี่ยวกับเชียงใหม่ …ที่โดนหมอกน่ะครับ พอดีผมคิดไว้นานแล้ว แล้วมันมีหนังเรื่องหนึ่งของไฉ้หมิงเลี่ยง (ผู้กำกับชาวไต้หวัน เจ้าของหนัง What Time Is It There? และ Goodbye, Dragon Inn) ที่เขาทำไปแล้วเรื่องมาเลเซียที่โดนหมอก แต่เราคงมองอีกมุมหนึ่งนะครับ


The word Syndromes could apply equally to Blissfully Yours or Tropical Malady: it does refer to human behavior, such as the way we fall in love. I dont intend to have negative connotations; if fall in love is a kind of sickness, its one for which we all show symptoms. Century for me conveys the sense of moving forward. A Century is more or less the same as a lifetime. Im interested in the ways things change over time, and in the ways they dont change. It seems to me that human affairs remain fairly constant.

 

 

 

 


 

* สนใจงานศิลปะของอภิชาติพงศ์ คลิกไปดูที่ www.kickthemachine.com

เรื่อง : วิภว์ บูรพาเดชะ
ภาพ : ชลิตา จำเนียรไวย

 

ที่มา Happenning

happening เป็นนิตยสาร 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) แจกฟรี เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนไทย-ต่างประเทศอย่างง่ายดาย

– เป็นนิตยสารรายเดือน มีข้อมูลข่าวสารที่หนักแน่น ปราณีตในการจัดทำ ออกแจกจ่ายทุกวันศุกร์แรกของเดือน  ในหลายๆ สถานที่ เพื่อให้ผู้อ่านจดจำได้ง่าย และเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้อ่าน (พอเงินเดือนออกก็อ่าน happening แล้ววางแผนดูหนังฟังเพลง เสพงานศิลปะ ประจำเดือนได้ทันที)

– มีเว็บไซต์ http://www.happeningnow.net/ เป็นช่องทางสื่อสารอีกทางหนึ่ง

– เนื้อหาว่าด้วย ดนตรี  ภาพยนตร์ ศิลปะ ละครเวที วรรณกรรม และกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สอดแทรกข้อมูลข่าวสารจากทั่วโลกที่คนไทยไม่ควรตกข่าวอยู่ด้วย โดยเป็นเรื่องไทย 60% เทศ 40%

– ข้อมูล บทความ จะมาจากนักเขียน นักวิจารณ์ ศิลปิน และคนทำงานที่เป็น ตัวจริง ในแวดวงทั้งสิ้น

– ที่สำคัญที่สุด, happening เป็นสื่อที่ ไม่เชย เข้าใจง่าย สร้างแรงบันดาลใจ แต่ยังเก็บสาระไว้อย่างหนักแน่น โดยอาศัยความเป็นวาไรตี้ ผสมผสานหนัก-เบา สนุกสนาน-จริงจัง อย่างกลมกลืน