พูดคุยกับ แดนนี่ บอยล์ ผู้กำกับ “The Sunshine”

Home / ข่าวหนัง / พูดคุยกับ แดนนี่ บอยล์ ผู้กำกับ “The Sunshine”

มนุษยชาติจะอยู่กันอย่างไร เมื่อพระอาทิตย์กำลังจะดับลง มนุษยชาติกำลังจะสูญพันธุ์ ความหวังในการอยู่รอดของโลกทั้งใบขึ้นอยู่กับ “Icarus II” ยานอวกาศที่มีลูกเรือชาย-หญิง 8 ชีวิต กับภารกิจสำคัญในการนำส่งอุปกรณ์นิวเคลียร์ที่ออกแบบเพื่อช่วยกระตุ้นพลังงานให้กับพระอาทิตย์ที่กำลังจะดับแสง ด้วยเหตุเพราะอุบัติเหตุร้ายแรงเพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นส่งผลให้ภารกิจของพวกเค้าล้มเหลว แม้พวกเขาจะดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด แต่อนาคตของมนุษยชาติจะอยู่รอดหรือไม่นั้นใครเล่าจะเป็นผู้กำหนด

ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ๊อกซ์ ภูมิใจนำเสนอภารกิจสำคัญที่ล้มเหลวไม่ได้กับความหวังในการอยู่รอดของโลกทั้งใบ เมื่อพระอาทิตย์กำลังจะดับแสง ในภาพยนตร์เรื่อง “Sunshine ซันไชน์ ยุทธการสยบพระอาทิตย์” ภาพยนตร์ที่จำลองเหตุการณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นกับพระอาทิตย์ชนิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอีก 5,000 ล้านปีข้างหน้า มาให้ได้ประจักษ์กันเสียตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 ผลงานกำกับของ “แดนนี่ บอยล์” นำแสดงโดย “โร้ส ไบร์น”, “คลิฟ เคอร์ติส”, “คริส อีแวน”, “ทรอย กิริตี้”, “มิเชย โหย่ว” ฯลฯ พบกัน 5 เมษายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์



ถาม-ตอบ กับ แดนนี่ บอยล์ (A Q&A With Danny Boyle)

 

คุณติดอกติดใจบทภาพยนตร์เรื่อง SUNSHINE ของอเล็กซ์ การ์แลนด์ตรงไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า
ผมเชื่อเรื่องความต่อเนื่อง และเราก็กำลังสร้างภาคต่อของ 28 DAYS LATER ด้วยกัน และหลักใหญ่ใจความของบทภาพยนตร์ก็จะทำให้ผู้ชมได้ทึ่งกันอีกแน่ ๆ ผมมั่นใจว่าไม่เคยมีหนังเกี่ยวกับพระอาทิตย์มาก่อน ทั้ง ๆ ที่มันมีความสำคัญกับทุกคนเหนือสิ่งอื่นใด เพียงแค่มันดับวูบไปพวกเราจะตายกันหมดภายใน 8 นาที แต่ก็ยังไม่เคยมีใครสร้างหนังว่าด้วยเรื่องของพระอาทิตย์ ผมคิดว่ามันวิเศษมาก ๆ แล้วบทหนังยังสอดแทรกผลกระทบด้านจิตวิทยาที่มีต่อผู้คนกลุ่มนี้ และปฏิกิริยาของพวกเขาที่ตอบสนองเมื่อการเดินทางเข้าใกล้แหล่งพลังงานของทุกชีวิตในจักรวาลแห่งนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ นี่แหละที่ผมติดใจ

คุณชื่นชอบหนังแนวตะลุยอวกาศอยู่ก่อนแล้วหรือ
ผมชอบหนังแนวตะลุยอวกาศนะ แต่ผมไม่ใช่แฟนหนังอย่าง STAR TREK ผมน่าจะเป็นพวกที่สนใจหนังอวกาศแบบดูสง่างามอลังการมากกว่า อย่าง CONTACT นี่ปลื้มมาก แล้ว ALIEN 4 นี่ก็ไปตีตั๋วดูตั้งแต่วันแรกที่หนังเข้าฉายเลย

คุณกับอเล็กซ์เคยประสบความสำเร็จในการสร้าง 28 DAYS LATER ให้กลายเป็นหนังสยองแหวกแนวมาแล้ว พอมาสร้างหนังแนวตะลุยอวกาศ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีผลงานคลาสสิคขึ้นหิ้งอย่าง ALIEN กับ 2001 นี่ ในฐานะที่เป็นนักสร้างหนังซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองสูงนี่ ตั้งใจจะให้มันออกมาเป็นอย่างไร
เวลาสร้างหนังนี่ ผมไม่ค่อยคิดไปไกลขนาดนั้นหรอกนะ ถึงเราจะดูหนังเหล่านั้นผ่าน ๆ ตา ก็มีบ้างที่ต้องดูเพื่อศึกษางานสร้าง อย่าง ALIEN นี่เราก็นำมาศึกษากันอย่างละเอียดเลยล่ะ
เราพยายามและสร้างให้มันปราศจากภาพคุ้นตาหรือมุมมองที่คุณเคยเห็นจากหนังเรื่องก่อน ๆ มาแยะแล้วให้ได้มากที่สุด บางครั้งก็จะคิดได้ว่า อย่าทำอย่างนั้นนะ หรือไม่ก็ เออ น่าจะดีกว่าไหม ถ้าขยับปรับไปเป็นอย่างโน้นเลย ทีนี้ก็จะสอดแทรกความเป็นตัวตนของเราเองลงไป แล้วก็พยายามผลักดันให้มันล้ำไปจากตัวตนของเราอีกขั้น กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและแหล่งข้อมูลที่แม่นยำนี่ต้องยกให้มาร์ค ทิลเดสลี่ (Mark Tildesley) ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ฉากของเรา เขามักจะกล่าวว่า มันต้องล้ำอนาคตไปกว่า 50 ปีเลยนะ อย่างในลอนดอน (London) เมื่อห้าสิบปีก่อนนี่ก็มีรถเมล์สีแดงแล่นเต็มเมืองแล้ว ซึ่งคุณก็ยังคงเห็นมันวิ่งไปมาอยู่จวบจนทุกวันนี้ แม้ว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปตั้งแยะแล้ว ดังนั้นในหนังเรื่องนี้ผู้ชมก็ยังจะได้เห็นอะไรต่อมิอะไรที่คุ้นหูคุ้นตา มันจะไม่หลุดโลกไปแบบ STAR TREK และเราก็อ้างอิงจากผลงานการค้นคว้าของนาซ่า (NASA) ยานอวกาศ Icarus II ของเราถึงมีการปลูกต้นไม้เพื่อผลิตอ๊อกซิเจนไง เพราะนั่นจะตอบโจทย์สำคัญของการเดินทางตะลุยอวกาศว่า เราจะสร้างอ๊อกซิเจนเพื่อหายใจยังชีพในอวกาศหรือบนดาวดวงอื่นได้อย่างไร ก็จากต้นไม้นั่นเอง

การสร้างหนังที่ อ้างอิงจากนาซ่ามากกว่าจินตนาการแบบสตาร์วอร์ นี่เป็นอย่างไร
เราทำการบ้านอย่างหนักโดยไปพบผู้เชี่ยวชาญหลายคน รวมทั้ง ไบรอั้น ค๊อกซ์ (Brian Cox) ที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเรา ไปจนถึงริชาร์ด ซีมัวร์ (Richard Seymour) ผู้ออกแบบล้ำอนาคตตัวจริง เขาเป็นหัวคิดนอกกรอบให้กับผู้บริหารของบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Ford กับ Phillips และยังเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นกระติกต้มน้ำร้อนไร้สายมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสามัญประจำบ้านที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เขามาถ่ายทอดจินตนาการภาพฝันของอนาคตอีก 50 ข้างหน้าให้เราได้รับรู้ แอนดรู, อเล็กซ์, และผมไปคุยกับเขาพร้อมกับแสดงโครงร่างของหนังเรื่องนี้ แล้วเขาก็ปลีกเวลามาคุยกับนักแสดงของเราด้วย มาร์คก็ออกแบบให้ภาพจินตนาการเป็นชิ้นเป็นอันชนิดที่คุณจะรู้สึกกลมกลืนไปกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะได้เห็น และในขณะเดียวกันก็จะสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกใหม่ที่สอดแทรกเพิ่มเติมเข้ามาด้วย
แนวคิดเรื่องวัสดุที่นำมาใช้ทำเกราะป้องกันเริ่มจากความต้องการที่จะปกป้องคุ้มกันความร้อน ซึ่งนาซ่าก็ค้นคว้าวิจัยไว้แล้วว่ามีวัสดุใดบ้างที่จะคุ้มกันได้ แล้วคุณจะต้องป้องกันความร้อนจากรังสีของพระอาทิตย์ไม่ให้แผดเผาไหม้เป็นจุล คำตอบก็คือ แผ่นทองคำ คุณอาจจะคิดถึงแผ่นตะกั่วซึ่งมันไม่ได้ช่วยปกป้องคุ้มกันอะไรเลย มันหลอมละลายแทบจะในทันทีด้วยซ้ำไป ในขณะที่แผ่นทองคำจะกระจายความร้อนไปจากตัวยานทางด้านหลัง ผมยังจำได้ว่าการค้นพบครั้งนี้ทำเอาขนลุกเลยล่ะ ทีนี้พอจะออกแบบชุดมนุษย์อวกาศนี่ก็ต้องทำจากทองอยู่แล้ว มันจะไม่เป็นชุดสีขาวแบบที่นาซ่าใช้ที่เราเห็นกันจนชินตา ในเมื่อเรากล้าที่จะดัดแปลงชุดชุดมนุษย์อวกาศแล้วก็ได้ใจสิ ลองเปลี่ยนแบบหมวกของชุดมนุษย์อวกาศด้วยเสียเลย
 
คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการไปเยี่ยมชมเรือดำน้ำนิวเคลียร์
หนังเรื่อง DAS BOOT นี่มีอิทธิพลกับพวกเรามาก ซึ่งตอนแรกเราก็อยากจะออกแบบให้ Icarus II ดูคับแคบจนน่าอึดอัด แต่ในที่สุดแล้วเราก็ไม่ได้ทำให้มันอึดอัดเท่าที่ DAS BOOT สร้างบรรยากาศกับคนดูหรอก เพราะสัญชาตญาณจะบอกคุณเองว่า ไม่มีทาง นักบินอวกาศกลุ่มนี้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในยานอวกาศลำนี้นานถึง 3 ปี เป็นใครก็คงไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาอยู่กันอย่างอึดอัดแน่ ๆ เพราะใน DAS BOOT นี่แคบมาก ๆ ขนาดจะเดินผ่านใครสักคน เขาจะต้องลุกขึ้นยืนแล้วก็เบียดแทรกตัวผ่านไป คุณจะปล่อยให้ภาพอย่างนั้นเกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ แต่คุณจะต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้ชมสัมผัสได้ว่า มันเป็นสถานที่จำกัดจำเขี่ย 

พอเราไปเยี่ยมชมเรือดำน้ำ ก็ไม่รู้สึกว่ามันคับแคบอึดอัดเท่ากับที่เคยสัมผัสจาก DAS BOOT หรอกนะ เพราะหนังนั่นสะท้อนภาพจากยุคทศวรรษที่ 50 ตั้ง 60 กว่าปีมาแล้ว เราจึงออกแบบให้มันดูหายใจได้ทั่วท้องหน่อย แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่า ไม่ได้โล่งโถ่งโอ่อ่าแต่อย่างใด แล้วก็เสริมการตกแต่งภายในเข้าไปให้ดูหนักแน่นขึ้น

แต่การไปเยี่ยมชมเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์นี่ก็ยอดเยี่ยมมากนะ ถึงเราจะไม่สามารถพานักแสดงทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์ตรงได้ แต่เราก็ถ่ายทอดความรู้สึก โดยเฉพาะในเชิงจิตวิยา ให้เขารับรู้ได้ว่า มันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่คุณจะต้องฟันธงว่าจะลงร่วมหัวจมท้ายไปกับมันหรือไม่ ก่อนที่การเดินทางจะเริ่มต้น มันจะเป็นการตัดสินใจที่ว่า คุณพร้อมที่จะรับรู้แต่ข่าวร้ายหรือเปล่า ผมว่ามันมีผลกระทบต่อจิตใจสูงมากเลยนะ เพราะการสื่อสารจะเกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียวคือ คุณส่งสารมายังโลกโดยไม่มีการติดต่อกลับมาเลย การเดินทางครั้งนี้ต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทางและปฏิบัติการสยบพระอาทิตย์ต้องสำเร็จลุล่วง ใครสติแตกก็จับแยกไปขัง ใครตายก็จับศพไปแช่แข็งไว้ จะไม่มีอะไรมาขัดขวางปฏิบัติการครั้งนี้ได้ เมื่ออกเดินทางแล้วพวกเขาจะไดม่ต้องรับรู้เหนือรู้ใต้ จะมีผู้นำเพียง 3 คนเท่านั้นที่ควบคุมทิศทาง ดังนั้นทุกคนจะต้องตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า พวกเขาจะไม่ได้รับรู้ข่าวสารใด ๆ ไม่ว่าเมียจะตายหรือลูกจะป่วยหนัก มันเป็นการตัดสินใจที่ผมคิดว่าน่าทึ่งมาก ๆ

หลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ใน SUNSHINE นี่เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน
น่าเชื่อถือเลยล่ะ ถึงมันจะไม่ใช่หนังที่จะคว้ารางวัลโนเบล (Nobel Prize) เพราะเราก็สอดแทรกความบันเทิงเข้าไปบ้าง แต่โดยหลักการน่ะแม่นสุด ๆ อเล็กซ์อ่านบทความวิทยาศาสตร์แยะมาก และเรื่องของเขาก็น่าเชื่อถือ แล้วยิ่งได้ไบรอั้น ค๊อกซ์ (Brian Cox) มาช่วย เราก็แค่ฟันธงลงไปว่า จะคงมันไว้ตามข้อเท็จจริง หรือปรับแต่งดัดแปลงอย่างไร ก็เท่านั้นเอง

สำหรับผมแล้วหนังเรื่องนี้พยายามจะยึดหลักการที่ว่า วิทยาการล้ำยุคทำให้มันกร่างขนาดไหน แล้วก็ต่อยอดไปว่า แล้วมันส่งผลกระทบกับอะไรแค่ไหนอย่างไร มันอาจจะฟังดูบ้า ๆ แต่บางครั้งนักวิทยาศาสตร์พวกนี้ลงมือทำอะไรที่พวกเขามั่นใจมาก ๆ เหมือนกัน ถ้าคุณคุยกับไบรอั้น ค๊อกซ์ (Brian Cox) นาน ๆ เข้า คุณก็จะสัมผัสได้เลยว่า พวเขากล้าและสามารถอย่างนั้นจริง ๆ อย่างเจ้า Collider ที่จำลองการกำเนิดจักรวาล ซึ่งติดตั้งอยู่ที่ CERN ในเจนีวา (Geneva) นี่เป็นจริงขึ้นมาได้เพราะพวกเขามั่นใจในสมมุติฐานที่ว่า สสารเหล่านี้ยังคงมีอยู่หลังจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ (Big Bang) แล้วตอนนี้เขาก็บอกว่า มีโอกาศไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่จะสร้างหลุมดำขึ้นมาได้ ซึ่งคุณก็ตะเลิดคิดไปถึง เดี๋ยวก็ได้ตายกันหมดหรอก ซึ่งเขาจะปลอบว่า ยังไม่แน่หรอก เพราะยังไม่เคยมีใครศึกษาค้นคว้าไงว่า จักรวาลทั้งหมดจะล่มสลายหากหลุมดำเกิดขึ้นน่ะเป็นความจริงแค่ไหน เขายังพูดอยู่เสมอว่า มันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่แล้วก็คลอดออกมาเป็นระเบิดปรมาณูลูกแรก ตอนนั้นพวกเขาก็บอกสภา Congress ว่า จะระเบิดท้องฟ้าให้แดงฉานไปทั่วน่ะไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นได้ แล้วไงล่ะ โลกทั้งใบก็ยังมุ่งมั่นคิดค้นจบพบวิธีสร้างมันให้สำเร็จได้ ซึ่งคุณเองก็ปลื้มกับความสำเร็จอย่างเลี่ยงไม่ได้
 
ช่วยอธิบายเรื่องการใช้แสงใน SUNSHINE หน่อยสิ
เราเคารพความยิ่งใหญ่ของพระอาทิตย์ และพยายามสื่อสารให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงพลังมหาศาลของมัน ซึ่งเราก็สะท้อนออกมาด้วยลำแสงสีขาว โดยเฉพาะช่วงต้นเรื่องนี่คุณน่าจะสัมผัสได้ถึงพลังของมันเต็ม ๆ แล้วจึงค่อย ๆ แทรกแนวคิดบิดเบือนไปโดยผ่านตัวละครอย่าง เซียร์เล่ (Searle) หลังจากนั้นหนังทั้งเรื่องก็จะเป็นโทนสีเหลือง ๆ มันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ส่งผลให้หนังทั้งเรื่องกลายเป็นสีเหลืองแบบนั้น เพราะนั่นทำให้อุปกรณ์ในฉากทุกชิ้นจะต้องไม่เป็นสีเหลืองแล้วไง ไฟทุกหลอดต้องไม่ส่องแสงสีเหลือง เราคุมโทนสีไม่ให้หลุกเหลือง/แดงจนกว่าจะถึงช่วงหลังของเรื่อง นับว่าเป็นความพยายามอย่างมากที่จะทำอกมาได้ขนาดนั้น

เราอยากให้ผู้ชมอิ่มเอมกับแสงที่เราเลือกใช้ เช่นเดียวกับตัวละครทั้งหมดในเรื่อง และผลกระทบทางใจที่จะได้รับจากการเลือกใช้สีเหล่านี้
 
มันจะไม่เหมือนกับหนังตะลุยอวกาศเรื่องอื่น ๆ คุณจะไม่ได้เห็นยานอวกาศล่องลอยไปมาจนเบื่อแน่ ๆ
ผมต้องการให้ความสนใจอยู่กับตัวละครทั้ง 8 คนเป็นหลัก แล้วถึงเราจะไม่ตั้งใจสร้างภาพให้อึดอัดคับแคบเท่ากับใน DAS BOOT แต่เราก็อยากให้ได้บรรยากาศของการถูกจองจำ กักขังให้ติดอยู่แต่ในยานอวกาศ พวกเขาถูกปิดผนึกอยู่แต่ในลำตัวยาน การจะออกมานอกยานอวกาศนี่ไม่ใช่เรื่องปกติที่ทำกันได้ทุกวี่วัน คุณรู้สึกเลยว่า ทุก ๆ แปดนาที่ที่ยานเคลื่อนตัวไป คุณจะไม่อยากอยู่ในนั่นแล้ว แต่ถ้าจะออกไปข้างนอก มันก็ต้องเป็นภาระกิจสำคัญจำเป็นสุด ๆ เท่านั้น ทีนี้คุณก็ต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้คนอยากกลับเข้าไปในลำตัวยานอีก อยากกลับเข้าไปกินไปอยู่ในยานอวกาศมากกว่า มันจะพิเศษกว่ามาก ๆ เลย
หนังเรื่องนี้จะเปิดประเด็นว่าด้วยจิตวิญญาณและหลักปรัชญาว่าด้วย ธรรมชาติของจักรวาล และจุดยืนของมนุษยชาติ เราจะจัดการกับตัวเองอย่างไร เมื่อจำเป็นต้องค้นหาคำตอบลึก ๆ ในใจให้กับชีวิตของตัวเอง

นัยยะหนึ่งแล้วมันก็เป็นการต่อกรระหว่าง วิทยาศาสตร์ กับ พระเจ้า เหมือนกับคนจุดระเบิดที่มีตัวเองติดอยู่ข้างในระเบิดลูกนั้นตอนที่มันระเบิด เขาย่อมตั้งคำถามตัวเองว่า เมื่อเขาสามารถเปลี่ยนแปลงจักรวาลได้ ทั้ง ๆ ที่พระผู้เป็นเจ้าตรัสไว้แล้วว่า มนุษย์เอ๋ยเจ้าไม่มีทางทำได้หรอก มันก็เป็นจักรวาลของพระองค์ไง ไม่ว่าคุณจะรับได้หรือไม่ก็ตาม