“เมล์นรก หมวยยกล้อ” และมากกว่าความตลก ของ”โน้ส-กิ๊ก”

Home / ข่าวหนัง / “เมล์นรก หมวยยกล้อ” และมากกว่าความตลก ของ”โน้ส-กิ๊ก”

เอ่ยชื่อโน้ส-อุดม แต้พานิช และกิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ คนไทยคนไหนบ้างจะไม่รู้จัก แต่ถ้าจะบอกว่าพวกเขามีอันต้องมาประชันฝีมือกันในหนัง “เมล์นรก หมวยยกล้อ” ในบทบาทของกระเป๋ารถเมล์และผู้โดยสาร หลายคนอาจจะไม่ร้องอ๋อ! กันสักเท่าไหร่

แล้วจะเสียเวลาอยู่ไย ไปฟังพวกเขาเล่าถึงความเป็นมา และเป็นไปของการแสดงหนังเรื่องนี้พร้อมๆ กันเลยดีกว่า

“ผมเป็นแฟนหนังเรียว (กิตติกร เลียวศิริกุล-ผู้กำกับฯ)” โน้สเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้โดยไม่ลังเล

“ชอบมาตั้งแต่โกลคลับ (โกลคลับ เกมล้มโต๊ะ) แล้วพอไปดูอหิงสา (อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม) ก็รู้สึกในใจว่าผู้กำกับฯคนนี้กำลังพยายามจะทดลองอะไรบางอย่าง พอเขาติดต่อมา แล้วก็เล่าให้ฟังว่าเรื่องเกิดบนรถเมล์ ถ่ายทำบนรถเมล์ตลอด ก็อยากไปทดลองกับเขาด้วย” เขาเสริม

“ที่สำคัญคือรถเมล์คันที่ว่ามีป๋าเทพ (เทพ โพธิ์งาม) เป็นคนขับ แล้วก็มีพี่กิ๊กเล่นด้วย ก็เฮ้ย! ไม่ได้แล้ว ถ้ามี 2 คนนี้ไม่ลังเลเลย

“ส่วนผมดูอหิงสาฯแล้วก็โอ้โห เรียวแม่งประมาณนี้เว้ย มันแนวดี มันขำ แต่อาร์ต ก็เลยเชื่อว่าสิ่งที่เขาคุยกับเรา เขาคงทำออกมาได้ดี” นักแสดงรุ่นพี่เล่าบ้าง

แล้วมีทั้งป๋าเทพ กิ๊ก และโน้ส มาเป็นตัวชูโรงอย่างนี้ ฟันธงได้เลยหรือไม่ว่าหนังใหม่ของเรียวเรื่องนี้กะขายความฮาแบบเนื้อๆ เน้นๆ?

“คือหน้าหนังจะโปรโมทเป็นหนังตลก” โน้สว่า

“แต่จริงๆ ผมว่ามันเป็นหนังสนุก” กิ๊กเสริม ซึ่งโน้สพยักหน้าเห็นด้วย

“ผู้กำกับบอกว่าไลน์ของหนังเรื่องนี้คือผู้ชายคนหนึ่งจะเดินทางกลับบ้านในวันสงกรานต์ แต่ก็มีเหตุทำให้มีอันเป็นไป คือมันนัดเพื่อนไว้ที่ป้ายนึง แต่รถเมล์ไม่จอดให้ เพราะโดนคันข้างๆ สาดน้ำ ก็เลยจะขับแข่งกัน แต่ผู้โดยสารคนนี้โมโห เลยเอาปืนมาจี้รถ รถก็เลยจอดไม่ได้ ในขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นก็อยากลง คนนึงอยากไปขายของ อีกคนอยากลงไปขี้” กิ๊กขยายความอย่างเมามัน

“ซึ่งที่สุดแล้วมันก็เป็นแค่เรื่องของความคิดที่แตกต่าง” เขาเล่าต่อ

“ผมเล่นหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่า คนมันมีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น แต่ไม่มีใครฟังปัญหาคนอื่น มีแต่คนคิดว่าปัญหาตัวเองสำคัญ แต่ลองหยุดฟังสิ ลองช่วยกันแก้ทีละเปลาะ หาว่าใครเป็นต้นเหตุ แล้วสรุป ช่วยกันแก้ทีเดียวก็จบแล้ว” นักแสดงอารมณ์ดีกล่าว

และว่านี่แหละคือแก่นแท้ๆ ของหนังที่เขาค้นพบว่ามีอยู่ นอกเหนือจากความตลกเฮฮา

“มันเหมือนปัญหาบ้านเมืองตอนนี้ ทุกคนคิดถึงแต่ปัญหาของตัวเองทั้งนั้น แล้วทุกคนก็คิดว่าตัวเองถูกด้วยนะ” โน้สกล่าวอย่างเห็นพ้อง

“เรียวถึงได้บอกไงว่ามันเป็นหนังการเมือง มันอยู่ที่มุมมองนะ จะว่าเป็นหนังตลกก็ได้ แต่ผมว่ามันเป็นหนัง satire (เสียดสี) คือจะบอกว่ารถเมล์คันนี้เป็นเหมือนประเทศไทยก็ได้นะ เพราะมันมีคนอยู่กันหลากหลายประเภท” กิ๊กเพิ่มเติม และว่า ประเด็นดังกล่าวน่าจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นหนังอีกแนวทางที่สร้างความแตกต่างให้วงการหนังไทยได้เหมือนกัน

ถามทั้งคู่ว่าแล้วคิดเห็นกันอย่างไรบ้าง ที่จนถึงทุกวันนี้บ้านเราก็ยังมีหนังผี ตลก และกะเทยเต็มไปหมด? กิ๊กปฏิเสธที่จะวิจารณ์หนังของคนอื่น เขาขอเพียงพูดถึงหนังของตัวเองว่าอาจจะไม่ได้ “ฮาขี้แตก” แต่เป็นหนังที่ดูสนุกและลุ้นกันมันเรื่องหนึ่ง ส่วนโน้สนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

“ผมว่าอะไรที่มันเยอะๆ ไปเดี๋ยวธรรมชาติจะบำบัดเอง เดี๋ยวมันจะมีอย่างอื่นขึ้นมาแทน มันจะเวียนของมัน เราไม่ต้องไปเดือดร้อน”

แต่สมัยนี้นอกจากจะมีหนังตลกเยอะแล้ว ยังมีการพ่นคำหยาบในหนังประเภทดังกล่าวเป็นว่าเล่นอีกด้วย รึนี่จะเป็นส่วนประกอบที่จำเป็น อันจะทำให้หนังตลกหรือสนุกขึ้นมา?

“มันอยู่ที่พื้นฐานของตัวละครนะ ถ้าเป็นนักธุรกิจใหญ่กำลังเจรจาธุรกิจหลายพันล้านจะมา “ไอ้สัตว์ มึงว่าไงวะ” ก็คงไม่ตลก แต่ถ้าตัวละครเป็นเด็กสลัมด้วยกันทั้งคู่ จะให้คุยกันเพราะๆ ก็คงไม่ถูก แต่ถ้าเป็น “ไอ้โน้ส แม่งทำไมไม่กินข้าววะ” (โน้สแทรกขึ้นมาชนิดเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยว่า “กินตีนอะไรล่ะ แม่งไม่มีเงิน”) อย่างนี้ก็คงเข้ากว่า” กิ๊กให้ความเห็นอย่างออกรส

“บางทีผมก็อยากให้คนที่พิจารณา คนที่ทำหน้าที่เซ็นเซอร์ดูตรงนี้หน่อย ว่าจะหยาบหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมด้วย แต่ถ้าเรื่องไหนพูดกันเอามันเฉยๆ ก็อีกเรื่องนะ” เขาเสริม

เรื่องทำนองนี้ผู้ใหญ่อาจพอจะแยกออก แต่ถ้าคนที่ตีตั๋วมาดูหนังเหล่านี้เป็นเด็กๆ พวกเขาก็น่าจะซึมซับไปโดยไม่รู้ตัวได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?

“ก็ขึ้นเรตสิ เหมือนหนังฝรั่งไง จะมัวไปขึ้นทำไมกับทีวี นั่นมันฉายตามบ้าน แล้วจะไปดักกันยังไงไหว หนังสกรีนง่ายกว่าเยอะแต่ไม่ยอมมาทำกัน” กิ๊กเสนอ โดยมีโน้สคอยพึมพำอย่างเห็นพ้อง

“แต่เด็กมันก็ควรจะได้เสพอะไรที่เลวร้ายอย่างนี้ไปบ้างนะ จะได้มีภูมิต้านทานในชีวิต” ตลกจมูกโตเสริมทีเล่นทีจริง และว่าอันที่จริงในหนัง “เมล์นรกฯ” ก็ไม่ได้ใส่คำหยาบเข้าไปมาก หากเป็นไปตามสถานการณ์มากกว่า

“ตัวเรียวเขารู้นะว่าควรจะเอาไว้มากน้อยแค่ไหน เขาคิดคำนึงอยู่นะครับ”

ไม่ใช่แค่เรื่องการใช้คำ แต่ในเรื่องการแสดงของตัวเขาเอง โน้สก็ว่าผู้กำกับฯคนนี้ ยังคอยคุมไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไปด้วย

“คือตัวละครในเรื่องที่เป็นกระเป๋ารถเมล์ มันสามารถเพิ่มเติมสีสันได้ ทุกอย่างมันเอื้อไปหมดให้ทำอะไร แต่เรียวจะคอยบอกว่าเอาแค่นี้พอ

“เหมือนกับเล่นฟุตบอลแล้วผมถนัดเป็นปีกขวา แต่เรียวเขาเอาผมมายืนกองหลัง ซึ่งผมไม่ถนัดเลย แต่เมื่อมาอยู่ทีมเขา เราก็ต้องเชื่อผู้จัดการทีม ทำตามแผนการทำทีมของเขา

“เป็นวิธีการของเรียวไง เขากลัวหนังจะจี๊ดเกิน” เป็นเสียงของกิ๊กที่แทรกขึ้นมา

“ตอนแรกๆ เราก็จะงงๆ ว่า เอ๊! ทำไมอย่างนี้ไม่เอา แต่พอทำไปปุ๊บแล้วมาตัดเป็นหนัง เราก็จะเข้าใจ ไม่ผิดหวัง เพราะเขาทำให้ทีมเราสวยทั้งทีม” โน้สสรุปยิ้มๆ

ทั้งคู่ก็เป็นลูกทีมมาพอสมควรแล้ว อยากลองเป็นผู้จัดการทีมดูบ้างไหม? เราถาม

“เคยคิดเล่นๆ แต่คงไม่ทำจริง เพราะไม่ใช่ทางฮะ” โน้สตอบก่อน

“ผมไม่ถนัดทำงานกับคนเยอะๆ ให้ทำเดี่ยวฯ (เดี่ยวไมโครโฟน) นี่ถนัด เขียนเอง คิดเอง ออกแบบฉาก กำหนดวันเวลา สถานที่ ทุกอย่างมันควบคุมได้ แต่ว่าการทำหนัง โดยเฉพาะในประเทศไทยมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ คือตอนนี้มีคนทำหนังเยอะแยะ เราก็รอดู นึกสนุกก็ไปเล่นกับเขา แค่นี้ก็พอแล้วละ”

ส่วนกิ๊กนั้น แม้ว่าจะเคยกำกับฯและเป็นผู้จัดละครมาแล้ว แต่ถ้าเป็นหนังเขาว่าคงไม่เอาด้วย

“ละครมันรับจ้างทำได้ตังค์แน่นอน แต่ทำหนังเหมือนซื้อหวยน่ะ” เขาว่า

“บางทีหนังดีคนไม่ดู หนังไม่ดีคนดูสนุกก็มี เอาอะไรมาคาดเดา สมมุติว่าเรารู้ว่าหนังเราดีมากเลย แต่จะรู้ได้ไงว่าคนจะซื้อตั๋วมาดู คนอย่างสปิลเบิร์กทำหนังยังมีเจ๊ง คิดดูสิ ยิ่งกว่าซื้อหวยอีกนะ

“แล้วถ้าจะทำหนัง ผมคงทำตั้งแต่ 10 ปีก่อนแล้ว แต่ผมไม่ชอบซื้อหวย ไม่ชอบไปลุ้นตอนหนังเข้า ไม่ชอบความไม่สบายใจอย่างนั้น” เขาสรุป

ถามว่าแล้วตอนนี้มีโครงการจะริเริ่มรายการใหม่ๆ ทางโทรทัศน์บ้างหรือเปล่า? เขาว่าคงยังก่อน เพราะเห็นว่าปีนี้ไม่ควรเริ่มอะไรใหม่ๆ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและการเมืองยังไม่อยู่ตัว ซึ่งเป็นความเห็นทำนองเดียวกันกับโน้สที่ว่า เขาคงจัดการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนครั้งต่อไปในปีหน้า เพราะสัญชาตญาณบอกเขาว่าสถานการณ์บ้านเมืองน่าจะสงบแล้ว ส่วนปีนี้ก็ขอทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เลี้ยงชีพไปก่อน

ฉะนั้น ใครเป็นแฟนของทั้งคู่ก็คงต้องรอดูพวกเขาในหนัง “เมล์นรก หมวยยกล้อ” ไปพลางๆ ก่อนละนะ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์