ยกเลิกเซ็นเซอร์หนัง ความหวังของคนทำภาพยนตร์

Home / ข่าวหนัง / ยกเลิกเซ็นเซอร์หนัง ความหวังของคนทำภาพยนตร์

จากกรณีที่หนังไทยมักจะโดนเซ็นเซอร์จนเป็นข่าวขัดแย้งอยู่บ่อยๆ จนทำให้ผู้กำกับและคนทำหนังรู้สึกอึดอัดเกี่ยวกับสภาพที่เป็นอยู่ อันทำให้ตัวภาพยนตร์ไม่สามารถนำเสนอเรื่องราวที่เปิดกว้างได้

ด้วยแนวคิดเช่นนี้ จึงทำให้สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย และสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เห็นพ้องต้องกัน ว่าควรจะร่างกฎในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าด้วยการเปิดโอกาสให้หนังมีสถานะเป็นสื่อตัวหนึ่ง ที่มีความอิสระในการทำงานของตัวเองระดับหนึ่ง

โดยล่าสุด ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล นำทีมผู้กำกับ คนสร้างหนัง บุกสภาเรียกร้องให้กำหนดคำว่า “การแสดงและภาพยนตร์” อยู่ในรธน.ฉบับใหม่ หมวดเดียวกับสิทธิเสรีภาพสื่อ

ม.จ.ชาตรีเฉลิม กล่าวว่า ภาพยนตร์ไทยเกิดมาเกือบ 100 ปี แต่โดนปิดกั้นมาตลอด ทั้งที่ผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์มีมากกว่าสื่อสารมวลชน นำออกไปขายต่างประเทศสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ รวมถึงมีการสื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชาติทำให้ทั่วโลกรู้จักคนไทย กลับโดนคัดออกจากการเป็นสื่อมวลชน

ขณะที่ บรรจง โกศัลวัฒน์ อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน สาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ภาพยนตร์เป็นสื่อสารมวลชนที่ทรงอิทธิพล สามารถถ่ายทอดแนวความคิด และวิถีชีวิตความเป็นไปของคนในชาติได้หลายมิติ สามารถสร้างการรับรู้ เปลี่ยนทัศนคติ สร้างผลกระทบในวงกว้าง สมควรที่รัฐและสังคมให้ความสำคัญ ใช้ภาพยนตร์เป็นกลไกในการกำหนดนโยบาย กำกับดูแลและควบคุมสื่อภาพยนตร์ให้เป็นสื่อมวลชนที่เข้มแข็ง เพื่อนำเสนอวัฒนธรรมและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศได้ เหมือนสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศสหรือเกาหลีใต้ ที่ต่างก็ใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม และนำไปสู่ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

ส่วน นันทขว้าง สิรสุนทร นักวิจารณ์ภาพยนตร์ของเครือเนชั่น ให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่คนทำหนังกำลังทำอยู่นี้ เป็นการส่งเสียงบอกกับสังคมว่า ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานของรัฐ ควรจะต้อง “ปลดล็อก” ให้แก่ศิลปะบันเทิงอย่างภาพยนตร์

“โลกยุคใหม่เดินไปข้างหน้าเร็วมาก ถ้าเพื่อนร่วมทางอย่างกฎหมายเซ็นเซอร์ต่างๆ ยังทำตัวเชยๆ เป็นไดโนเสาร์ หรือเดินแบบรั้งแขนเอาไว้ หนังไทยจะพัฒนาตัวเองไปได้อย่างไร ผมเห็นด้วยที่คนทำหนังต้องการให้ภาพยนตร์ไทยลอยตัวจากกฎระเบียบคร่ำครึต่างๆ และมีสถานภาพอยู่ในบทบาทของสื่อตัวหนึ่ง หรือเป็นมีเดียตัวหนึ่งที่จะสามารถดูแลตัวเองได้”

อย่างไรก็ตาม แม้นักวิจารณ์ท่านนี้จะโหวตเห็นด้วยกับการที่หนังไทยควรจะมีสภาพเป็นสื่อตัวหนึ่ง แต่เขาก็ทิ้งท้ายด้วยความหวังดีว่า…

“หากหนังไทยเป็นอิสระจากกรอบและกฎระเบียบ แต่คนทำหนังต้องไม่ลืมว่า นั่นไม่ใช่ความชอบธรรมที่ปล่อยให้หนังไทยพูดจา ใช้คำหยาบได้ อิสระนั้นมีข้อดีและน่าส่งเสริม แต่ถ้าใครละเลย มันก็กลายเป็นข้อเสียได้อยู่เหมือนกัน”

ด้าน “ปุ๊ก” พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “ไอ้ฟัก” พร้อมทั้งยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้ภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องล่าสุด “มะหมา 4 ขาครับ” ได้กล่าวเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว

“มันเป็นเรื่องที่ดี เหมาะสมแล้ว เพราะในรัฐธรรมนูญมาตราที่ 39 เขียนไว้ว่า สื่อไม่ควรมีการเซ็นเซอร์ แต่กลับไม่มีคำว่า ภาพยนตร์ อยู่ ทั้งที่จริงๆ ภาพยนตร์ควรเป็นสื่อ เพราะตอนที่เรียนด้านภาพยนตร์มา เราก็เชื่อและเข้าใจมาตลอดว่าภาพยนตร์เป็นสื่อ แต่ทำไมกลับไม่มีคำบัญญัติ อย่างถ้ามองหนังเรื่อง แสงศตวรรษ เป็นตัวอย่าง รูปพระเล่นกีตาร์ในหนัง กลับลงในหนังสือพิมพ์ได้ แต่ทำไมในภาพยนตร์ถึงต้องควบคุม วันนี้เราต้องมองหลายมิติ มันควรจะมีความเท่าเทียมกัน ถามว่ามันจะดียังไง ถ้าภาพยนตร์เป็นสื่อ มันก็จะมีความหลากหลาย งานภาพยนตร์จะสูงขึ้น จะเกิดงานดีๆ มากขึ้น แต่ส่วนที่คนมองว่าอาจจะเกิดการควบคุมยากหรือเปล่า ตรงนี้ผมเชื่อว่าวงการภาพยนตร์เราก็มีจริยธรรมเพียงพอ ที่จะจัดทีมขึ้นมาสกรีนงาน อาจจะในรูปแบบของการจัดเรตติ้ง เราเชื่อว่าเรามีจริยธรรมไม่แพ้สื่ออื่นๆ มันก็ไม่น่าห่วง แต่คนอาจจะมองว่า หนังเป็นสื่อที่มีจริยธรรมน้อยกว่าสื่ออื่นๆ เลยต้องควบคุมมากกว่า ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย ว่าจะสามารถทำให้คนเชื่อถือและไว้ใจได้หรือเปล่า เราก็ต้องมีหน่วยงานในการควบคุมมาตรฐานในการสร้างภาพยนตร์ไทย เพื่อให้เห็นว่า เราไม่ได้ทำแต่หนังโป๊ เราผู้สร้างก็ควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเรียกร้องควบคู่ไปกับการนำเสนอด้วย”

ด้านนางเอกค้างฟ้าที่แจ้งเกิดจากหนังเรื่อง “บุญชู” อย่าง “แหม่ม” จินตหรา สุขพัฒน์ กล่าวแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าว ด้วยความคิดเห็นที่สวนทางกับคนอื่น ว่าหากหนังเป็นสื่อ แล้วไม่มีการเซ็นเซอร์ ก็ไม่เห็นด้วย

“ไม่เห็นด้วยเลย เพราะแค่นี้ก็จะควบคุมอะไรไม่ได้อยู่แล้ว มันจะเสรีเกินไปหรือเปล่า ยิ่งถ้าหากไม่มีใครคอยควบคุมมันก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ก็ขอให้มันมีอะไรที่ควบคุมได้ไว้บ้างดีกว่า แต่ถ้าหากคิดว่ามีความพร้อมพอที่จะสามารถควบคุมได้ ไม่ให้งานออกมาผิดศีลธรรมจรรยา ก็ไม่เป็นไร สำคัญคืออยากให้พร้อมมากกว่านี้ก่อน บ้านเราก็ไม่รู้ว่าจะสามารถขนาดไหน ขนาดสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี ก็ยังเห็นมีบางคำพูดที่ไม่เหมาะสมออกมา

ถ้าคนที่มีวิจารณญาณพอที่จะไม่ผลิตงานที่ไม่เหมาะสมออกมา ก็ไม่เป็นไร แต่ก็ยังมีอีกหลายพวกที่ต้องการเอาแต่ได้ จ้องจะขายอย่างเดียว แต่ตรงนี้แหม่มก็ไม่รู้เรื่องรายละเอียดอะไรเลย ไม่รู้ว่าพูดออกไปแล้วจะดีหรือเปล่า เพราะความรู้นี้ถือว่าใหม่สำหรับแหม่มมากๆ แต่ท่านมุ้ยออกโรงเองขนาดนี้ ก็แสดงว่าท่านอาจจะคิดดี มีมาตรการอะไรรองรับแล้วก็ได้” นักแสดงมากฝีมือรุ่นเก๋า กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องเฝ้าติดตาม ว่าสุดท้ายแล้ว คนทำหนังไทยจะสมหวังหรือไม่

ที่มาจากหนังสือพิมพ์