ไขก๊อกชีวิต “ต๊อก” ศุภกรณ์ หนึ่งเดียวของนักแสดงไทยใน “แรมโบ้ 4”

Home / ข่าวหนัง / ไขก๊อกชีวิต “ต๊อก” ศุภกรณ์ หนึ่งเดียวของนักแสดงไทยใน “แรมโบ้ 4”

แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับบทบาท “ปุ๊ ระเบิดขวด” ในภาพยนตร์เรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” แม้ชีวิตในแวดวงบันเทิงของผู้ชายที่ชื่อ “ต๊อก” ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ จะไม่ได้ดังสุดโต่ง หรือมีกระแสข่าวให้ใครๆ พูดถึงตลอดเวลา หากเทียบกับนักแสดงส่วนมากในยุคนี้

แต่เชื่อเหลือเกินว่าผู้ชายคนนี้ต้องมีอะไรดีๆ ในตัวอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่ได้คว้ารางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง “เสือโจรพันธุ์เสือ” นอกจากนี้ยังได้รางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมจากประเทศเกาหลีในหนัง “มนต์รักทรานซิสเตอร์”

ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดยังได้เป็นนักแสดงไทยคนเดียวที่ถูกคัดเลือกให้แสดงในหนังฮอลลีวู้ด “แรมโบ้ 4” ผลงานการกำกับภาพยนตร์ และแสดงนำของ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ที่เข้ามาถ่ายทำในเมืองไทยอยู่ในขณะนี้ 

วันนี้ “คม ชัด ลึก” มีนัดพูดคุยกับ “ต๊อก” ศุภกรณ์ ด้วยบรรยากาศแบบสบายๆ ที่ร้านก้ามปู ซึ่งเป็นร้านสุดโปรดของเขา ต๊อก ท่าทางเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย เพราะเพิ่งกลับจาก จ.เชียงใหม่ มาแบบสดๆ ร้อนๆ เพื่อตรงดิ่งมายังที่นัดหมาย หลังจากดื่มน้ำคลายความอบอ้าวแล้ว เราก็เริ่มเปิดฉากการสนทนากับผู้ชายคนนี้ในทันที


คุยฟุ้งเรื่อง “แรมโบ้ 4” 

ที่มาของการก้าวมาแสดงในหนัง “แรมโบ้ 4”

ก่อนหน้านี้ก็มีการคัดเลือกนักแสดงจากแอลเอส่วนหนึ่ง และก็มีการคัดจากเมืองไทยด้วยในส่วนที่เป็นกะเหรี่ยง ทุกตัวจะถูกเลือกโดย สไลน์ (ซิลเวสเตอร์) หมด ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้หรอก ตอนที่มาแคสติ้งต่อหน้า สไลน์ ผมตื่นเต้นมากเลย ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ผมเห็นเขาเดินมาจากรถตู้ มีคนรายล้อมเขาเยอะมาก ผมก็แสดงให้เขาดู จากนั้นเขาก็มาตบๆ บ่าผม บอกว่ามาสนุกกันนะพ่อหนุ่ม ถัดมาอีกแค่อาทิตย์เดียว เขาก็นัดเจอผม บอกว่าผมได้เล่น ให้ผมไปอาบแดดเพราะอยากให้ตัวดำ และก็ต้องไปเรียนภาษาพม่า ซึ่งจริงๆ ในเรื่องผมพูดไม่เยอะหรอก แต่เขาต้องการให้เหมือนกับเป็นภาษาของผมเลย ให้คล่องปาก เขาค่อนข้างที่จะเฮี้ยบ คือ สไลน์ เขาอายุ 60 ก็จริง แต่เขายังมีความเป็นวัยรุ่น พูดจานักเลง ฟิตตลอด ไปไหนจะยกเหล็กตลอด

 

ทราบว่า “แรมโบ้” เป็นฮีโร่ในดวงใจ วันนี้ได้มาทำงานกับแรมโบ้ความรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง

รู้สึกเหมือนบังเอิญด้วย และก็ดีใจด้วย เพราะตอนเรียนอำนวยศิลป์ ผมเป็นประธานนักเรียนฉายาของผมคือ แรมโบ้ เพราะไม่กล้าบอกใคร ว่าเราชื่อต๊อก ตอนนั้นเพลง ล้อต๊อก ดังมาก เพื่อนก็เลยเรียกแรมโบ้มาตลอด เพราะชอบใส่เสื้อผ้าทหาร กระเป๋าก็เป็นแบบทหาร และเด็กๆแม่ก็พาไปดูหนังเรื่องนี้ ไปดูทุกภาค และแรมโบ้ก็เป็นฮีโร่ประจำใจของแม่ผมด้วย แม่ผมบอกว่ามันบ้าพลังดี พอได้เล่นเรื่องนี้ก็โทรบอกแม่ด้วย

พอได้มาทำงานเรื่องนี้กับเขา ผมว่าเขาค่อนข้างได้เปรียบ เพราะเขาเป็นนักแสดงและกำกับเองด้วย เขาสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เยอะ เพราะเขาเป็นเจ้าของเงิน ห้ามใครขวาง เพราะเขามีอะไรในหัวอยู่แล้ว เขาจะตั้งใจและชัดเจนมากกับการทำงาน เหมือนเราเรียนหนังสือกับอาจารย์ที่ดุมากๆ แต่พอเลิกกองเขาก็จะเล่นนะ


ได้เข้าไปสัมผัสการทำงานแบบเต็มตัวกับทีมงานต่างชาติมีอะไรที่เราต้องเรียนรู้หรือปรับในเรื่องของการทำงานบ้าง

ตอนแรกผมมีอะไรผมจะไปพูดกับผู้ช่วยผู้กำกับ แต่ตอนหลังก็รู้ ว่าไม่ว่าจะอะไรก็ต้องคุยกับผู้กำกับคือ สไลน์ คนเดียว เพราะเขาคุมทุกอย่างทั้งหมด ปกติผมเล่นหนังก็เป็นตัวนำ แต่พอมาวันนี้เรามาเป็นตัวเสริม เป็นตัวสมทบ เราก็ต้องทำตามคำสั่งที่เขาต้องการ มีบางฉากที่ผมจะเพิ่มการแสดงลงไป เขาก็บอกไม่เอา เพราะทุกอย่างเขาออกแบบมาหมดแล้ว บางทีไปตีลังกาเขาก็บอกว่าไม่ได้ แต่อะไรที่เขาบอก ว่าต้องทำเราก็ต้องทำให้ได้

ระบบงานของเขามันจะแตกต่างกับเราเยอะ ตรงที่เขารวยกว่า เขาจะทำอะไรก็ได้ และเขาจะเซฟทุกอย่างเลย ผมเล่นหนังไทยไม่เคยใช้เซฟตี้ มาเรื่องนี้เซฟทุกอย่าง เพราะสมมติว่าใครเป็นอะไรขึ้นมางบประมาณเขาบานปลายแน่ ที่สำคัญคือเรื่องของเวลา เมืองนอกเขาจะเป๊ะมาก สายนาทีเดียวก็ไม่ได้ หากคุณสายต้องมีรายงาน ว่าเพราะอะไรถึงช้า ถึงไม่ทัน


บรรยากาศในการทำงานสนุก มัน กดดัน หรือเครียด แค่ไหน

จะบอกว่าสนุกก็สนุกนะ แต่ผมว่ามันเต็มไปด้วยความตั้งใจ แต่ละคนเขามีชื่อมาทั้งนั้น มารวมกันในกองก็เหมือนคนเจ๋งๆ มารวมกันทั้งนั้น และเขาจะมีเก้าอี้ให้นั่งประจำคนละตัวโดยเขียนชื่อเอาไว้ ในเรื่องผมชื่อ เมี่ยน หรือมะหิ่น เขาก็จะเขียนชื่อ เมี่ยน เอาไว้


คิดไหมว่าการทำงานครั้งนี้เป็นเหมือนบันไดให้เราก้าวสู่งานในฮอลลีวู้ดต่อไป

ผมว่าส่วนหนึ่งที่ผมได้รับคัดเลือกอาจจะเป็นงานต่องานก็ได้ เพราะงานที่ผ่านมาของผม จะเป็นงานเซอร์ๆ หรือผู้กำกับคุณภาพที่ทำงานส่งออกนอก เป็นหนังทำกล่อง เลยทำให้ผมมีงานนี้เข้ามา ผมจะไม่ค่อยมีภาพในข่าวกอสซิปหรือซุบซิบ แต่ภาพผมจะไปอยู่ในส่วนของงานแบบนี้มากกว่า พอได้มาทำงานตรงนี้ เราก็เหมือนกับต้องแข่งกับตัวเองตลอด เพราะทีมงานฝรั่งเขาจะไม่เชื่อมือเราจนกว่าเราจะทำให้เขาเห็นต่อหน้า

บทของ เมี่ยน (แปลว่าตี๋ใหญ่ พี่ชายคนโตของบ้าน) ถือว่าเป็นบทหลักในเรื่องเหมือนกัน คือจะเป็นกะเหรี่ยงที่พากลุ่มมิชชันนารีเข้าไปในป่า และตอนหลังก็มาช่วยร่วมรบ จนได้เจอกับแรมโบ้


ภูมิใจแค่ไหนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในหนังเรื่องนี้

ก็แก้มปลิ้น แต่ผมก็ต้องตัดรายการที่ติดต่อเข้ามา เพราะคิวผมไม่มีให้จริงๆ ต้องไปถ่ายหนังที่เชียงใหม่ตลอด เสียไป 3 รายการ ถามว่าเสียดายไหม ผมมองว่าโอกาสที่จะได้เล่นหนังมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกส่วนหนึ่งก็คือ มันเป็นงานต่องานจริงๆ สมมติว่าเราทำงานที่เราทำอยู่อย่างเต็มที่ หากได้รับรางวัลหรือกล่องขึ้นมามันได้ผลจริงๆ

ยิ่งบ้านเรากับเมืองนอกยิ่งต่างกัน เขาอายุ 60 ยังเล่นเป็นตัวนำเลย ของเราเลย 20 ก็จะเล่นเป็นพ่อกันแล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องของระบบการเงิน เพราะจ้างนักแสดงใหม่ถูกกว่า เพราะฉะนั้นจะทำให้นักแสดงที่ฝีมือคุณภาพหายไป ซึ่งก็ต้องทำใจให้ได้ รับสภาพที่เป็นอยู่ อาชีพนี้เราสวนทางกับเมืองนอกจริงๆ ของพี่ไทยเราตั้งราคากันขึ้นมาใหม่ให้เด็กๆ ตอนนั้นผมเลยคิดว่าได้กล่อง ได้รางวัลมาไม่เห็นจะอะไร แต่พี่อุ๋ย (นนทรีย์ นิมิบุตร) บอกว่ากล่องคือรางวัลชีวิต ซึ่งวันนี้มันจริงๆ การที่ผมได้มาเล่นหนัง แรมโบ้ ยังไงเสียเขาก็ต้องดูผลงานและประวัติการทำงานที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ด้วย


เส้นทางชีวิตการทำงาน

ดูเหมือนว่าเส้นทางชีวิตของต๊อกในอาชีพนี้จะราบเรียบเป็นเส้นตรงมาก

ใช่เลย เพราะผมจะชอบใช้ชีวิตของผมแบบสมถะ ไปไหนก็ได้ สบายๆ ไม่ใช่ต้องมาโดนปาปาราซซีตามตัว และผมเลือกที่จะเป็นเองตั้งแต่แรกที่เข้ามาทำงาน ผมจะเป็นคนนิ่งๆด้วย อาจจะไม่มีคนสนใจ เพราะไม่มีประเด็นก็ได้ (หัวเราะ) ก็มีคนเข้ามาติดต่องาน แต่ผมก็จะเลือกงานที่ผมอยากทำจริงๆ บางทีงานได้เงินน้อยก็ทำ ที่ผ่านมาก็ทำแอ็คติ้งโค้ชหนังโฆษณา ทำมาหลายตัวเหมือนกัน งานพวกนี้ก็ชอบเหมือนกัน คือผมหายจากหน้าจอ แต่ผมก็ยังทำเบื้องหลัง


ไม่ได้ทำงานโดยยึดหลัก น้ำขึ้นให้รีบตัก

คือผมก็หาหนังเล่นไปเรื่อยๆ ผมรักการแสดง รักหนัง เรื่องน้ำขึ้นให้รีบตัก มันเป็นเรื่องของมุมมองแต่ละคน แต่ที่สำคัญคือการรักษาคุณภาพมากกว่า เราต้องพยายามเติมไฟให้ตัวเองเสมอ จะยังไงงานต้องดี


ไม่ค่อยมีข่าวต๊อกสักเท่าไร เป็นเพราะเก็บตัวหรือเปล่า

ผมไม่ค่อยมีข่าวอยู่แล้ว ผมไม่ค่อยเดินสยาม (ยิ้ม) ชีวิตผมมันอยู่แต่ในป่า อยู่แต่ในโฮมสเตย์ ผมมีความสุขมากเลยนะ กับการอยู่ที่นั่น พอถึงเวลาก็มาทำงานในกรุงเทพฯ อยู่กลางป่า อยู่กับชาวเขา อยู่กับฝรั่งที่ไปเที่ยวที่นั่น มันมีความสุขนะ ยิ่งตอนนี้ผมทำโฮมสเตย์อยู่ ต.แม่ตะมาน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ชื่อ “ดาวดอย” ยังไม่ได้เปิดสมบูรณ์ ตอนแรกๆ ทำเพราะเป็นการรวบรวมหมู่บ้านชาวเขา ให้ชาวเขามาอยู่รวมกัน ตอนหลังชาวเขาเขารวยแล้ว เขาไปซื้อที่อยู่เอง เขาก็ทิ้งเราไป (หัวเราะ) คือความคิดมันเปลี่ยนได้ตลอด คนอยู่ในป่าต้องการเข้าเมือง คนอยู่ในเมืองต้องการเข้าป่า

แต่พอหลังๆ ผมได้เจอกับชาวเขาที่เขาเข้าเมือง เขาก็รู้แล้ว ว่าในเมืองมันไม่เหมือนตอนที่เขาอยู่บนดอยเลย อยู่ในเมืองมันไม่มีเวลาเลย หลังพระอาทิตย์ตกยังต้องทำงาน แต่บนเขาไม่ใช่ หลังอาทิตย์ตกก็คือพักผ่อน ตัวผมเองถ้าไม่ได้ทำงานที่กรุงเทพฯ ก็จะกลับไปที่โฮมสเตย์ตลอด บนเขาผมได้เจอเพื่อนเยอะนะ เจอนักเขียน เจอคนหลายอาชีพที่เขาไปใช้ชีวิตที่นั่น


ชีวิตได้อยู่กับแสงสีในกรุงเทพฯ เวลาเดียวกันก็ได้สัมผัสกับความสงบในป่า ทำให้เรามองเห็นอะไรหลากหลายขึ้นไหม

มันหยินหยางดี มากรุงเทพฯ เหมือนมาบู๊ มาแอ็คชั่น พอกลับไปบนดอย ไปอยู่ป่า ก็เหมือนกับใช้ชีวิตแบบคอมเมดี้ สบายๆ อยู่ที่นั่นสบายมาก ทำอะไรก็ได้ แก้ผ้าเต้นก็ได้ มาอยู่กรุงเทพฯ สิ เจอคนก็อาจทักว่าทำไมโทรมจัง แบบนี้ก็เป็นได้


วางแผนกับงานไว้อย่างไรบ้าง

ผมก็จะทำงานตรงนี้ไปเรื่อยๆ ยิ่งตอนนี้กลุ่มคนทำหนังจะไปอยู่เชียงใหม่กันเยอะมาก เพราะกรุงเทพฯ เขาไม่มีอะไรให้ถ่าย ผมว่า 90 เปอร์เซ็นต์ที่เมืองนอกจะมาถ่ายหนังจะอยู่ที่เหนือกับใต้มาก เชียงใหม่น่าอยู่ คือที่นั่นจะมีป่ากับเมืองในที่เดียวกัน มีครบทุกอย่าง อนาคตผมอาจจะใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น

อย่างตอนนี้ผมยังพอมีชื่อเสียงก็ทำให้เราช่วยคนได้ ที่ทำอยู่ก็คือโครงการที่รวบรวมเป็นสมาคมเกี่ยวกับชาวเขา ในการให้การศึกษาเด็กชาวเขา แล้วเชื่อไหม ว่ามีหลายคนที่เป็นเด็กดอย แต่ก็ได้ไปเป็นดอกเตอร์ เป็นสารวัตร บางทีคนกลุ่มน้อยเขาสู้มาก สู้กว่าคนในเมืองเสียอีก มันทำให้เราได้เรียนรู้ และต้องมีไฟในตัวเสมอ


ไขสี่ห้องหัวใจของ “ต๊อก”

กับชีวิตคู่วางแผนไว้อย่างไร

ผมว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของพรหมลิขิตมากกว่า คบกันอะไรผิดก็ค่อยมาปรับ อะไรถูกเขาก็ตามเรา ตัวจ๊ะอุ๊ย (ทัศรินทร์ พันธุ์แพ) เอง เขาก็ลุยๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมาก อย่างไม่เจอกัน 3 เดือน เขาก็อาจจะมีบ่นๆ บ้าง ว่าอะไรจะขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาก็ทำงานเหมือนกัน เรื่องแต่งคงยัง คิดว่ายังไม่มีโปรแกรมสำหรับเรื่องนี้ ยังไม่มีหมายกำหนดการ

แอบห่วงชีวิตโสดหรือเปล่า

ไม่ใช่อย่างนั้น ดูๆ แล้วน่าจะอีกสักพัก ขอทำงานหลักให้เสร็จก่อน เพราะตอนนี้แม่ผมกำลังจะย้ายไปดูงานที่โฮมสเตย์ เพราะเขาปลดเกษียณแล้ว บั้นปลายชีวิตคงอยู่ที่นั่น เพราะแม่ผมทำงานมาตั้งแต่สาวๆ ไม่มีวันหยุด เพราะบ้านผมเป็นยี่ปั๊ว อาชีพเสือนอนกิน แต่ไม่มีเวลาพัก เลยอยากให้เขาไปใช้ชีวิตอยู่แบบสบายๆ ที่นั่น ตัวผมเองก็อยากจะสร้างฐานชีวิตให้พร้อม เพราะเห็นหลายครอบครัวที่ไม่พร้อม แล้วสงสารชีวิตคู่ เงินเป็นส่วนสำคัญในการสร้างทุกอย่าง


มุมมองความรักในแบบฉบับต๊อก

ผมว่าความรักมันคือการให้ทั้งหมด ให้ใจ ให้อภัย ให้เวลา การให้คือสิ่งสำคัญที่สุดอยู่แล้ว

ได้กระทบไหล่ แรมโบ้ ตัวจริงเสียงจริงขนาดนี้แล้ว สงกะสัยคงมีหลายคนแอบอิจฉา “ต๊อก” ศุภกรณ์ อยู่ไม่ใช่น้อย เราคนไทยยังไงก็อย่าลืมให้กำลังใจรอชมผลงานของหนุ่มไทยคนนี้ด้วยนะก๊าบ…

ที่มาจากหนังสือพิมพ์