อัพเดทข้อมูล “โน้ส-อุดม แต้พานิช”

Home / ข่าวหนัง / อัพเดทข้อมูล “โน้ส-อุดม แต้พานิช”

โดย ชมพูนุท นำภา


รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วว่าเป็นลูกชาย “คุณนายทองสุข” บ้านเกิดอยู่จังหวัดชลบุรี มีพี่น้อง 3 คน เข้าเรียนที่เพาะช่าง แต่ไม่จบ ออกมาทำงานเขียนการ์ตูนพักหนึ่ง แล้วจึงเข้าร่วมงานบันเทิงกับเจเอสแอล รายการวิก 07 แล้วมายุทธการขยับเหงือก ซึ่งเป็นรายการที่ทำให้ “โน้ส” แจ้งเกิดในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว

ต่อจากนั้นอีกหลายปีได้สร้างตำนาน “ตลกคนเดียว” หรือ Stand Up Comedy ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย ในการแสดงชื่อ “เดี่ยวไมโครโฟน” เมื่อปี 2538

วนเวียนเล่นหนังอยู่ในวงการบันเทิงเป็นระยะๆ มีหายหน้าไปพักหนึ่งเพราะผิดหวังจากคนรอบข้าง

ปัจจุบันโน้สอายุ 39 ปี ยังเป็นหนุ่มรุ่มรวยอารมณ์ขัน ความคิดก้าวหน้า และมีอาการติสต์แตกวันละ 3 เวลาหลังอาหาร

มีข่าวเรื่องแฟนด้วย-เพราะเวลานี้มีแฟนแล้วเป็นเจ้าของร้านไอศครีม “ไอเบอร์รี่”

ล่าสุด ได้รับการทาบทามให้เล่นละครเวทีเรื่อง “ชายกลาง” ของ “เวิร์คพ้อยท์” มี ประภาส ชลศรานนท์ เป็นโปรดิวเซอร์ และสังข์ (108 มงกุฎ) เป็นผู้กำกับเวที

ทั้งหมดที่ว่าเป็นข้อมูลเบื้องต้นล่าสุดของโน้ส-อุดม เท่านั้น

หากอยากจะรู้รายละเอียด..นี่เลย…เขาจะอัพเดทให้


งานแสดงช่วงนี้เป็นยังไง เยอะ?

อ๋อ ร้อนเงินครับ (หัวเราะ) ไม่ได้ทำอะไรมา 5 ปีแล้ว มันคงเป็นตามน้ำด้วย ได้เล่นหนัง “โคตรรักเอ็งเลย” แล้วก็มาเรื่อง “เมล์นรก หมวยยกล้อ” พอเสร็จจากเรื่องนี้ คุณสังข์-ผู้กำกับละครเวทีเรื่องชายกลางเขาก็เสียบมาเลย ได้จังหวะพอดี อ่านบทแล้วเห็นว่าบทดีก็รับ


ก่อนหน้านี้เล่นละครเวทีล่าสุดเมื่อไหร่?

15 ปีที่แล้ว เคยเล่นหลายเรื่อง ตั้งแต่สมัยอยู่กลุ่มละครช่อมะกอก เพราะเข้าวงการมาด้วยการเล่นละครเวที เล่นหมด เป็นหนู เป็นแมว เป็นนิทานเด็ก แล้วมาอยู่กลุ่มศิษย์สะดือ เล่นเรื่อง “ความรักมาลัยในห้องไอซียู” “บ่งหนามออกแล้วบอกรัก” “บริษัทจำกัดฝัน” อะไรแถวๆ นี้ หลังจากนั้นพอเข้ามาในวงการทีวีก็ไม่ได้เล่นอีกเลย


มีช่วงหนึ่งที่หายหน้าไป?

ใช่ แต่ตอนนี้ออกจากถ้ำมาแล้วครับ ตอนนั้นอยู่ในถ้ำมานาน แล้วช่วงนี้สุขภาพจิตค่อนข้างดีนะ ชีวิตค่อนข้างดี ได้ทำงานที่ตัวเองชอบทั้งนั้นเลย


ทำไมถึงออกจากถ้ำได้ล่ะ

โห…อย่างนี้ต้องตอบยาว เอาเป็นว่าโตขึ้นมั้งครับ วุฒิภาวะมันจะเป็นไปตามอายุ ปล่อยวางอะไรได้มากขึ้น

อะไรที่ไม่ดีผิดหวังก็ลืมไปแล้ว ผมข้ามช่วงนั้นมาแล้ว การจะข้ามได้ในชีวิตจริงนี่มันยากนะ บางคนติดอยู่ในวังวนกับดักของตัวเอง แต่เราโชคดีที่ข้ามมาได้


ทำยังไง?

พูดตรงๆ ใช้หลักธรรมะนั่นแหละ แต่ไม่อยากพูดมาก เดี๋ยวดูเหมือน…นึกออกไหม “ดาราธรรมม้า-ธรรมะ” แล้วมันไม่เข้ากับหน้าเลย เอาเป็นว่าการได้เห็น ได้อยู่กับตัวเอง ใช้ธรรมชาติบำบัด ศิลปะบำบัดตัวเอง อยู่เชียงใหม่มาตั้งหลายปี อยู่แต่กับบ้านวาดรูปอย่างเดียว



บ้านที่เชียงใหม่ยังไปอยู่รึเปล่า?

ไปๆ มาๆ ตลอด ส่วนใหญ่ผมจะอยู่ที่นั่น แต่ถ้าทำมาหากินก็จะลงมาที่กรุงเทพฯ แล้วเอาเงินไปให้ชาวเชียงใหม่ (หัวเราะ)

คือไม่ชอบกรุงเทพฯ ผมเบื่อรถติด อยู่กรุงเทพฯวันหนึ่งทำได้อย่างเดียว อยู่เชียงใหม่วันหนึ่งทำได้ 5-6 อย่าง ใช้จักรยาน มอเตอร์ไซค์กะล็อกก๊อกแก็กไปไหนมาไหน คือจังหวะชีวิตที่เชียงใหม่มันเท่ากับจังหวะชีวิตของเราพอดี

ที่กรุงเทพฯมันเทคโนแดนซ์ ตื้ด ตะตื้ด ตื้ด เซเย่..ซอย 4 อ่ะ จังหวะแบบนี้ต้องอัพยาถึงจะเต้นทัน มนุษย์ธรรมดาเต้นไม่ทันหรอก


ชีวิตในหนึ่งวันทำกี่อย่าง

งานที่เข้ามาเยอะ แต่อยู่ที่เราเลือก เหมือนอาหารมันวางอยู่ตรงหน้า เราก็เลือกที่มันเหมาะกับเรา อย่าไปดัดจริตกินอะไรที่เรากินไม่เป็น สมมุติมีอาหารอยู่ร้อยชนิด แล้วมีส้มตำ กับเนื้อย่างติดมัน ผมก็ต้องหยิบก่อนเพราะผมชอบ ส่วนอาหารฝรั่งกินไม่เป็น ก็ไม่หยิบ

แล้วทำไมเลือกเล่นละครเวที “ชายกลาง”
เพราะว่าเคยไปชิมมาแล้วเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนเป็นละคร”ถาปัตย์ มันแซ่บดี แล้ววันหนึ่งเขาก็เอากลับมาอีก คราวนี้เราไม่ใช่แค่เป็นคนชิมแล้ว แต่เป็นคนปรุงมันด้วย มันก็ยิ่งตื่นเต้นไปใหญ่

ถ้าพูดจริงๆ ก็ต้องบอกว่าบทละครดี ตลก เขาเรียกว่าสไตล์โรแมนติค คอมเมดี้ ล้อเลียนเสียดสี เป็นเรื่องของตัวละครต่างๆ ที่เราเจอในละครน้ำเน่าทั่วไป ชายกลาง ตัวอิจฉา หญิงแม่ อะไรพวกนี้ เป็นละครน้ำเน่าซ้อนน้ำเน่าซ้อนน้ำเน่าอีกที รับประกันความตลก


จะเล่นเมื่อไหร่ เปิดแสดงน่ะ

มีทั้งหมด 13 รอบ เริ่มตั้งแต่วันที่ 21-29 กรกฎาคม เวลาประมาณทุ่มครึ่ง รู้สึกจะเริ่มขายบัตรวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน สอบถามได้ที่ไทยทิคเก็ตมาสเตอร์ทุกสาขา


งาน ชีวิต วางแผนอย่างไร?

ไม่มีแผน ใช้ชีวิตแบบแบ๊คแพค คือมีชีวิตอยู่สองชนิดจะใช้แบบไหน แบบแบ๊คแพค หรือแบบเถกิงทัวร์ แบบหลังจะไปไหนก็จะมีแพลน เข้าใจไหม 3 วัน 16 ประเทศ ต้องนอนเวลานี้ ตื่นเวลานี้ ผิดกับแบบแบ๊คแพคที่เวลาไปบางทีเราก็ยังไม่รู้ว่าจะนอนตรงไหน แต่เรารู้ว่าไปดุ่ยๆ เจออะไรสนุกเราก็แวะ เหนื่อยก็พัก อยากดูอะไรก็ดู


แล้วเป้าหมายชีวิตวันข้างหน้า

ก็อย่าไปกังวลมันสิ ชีวิตมนุษย์นะ เราจะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันทีถ้าเราคิดถึงอนาคต แต่ถ้าไม่อยากกลุ้มใจมากก็ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปเอาชีวิตในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน

คนหลายคนเป็นแบบนี้ชอบคิดว่าอนาคตอยากจะมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ พอคิดปุ๊ปก็จะเดือนร้อนเลย จะรุ่มร้อนอยากจะมีอยากจะได้ เผอิญเราคิดอย่างนี้ คือเราไม่รวยก็ไม่เป็นไร ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิต


ที่ผ่านมาทำงานแต่ละอย่างประสบความสำเร็จ น่าจะรวยนะ

เราทำมาใช้ไป เราไม่ได้เก็บเงินประเภทขี้เหนียว แต่มีออมบ้างนิดหน่อย ถ้าตามหลักนักการเงินแล้วนี่ ผิด แต่นักการเงินไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตเหมือนผม 

ผมโดนโกงหนักๆ 4 ครั้ง ขโมยขึ้นบ้าน 6 ครั้ง แล้วโดนคนยืมเงินแล้วไม่คืนอีกประมาณ 20 คน แล้วแต่ละคนหลักแสนขึ้นไปจนถึงหลักล้าน นึกออกไหม ดังนั้น เมื่อเรามีเงินแล้วนี่– ขอกูใช้เงินกูบ้างเถอะ เพราะวันที่กลับมาดูบัญชีแล้วมันไม่มีเงิน คนอื่นเอาไป คุณจะเข้าใจว่าหัวอกผมเป็นยังไง ฉะนั้นใช้ไปเถอะ เงินมันไปเดี๋ยวมันก็มา


แล้วจะดูแลคนที่จะมาอยู่ด้วยได้เหรอ?

ก็นั่นนะสิ แล้วเราเอาเขามาดูแลทำไม ให้เขามาดูแลเราสิ (หัวเราะ) ว้ายยย….พูดอย่างนี้แย่เลย เอาน่า…มันอาจจะเป็นวัยนี้คิดอย่างนี้มั้ง มันคงจะเป็นไปตามธรรมชาติของมัน


สงสัยโดนยืมเงินแล้วไม่ใช้คืนสองครั้งก็น่าจะระวังตัวได้

คือมันมาในรูปแบบแตกต่างกันไป เหมือนกับคนที่อกหักแล้วบอกว่าจะไม่อกหักอีกแล้ว ไม่มีทางหรอก

แล้วมันเจอแบบซื่อๆ บื้อๆ เลย แบบว่าตื้นๆ งงอีก คือมันซับซ้อน เหมือนกับเรื่องโกง เราไประวังตรงโน้น มันก็มาตรงนี้ เออ…อย่าพูดดีกว่ามันจะพาดพิงหลายคน เอาเป็นว่าเรามันโง่เอง อย่าไปโทษคนอื่นเขาเลย


ข่าวบ้านเมืองล่าสุดตอนนี้ คตส.สั่งอายัดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว

อ้าว เหรอ แปลว่าซื้ออะไรไม่ได้แล้วสิใช่มั้ย อู้หู แล้วยังม็อบพระอีก รู้สึกบ้านเมืองปั่นป่วนจังเลยเนอะ


อย่างนี้ต้องไปดูเดี่ยวของโน้ส-อุดม แก้เครียด

ยัง ยัง ทำปีนี้ไม่ได้ น่าจะเป็นต้นปีหน้า ให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยก่อน


ความรักตอนนี้เป็นยังไง?

ถือว่าดีนะ ไปช้าๆ แล้วก็โตๆ กันแล้ว อยู่ในระหว่างการคบหาดูใจ กำลังดูรสนิยมซึ่งกันและกันอยู่ พอผ่านช่วงเวลาไปยิ่งนานเท่าไหร่ ตัวตนของเราจริงๆ จะยิ่งออกมาเรื่อยๆ ผมเคยเขียนไว้ว่า ความรักคือการยอมรับความเฮงซวยของอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด (ยิ้ม)


ถ้าตอนนี้เจอคนที่ใช่แต่ไม่สวย โน้ส-อุดมจะจีบไหม

ตอนนี้เหรอ ตอนนี้ก็จีบสิ พอโตขึ้นน่าจะรู้ว่าหน้าตาไม่เกี่ยว เคยเห็นเด็กวัยรุ่นมหาวิทยาลัยจะชอบบอกว่าขอผู้ชายขาว ตี๋ เกาหลีหน่อยๆ ใส่แว่น ฉลาด ไฮโซก็ดีมีรถสปอร์ตขับ พูดภาษาอังกฤษได้อะไรอย่างนี้

เราเห็นเด็กพวกนี้เรารู้เลยว่าคุณจะไม่เจอคนที่หาหรอก ถึงมีมันก็ไม่เอาแก หรือถึงมันเอาแกนิสัยมันก็จะ… คือธรรมชาติจะไม่ส่งอะไรมาให้ขนาดนั้น นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้

ถ้าได้หน้าตาดีก็ถือว่าเป็นโชค แต่หน้าตามันไม่ใช่ข้อแรกแล้วตอนนี้ มันคือใครสักคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ผมถือเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นคู่กัน

สมัยนี้หลายคู่แม้จะรักมันมาก แต่ก็เลิกกันง่าย
จริง ก็ความอดทนมันน้อยลง คนทุกวันนี้แ- ่งรออะไรไม่เป็น สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมแบบมาม่า สังคมฟาสต์ฟู้ด เราต้องการอะไรที่เร็วๆ แล้วเห็นผลทันตา เราไม่สามารถรอการบ่มเพาะได้

ความรักก็เหมือนกัน เวลาไปเจอกันในผับ เราปิ๊งกันเร็วมาก แล้วคืนนั้นเราก็บอกรักกันเลย แล้วก็ได้กันเร็วมาก สุดท้ายจะไปหวังรักแท้จากกัน พอไม่ได้ก็เลิก เพราะทุกอย่างมันรวดเร็วไปหมด

หรือความคิดถึงมันไม่ได้เป็นความคิดถึงอีกต่อไปแล้ว มันเป็นการส่งแมสเซสความคิดถึงที่คุณส่งครั้งหนึ่งประมาณ 20 คน มันไม่มีคุณค่า มันเป็นแมสเซสโหลๆ ที่เราไปจำเขามา


แล้วความรักของผู้ชายชื่ออุดมเป็นไง?

อย่าไปตามจังหวะมัน เต้นในจังหวะที่เราถนัด สมมุติว่าผมมีความรัก ผมก็จะเต้นตามจังหวะของผมเอง เราก็ไปชวนคนที่เรารักมาเต้นในจังหวะที่เราค่อยๆ เต้นไป อย่าไปเต้นตามเสียงเชียร์ของคนรอบข้าง

คือของทุกอย่างเราเชื่อว่ามันต้องการการบ่ม หรือพระอาทิตย์มีเวลาขึ้น เร่งไปก็ทุกข์ใจเอง เราว่าตอนนี้คำว่าสโลว์ มันมีความสำคัญมากสำหรับยุคนี้ อยากจะเปิดร้านสโลว์ฟู้ดบ้าง เพราะมีแต่ฟาสต์ฟู้ด


เป็นยังไงร้านสโลว์ฟู้ด

คือผมเพิ่งไปเซี่ยงไฮ้มา ผมไปเจอร้านบะหมี่ร้านหนึ่ง อยู่ในตรอกเล็กๆ จำชื่อถนนไม่ได้ เขาทำบะหมี่ทีละชาม ไม่ใช่เอาหมี่ทีละก้อนมาลวกทีละชามนะ เขาเริ่มปั้นจากเป็นแป้ง คนก็นั่งรอ จับยืดแล้วเอามือตบ แล้วดึงออกมา ปื้ดดด…มันก็เริ่มเป็นเส้นแต่เป็นเส้นเท่านิ้ว เขาก็เริ่มปั้นอีก นวดอีกนิด แล้วก็เอานิ้วเกี่ยว แล้วก็ยืดตบอีก ทีนี้ก็เล็กเป็นครึ่งนิ้ว แล้วตบจนกว่าเส้นจะเล็กเท่าเส้นบะหมี่ แล้วค่อยเอาเส้นให้ผู้หญิงอีกคนลวก ผู้หญิงก็ค่อยๆ ลวก คิดดู

ผมนั่งรอตั้งนาน แต่เชื่อไหมเป็นการนั่งรอที่ได้ปรัชญาในการใช้ชีวิตว่า เฮ้ย ระหว่างรอเรารู้สึกมีความสุข ได้นั่งดูเขาทำ ดูเหมือนมีศิลปะ มีควันขึ้นมาจากหม้อ แล้วมันน่ากินมาก คือน้ำย่อยมันแทบจะแดกไส้ด้วยกันเองอยู่แล้ว (หัวเราะ) พอมันมาได้กินแล้วชื่นใจ ก็เลยคิดว่าเออ อยากจะทำร้านสโลว์ฟู้ดบ้างน่ะ แต่นี่เป็นแค่ไอเดียนะ


ทุกวันนี้ความคิดของอุดม แต้พานิช ถือว่านิ่งหรือยัง

ไม่นิ่งหรอก แต่มันช้าๆ


อะไรที่ทำให้ตกผลึกมาเป็นแบบนี้

วัยมั้งครับ ผมว่าชีวิต และการงานของผม สิ่งที่เรียนรู้ทุกวันนี้เกิดจากการทำผิดพลาดทั้งนั้นเลย เพราะว่าเราไม่เคยมีใครมาจับมือสอน ทำเดี่ยวก็ไม่มีใครสอน ก็เรียนรู้จากการทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เลยทำมันได้

การใช้ชีวิตก็เหมือนกัน การบริหารจัดการเรื่องการเงินก็เหมือนกัน เรามาจากครอบครัวแม่ค้า เราก็ไม่ได้เรียนบริหารธุรกิจมา ก็ทำไปตามประสา


เลยไม่กลัวความผิดพลาด

โฮ่ยย…ทุกวันนี้นะ แกร่งมาก อย่างแรงเลย ชินซะแล้ว ทุกวันนี้เวลาของหาย อย่างกระเป๋าตังค์หายคนรอบข้างยังเดือดร้อนแทนมากกว่าเราอีก

เขาก็ถามทำไมเราเฉยๆ โอ้ย หนักกว่านี้กูเจอมาแล้ว…(หัวเราะร่วน)

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

ภาพประกอบบางส่วนจาก http://www.udomteam.com/