วันที่รับดาบมาแล้วทั้ง 2 คม ของฟิล์ม รัฐภูมิ

Home / ข่าวหนัง / วันที่รับดาบมาแล้วทั้ง 2 คม ของฟิล์ม รัฐภูมิ

“วงการบันเทิงมันเป็นสังคมทั้งหมดที่โลกเห็น … ทำอะไรผิด คุณก็จะโดนคนทั้งประเทศว่าเอา”

ทุกวันนี้ คงมีน้อยคนเหลือเกินที่ไม่รู้จักนักร้องหนุ่มที่ชื่อ “ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” ซึ่งดังเป็นพลุแตกนับตั้งแต่แจ้งเกิดในวงการไปเมื่อ 5 ปีก่อน และความนิยมในตัวเขาก็มีมากถึงขั้นที่มีคนคาดการณ์ไว้ว่า วันนึงข้างหน้าเขาจะกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์คนใหม่ที่จะก้าวมายืนในตำแหน่งเดียวกับ “เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์”

แต่วงการบันเทิงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบฉันใด สิ่งที่นักร้องหนุ่มผู้นี้ได้รับก็ไม่ได้หมายถึงเพียงชื่อเสียงและคำชมฉันนั้น เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในแวดวงนี้ ฟิล์มเจอข่าวเสียๆ หายๆ มาแล้วทุกรูปแบบ บางครั้งก็หนักถึงขั้นเป็นประเด็นในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เลยทีเดียว

แล้วผู้ชายวัย 23 ปีคนนี้ คิดเห็นอย่างไรกับชีวิตในวงการบันเทิง? ไปฟังความในใจของเขาพร้อมๆ กัน

“มันต่างกันอยู่แล้วฮะ” ฟิล์มหมายถึงรูปแบบชีวิตของคนทั่วไปกับนักร้องนักแสดงอย่างเขา

“ในแง่สังคม คนภายนอกเขาก็จะมีแค่สังคมเฉพาะกลุ่ม แต่วงการบันเทิงมันเป็นสังคมทั้งหมดที่โลกเห็น ถ้าคุณทำอะไรผิด อย่างมากคุณก็โดนแค่หัวหน้างานคุณด่า แต่ถ้าวงการบันเทิง ทำอะไรผิด คุณก็จะโดนคนทั้งประเทศว่าเอา”

ส่วนที่ตัวเองโดนว่า ฟิล์มบอกไม่ได้ซีเรียสอะไร

“อยู่วงการนี้เหมือนมีดาบ 2 คม เราได้อะไรมาเยอะ เราก็โดนเยอะ อีกแง่นึงมันก็เหมือนเรากำลังเล่นกับกระจก เวลามีอะไรเข้ามา ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะบล็อคยังไง ถ้าบล็อคไม่ได้ก็ร่วง ถ้าแกร่งก็อยู่ได้ต่อ” และนั่นคือสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ส่วนที่อยากให้คนอื่นทำบ้างก็คงเป็นเรื่องของการเสพข่าว

“อยากจะบอกทุกคนว่าได้ยินอะไรมา ให้คิดก่อนว่า เอ๊ะ! มันเป็นอย่างนั้นรึเปล่า อย่างเวลาเห็นผู้ชายที่ไม่มีแฟนแล้วต้องเป็นเกย์ หรือเดินกับผู้หญิงแล้วต้องเจ้าชู้มั้ย เพราะต่อไปเรื่อยๆ ถ้าคุณไม่หัดคิด ใครเขียนอะไรมา อย่างเขียนว่า ไอ้นั่นมันเป็นลิงมาก่อน คุณต้องคิดว่าเขาเป็นลิงใช่รึเปล่า คุณต้องหัดพิจารณาก่อนว่าคืออะไร เพราะว่าคนในวงการบันเทิงทุกคน ไม่สามารถจะเอาเวลางานไปทิ้ง เพื่ออธิบายกับคนทั้งโลกได้ว่า ผมไม่ผิดๆ”

แต่ก็โชคดีที่คนรอบข้าง ทั้งครอบครัวและต้นสังกัดเข้าใจ เขาเลยไม่เดือดร้อนกับข่าวไม่ดีที่เกิดขึ้นเท่าไหร่ ที่สำคัญคือเขามี “ฟิล์มแฟมิลี่” ที่คอยให้กำลังใจอยู่ไม่ขาด

“จริงๆ ก็คือแฟนคลับนั่นแหละ แต่ผมไม่เคยเรียก เพราะเห็นเขาเป็นพี่เป็นน้อง ซึ่งอบอุ่นมาก ยามทุกข์ พวกเขาก็จะกระโดดเข้ามากอด ไม่เคยทิ้งกัน ใครจะมาชนฟิล์ม เขาจะเป็นเกราะรั้วให้เลย” เขาอธิบายพร้อมยิ้มปลื้ม

ถามว่าวันนี้ แฟนๆ ให้การตอบรับเป็นอย่างดี แล้วกลัวหรือไม่ว่าวันหน้าจะมีคลื่นลูกใหม่มาไล่? เขาตอบอย่างนี้

“เป็นธรรมดาฮะที่จะมีคลื่นลูกใหม่ อย่างตัวผมตอนนี้ก็มีคนมาไหว้กันใหญ่ เพราะอาร์เอสรับเด็กใหม่เข้ามา 10 ขวบมั่ง 11 ขวบมั่ง แล้วแต่ละคนหล่อมาก สวยมาก แล้วร้องเต้นอย่างเก่ง เหมือนว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นดาว ผมเห็นเด็กเก่งก็ปลื้ม ดีใจ คิดว่าทำไมเราไม่เรียนร้องเรียนเต้นตั้งแต่ 10 ขวบมั่งว้า” เขาว่า แต่หน้าตาไม่ทุกข์ร้อนกับ “คู่แข่ง”

“คนมาใหม่เป็นเรื่องปกติ มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะดูแลผลงานเราดีขนาดไหน ทุกวันนี้ผมไม่เคยปล่อยตัวเองเลย ยังดูแลตัวเองเพื่อทุกคนอยู่ ทั้งรูปร่างหน้าตา สุขภาพ ฝีมือ ผมซ้อมเต้น ซ้อมร้องเพลงทุกวัน เรียนการแสดงเพิ่มเติม ผมจะไม่ละทิ้งความฝันของผม ไม่ละทิ้งความพยายาม ไม่ทิ้งคนข้างหลัง และทุกคนที่เฝ้ารอคอยงานผมอยู่ เพราะผมอยากให้แค่ว่า พอพูดชื่อ ฟิล์ม รัฐภูมิ คนบอก อื้อหือ! แม่งสุดตีนเลยฝีมือ”

 

แล้วในส่วนของงานเพลง อยากพัฒนาไปในแง่ไหน?

“คอนเซ็ปท์ของผมคือแนวโมเดิร์น เจ คือรวมทุกดนตรีในเอเชียทั้งหมดมาอยู่ในอันเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นป๊อป ร๊อค อาร์&บี ฮิพฮอพ แจ๊ซ ฯลฯ ซึ่งก็จะคงแนวนี้ไปทุกชุด เพราะผมชอบแนวนี้ แล้วแฟนๆ ก็รู้จัก และรักที่ผมเป็นแบบนี้ด้วย เลยไม่รู้จะเปลี่ยนทำไม”

 

หลายคนอาจสงสัย วันต่อไปแนวดนตรีเช่นที่ว่าจะเด็กไปสำหรับเขาหรือไม่?

“ไม่ฮะ เราก็เอาให้โตตามวัยสิ มันก็เหมือนโรงเรียนแหละ ผมเข้ามาในฐานะหน้าที่นักร้อง วันแรกอยู่อนุบาล ต่อมาอยู่ประถม ชุดต่อไปก็ต้องอยู่มัธยม แล้วก็ขึ้นมหา”ลัย ต้องเรียนไปเรื่อยๆ และทุกคนจะเป็นคนตัดสิน เป็นเหมือนอาจารย์ที่คอยบอก ผ่านๆๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ รับรองว่าจะต้องพัฒนาฝีมือให้เห็น มีเนื้อหาที่โตตามวัยให้ฟัง เพราะอายุ 50 แล้วยังจะมา “ดูม ด๊าวๆ” ก็คงไม่ไหว” เขาว่ายิ้มๆ

ส่วนที่ว่าจะลองแต่งเพลงเองบ้างรึเปล่า? ฟิล์มบอก เขาเชื่อว่าถ้าอะไรที่ความสามารถตัวเองยังไม่ถึงขั้น อย่าเพิ่งริไปทำเลยจะดีกว่า ขอแค่ตอนนี้ทำหน้าที่นักร้องให้ดีที่สุดก็พอ

 

ในส่วนของงานแสดง ฟิล์มมีโอกาสได้ฝึกฝีมืออีกครั้ง ในหนังเรื่องล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า “”รักนะ 24 ชั่วโมง”” ซึ่งเขาเล่นคู่กับนางเอกใหม่อย่าง “เจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์” ซึ่งหลายคนจับตาว่า ทางค่ายจะให้เขาทำหน้าที่ “ป๋าดัน” น้องใหม่คนนี้หรือเปล่า?

“วันที่ผมเข้าวงการมาใหม่ๆ เล่นกับนางเอกคนไหน เขาก็บอกว่านางเอกคนนี้เป็นเจ๊ดัน เป็นเรื่องปกติที่ผมอยู่วงการมาประมาณนึงแล้ว จะโดนบอกว่าเป็นป๋าดันบ้าง ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมไม่มีความสามารถพอที่จะไปดันใครหรอก น้องเขาเก่งด้วยตัวเขาเองอยู่แล้ว ผมคิดว่าคนคงรักเขาในตัวละครที่เขาเล่น เพราะเขาเองก็เต็มที่มากๆ” ฟิล์มบอก และว่า ในส่วนของตัวเขาเอง ก็เต็มที่ไม่น้อยไปกว่ากัน จึงอยากให้แฟนๆ ตามไปดูพัฒนาการในการแสดงของเขาด้วย

 

ถามว่าทำงานมากขนาดนี้ เรียกว่ารวยได้แล้วหรือยัง? เขาบอกก็ไม่ได้ลำบากอะไร แม้ว่าจะต้องเลี้ยงคนทั้งครอบครัวก็ตาม

“ผมไม่ให้ใครทำงานเลยนะ คิดมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เพราะตอนผมเกิด พ่อแม่ก็ล้มละลาย ทั้งๆ ที่แต่ก่อนรวยมาก ผมเลยเกิดมาพร้อมกับเห็นน้ำตาพ่อแม่มาตลอด ผมพูดตั้งแต่เด็กเลยว่า แม่ จะเป็นดารานะ และถ้าวันนึงเป็นได้ ป๊ากับแม่ก็ไม่ต้องทำงาน เขาก็ขำ ไม่เชื่อ เพราะเมื่อก่อนดำ และฟันเหยินมาก”

 

ฟิล์มเสริมอีกว่าเขารักครอบครัวมาก จนถึงทุกวันนี้ก็ยังกอดและหอมพ่อกับแม่และย่าอยู่

“ผมกอดตลอด จนบางทีเขาอาย อะไรของมึงเนี่ย คือผมรักของผม เขาจะอยู่กับเราไปได้นานเท่าไหร่ ถ้าเราไม่ทำ เราจะเสียใจมากว่า วันที่เขาจากเราไป จะให้มาร้อง กอดศพเขาเหรอ อยากจะเบิ๊ดกะโหลกคนแบบนี้จริงๆ”

นอกจากเรื่องใช้จ่ายในครอบครัว ฟิล์มยังนำเงินไปใช้หนี้สินให้พ่อแม่ตั้งแต่สมัยยังลำบากจนหมด นอกจากนี้เขายังกว้านซื้อที่แถวสระบุรีบ้านเกิดซะเยอะ เพราะพ่อแม่อยากได้ที่ของบรรพบุรุษมาเก็บไว้ และส่วนตัวเขาก็คิดว่า วันหนึ่งที่ดินเหล่านี้อาจจะใช้ตอบแทนผู้ที่มีบุญคุณกับตัวเองได้

ส่วนเรื่องใช้จ่ายส่วนตัว ฟิล์มว่าปกติไม่ค่อยมีเวลาไปไหนหรือซื้ออะไร เสื้อผ้าก็ซื้อตามกองถ่ายเสียมากกว่า นอกนั้นก็จะนำไปทำบุญ เช่น สร้างวัด หรือสร้างโรงเรียน นอกนั้นก็ยังเป็นเงินเหลือเก็บอีกเยอะ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าฟิล์มจะไม่ซื้ออะไรเสียทีเดียว เพราะดูจากของสะสมที่เขามีก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุขทางใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

“ผมสะสมแว่นตา โมเดล แล้วก็กล้องถ่ายรูป อย่างกล้องก็มีประมาณ 20 กว่าตัวทั้งกล้องฟิล์ม และดิจิตอล ที่สะสมเพราะชอบถ่ายรูปมาก รู้สึกว่ามันเป็นโลกที่เราสามารถเก็บไว้ได้ เราไปเห็นอะไรมาเราสามารถเอามาให้คนอื่นเห็นได้ เวลาไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศก็จะถ่ายเก็บไว้ แล้ววันนึงผมจะทำโฟโต้บุ๊ก แล้วก็จะเอามาให้คนดูว่า นี่แหละฝีมือผม โลกที่ผมเห็น แล้วนี่คือโลกที่ผมอยากให้ทุกคนเห็นไปกับผม”

และเพราะรักการถ่ายรูปนี่แหละที่เป็นแรงบันดาลใจหนึ่งที่ทำให้เขาอยากจะกลับเข้าไปเรียนในระบบอีกครั้ง หลังจากที่ต้องพักการเรียนที่ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ไป เพราะไม่มีเวลา และเพราะพิจารณาแล้วเห็นว่า งานที่ทำอยู่ตอนนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เขาควรให้ความสำคัญมากกว่า

“คนเราจบมาก็ต้องทำงานหาเงิน แล้วทุกวันนี้ผมมีงานที่แน่นอน มีหลักฐานมั่นคง แล้วผมจะเอาเวลาตรงนี้ ทิ้งงานเพื่อไปเรียน เพื่อได้ใบๆ เดียวออกมา คุณเท่ จบปริญญา แต่ว่าคุณไม่มีจะกินน่ะเหรอ”

แต่อย่างที่บอกว่า ยังไงฟิล์มก็ไม่คิดจะละเลยเรื่องนี้ เขาจึงว่าวันนึงข้างหน้ายังไงก็ต้องกลับไปเรียนแน่ เพราะอยากจะไปเพิ่มความรู้ในสิ่งที่ตัวเองสนใจ เช่นเรื่องกล้อง ที่เขาว่าศึกษาด้วยตัวเองคงไม่ลึกซึ้งเท่าเข้าหลักสูตร นอกจากนี้ นักร้องหนุ่มยังมองๆ ไว้ว่าจะไปเรียนต่อต่างประเทศเหมือนกัน แต่เพราะงานยังล้นมือ เขาเลยใช้วิธีจ้างอาจารย์ฝรั่งมาสอนภาษาอังกฤษที่บ้านในช่วงเวลาหลัง “ตีหนึ่ง” ไปพลางๆ ซึ่งนั่นก็เป็นเครื่องรับประกันอย่างหนึ่งว่าเรื่องเรียนยังสำคัญสำหรับเขา อยู่ที่ว่าจะเข้าระบบหรือไม่เท่านั้น

สำหรับแฟนๆ กลุ่มเด็กๆ ฟิล์มยังย้ำให้พวกเขาใส่ใจเรื่องเรียนอยู่เสมอเช่นกัน ยิ่งถ้าใครโดดเรียนมาตามดูฟิล์ม เขาจะเตือนให้กลับไปเรียนทันที แต่ถ้าจะมีใครแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าย้อนกลับมาว่าทีพี่ฟิล์มยังดร็อปเรียนได้เลย คำตอบที่เขาให้จะเป็นอย่างนี้

“ผมจะสวนกลับไป เดี๋ยวปั๊ดตบเลย พี่ทำงานนะ น้องมีงานยัง” “มีแล้วครับพี่ ผมถีบซาเล้ง” “แล้วมึงภูมิใจเหรอ ชีวิตมึงน่ะ ดูแลใครได้วะ พ่อแม่ดูแลได้รึยัง”

เสียดายก็แต่ว่าเวลาเตือนเด็กๆ ไปแล้วพวกเขามักจะร้องไห้ หรือไม่ก็หาว่าฟิล์มเล่นตัวอย่างนั้นอย่างนี้ พักหลังเขาเลยคร้านจะเอ่ยปากเต็มที

ถามว่าห่วงแต่คนอื่น แล้วตัวเองอยากให้ใครมาดูแลบ้างหรือเปล่า? เขาว่าถ้าจะมีใครสักคน ก็อยากได้ผู้หญิงที่เก่ง แกร่ง และขยันเหมือนแม่

“แต่ยังไม่เจอหรอกฮะ ไม่ได้หา ไม่รู้จะหาไปเพื่ออะไร เพื่อคุยโทรศัพท์เหรอ ให้เขาด่าเราเหรอ นี่มึงเป็นลมรึไง ได้ยินแต่เสียง แล้วตัวมึงไปไหน จะให้ผมเอาเขามาร้องไห้ทำไม” ฟิล์มบอก และว่าเขาไม่ได้ต้องการใครเป็นพิเศษ เพราะทุกวันนี้มีงานที่รักและคนรอบข้างที่ห่วงใยก็พอใจแล้ว

“ผมมีความสุขแล้วในแต่ละวัน”

“ซึ่งนั่นก็คงเป็นบทสรุปเดียวกับชีวิตที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์