ชีวิตวันนี้ขอเลือกเอง “แตงโม” พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน

Home / ข่าวหนัง / ชีวิตวันนี้ขอเลือกเอง “แตงโม” พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน

ความเป็นเลิศในทุกด้านนั้น ยากจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เหมือนอย่างหนุ่มน้อย “แตงโม”พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน เจ้าหนูนักเตะ ผู้กำลังจะเปลี่ยนผันวางสตั๊ด ไปเมกอัพแต่งหน้าก้าวเข้าสู่วงการแสงสี ของอาชีพการเป็นนักแสดง

เมื่อครั้งวัยกระเตาะเพียง 15 ปี “แตงโม”พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน เลือกเส้นทางนักฟุตบอลหวังก้าวตามรอยดาวเตะเอเชียตลอดกาล ผู้เป็นพ่ออย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ครั้งนั้นเจ้าหนุ่มน้อยแตงโมติดทีมไปแข่งขันฟุตบอลเด็กที่ญี่ปุ่น รายการโกกะ คัพ โชว์ลีลาเป็นตัวสำรองลงไปเดาะลูกส้นเข้าประตู ช่วยทีมคว้าชัย จากนั้นเวลามาไม่ถึงสิบปี แตงโมโตเป็นหนุ่มยังคงใช้ฝีเท้านำร่องเล่นบอลไปด้วยควบคู่กับการเรียน เคยไปชุบตัวอยู่ในอังกฤษพักหนึ่ง ก่อนกลับมาเมืองไทยยังเคยเป็นข่าวว่าแมวมองจากแดนกิมจิให้ความสนใจ จะจับเซ็นสัญญาไปค้าแข้งในเค-ลีกเหมือนอย่างผู้พ่อที่เคยสร้างชื่อทิ้งไว้ในแดนโสม 

แต่เนื่องจากอาการเจ็บหัวเรื้อรังเป็นอุปสรรคสำคัญ กอปรกับรูปร่างหน้าตาเข้าขั้นอินเทรนด์ เมื่อเร็วๆ นี้ แตงโมก็กลายเป็นข่าวขึ้นมาให้ฮือฮา เมื่อเจ้าตัวถูกดึงไปเข้าวงการบันเทิงเซ็นสัญญาในเครือบริษัทสหมงคลฟิล์ม เป็นเวลา 5 ปี ประเดิมหนังเรื่องแรก “ฮะเก๋า” ที่เพิ่งเปิดกล้อง โดยรับบทเป็นพระเอก ที่มี หม่ำ จ๊กม๊ก ตลกเงินล้านร่วมแสดงนำ ซึ่งคาดกันว่าเส้นทางตอบรับจากผู้ชมคงจะประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว

ไม่เพียงแค่ “ฮะเก๋า” เท่านั้น แต่แตงโมยังเซ็นสัญญารับเล่นหนังอีกเรื่อง แสดงคู่กับดาราญี่ปุ่น แต่จะเปิดกล้องกันในช่วงต้นปีหน้าอีกด้วย ถือว่าฮอตตั้งแต่ก่อนเปิดตัวเสียด้วยซ้ำ 

และไม่เพียงแค่เรื่องบอลเรื่องหนังเท่านั้น ตัวของพงษ์พิสุทธิ์ยังตะลุยหาประสบการณ์ใส่ตัวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการไปสมัครคัดตัวเดินแบบ รวมทั้งได้รับเชิญไปเล่นเกมอัจฉริยะข้ามคืน ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวเพิ่งบันทึกเทปแข่งขันในรอบ “จีเนียส” ผ่านไปหมาดๆ

ในส่วนการเรียนเอง แตงโมกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี อยู่ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปี 2 แทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กที่มีกิจกรรมทั้งการแสดง และเล่นกีฬาอย่างแตงโม จะสามารถทำคะแนนอันดับเฉลี่ยได้ถึง 3.9 หรือเกรด 4 ทุกวิชาเลยด้วยซ้ำ

แม้จะเก่งกาจในทุกด้าน แต่พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน เองกลับให้แง่คิดถึงเพื่อนๆ และรุ่นน้องๆ หลายๆ คนที่คิดจะตามอย่างว่า

“สำหรับผมอยากจะฝากถึงเพื่อนๆ และน้องๆ รุ่นหลังว่า อย่าคิดมาตามอย่าง หรือเลียนแบบผมเลยครับ เพราะการที่เราคิดจะทำเหมือนกับใครนั้นมันจะไม่เป็นตัวของตัวเอง มันคงไม่ภาคภูมิอะไรเท่าไหร่ สำหรับตัวผมเองที่มีวันนี้ได้ก็เพราะเลือกที่จะลอง และเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น ซึ่งคุณพ่อ (ปิยะพงษ์) ก็ไม่เคยปฏิเสธและให้อิสระตัวเองเต็มที่ โดยไม่ได้มีส่วนช่วยเหลืออะไรเลย ผมจึงอยากบอกทุกๆ คนว่า เราควรเป็นตัวของตัวเองนั้นเป็นสิ่งดีที่สุดแล้วครับ”

ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับตัวเราเองทั้งนั้น พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน เชื่ออย่างนั้น

ที่มาจากหนังสือพิมพ์