มองต่างมุมกับการเเบ่งเรทหนังไทย

Home / ข่าวหนัง / มองต่างมุมกับการเเบ่งเรทหนังไทย

เรทในไทยไม่ได้เป็นแบบนี้ครับ นี่ของต่างประเทศ (ภาพประกอบจาก Budybb.net)

 

ดูเหมือนกรณีพิพาทระหว่างคนสร้างหนังกับเจ้าหน้าที่รัฐบาล ดูจะเป็นมีปัญหาขัดแย้ง ที่หมักหมมมาเนิ่นนาน เพราะต่างฝ่ายก็ล้วนถือดาบคนละเล่ม อย่างกรณีของหนังเรื่อง “แสงศตวรรษ, พลอย” ฯลฯ ที่ถูกกองเซ็นเซอร์ตัดบางฉากทิ้ง ด้วยเหตุผลว่าไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมของสังคม

ล่าสุดคณะรัฐมนตรี มีพ.ร.บ.ให้จัดเรตติ้งภาพยนตร์ขึ้นมา โดยให้กระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีเกณฑ์การเเบ่งดังนี้ 

1.ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
2.ภาพยนตร์ที่ผู้ดูมีอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องดูร่วมกับผู้ปกครอง
3.ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ดู
4.ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร หากมีการฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

มีพระราชบัญญัติเช่นนี้แล้วผู้เกี่ยวข้องว่าอย่างไรบ้าง ตามเรามา

“เก้ง” จิระ มะลิกุล ผู้กำกับชื่อดัง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายการจัดเรตติ้งตัวใหม่ว่า เห็นด้วยกับการแบ่งประเภทของภาพยนตร์ออกมาอย่างชัดเจน จะได้ไม่ต้องมานั่งเซ็นเซอร์ตัดทิ้งหนังอีกต่อไป 

“ถึงจะมีการจัดเรตติ้งก็ไม่ห่วงกลุ่มคนดูจะน้อยลงหรือไม่เพราะนับวันเราจะยิ่งมีเเนวร่วมเข้าใจระบบการทำงานของคนทำหนังมากขึ้น ต่อให้แรงกดดันเข้ามามากมายขนาดไหนยังไง เราต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพทางวิชาชีพแน่นอน เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลเห็นงานหนังเป็นเพียงเเค่สื่อบันเทิงเท่านั้น

อันที่จริงงานศิลปะไม่ควรที่จะถูกครอบงำหรือถูกปิดกั้นจากคนที่ไม่ได้มีความรู้มากพอ โดยส่วนตัวผมมองว่ากฎหมายที่ออกมานี้ ราวกับเขียนขึ้นมาลอยๆ โดยที่ตัวคนเขียน หรือผู้ที่ถือคัมภีร์อันนี้ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ดีพอ และอีกอย่างระบอบกฎหมายในเมืองไทยมีเเต่มาตรการควบคุมอย่างเดียวไม่ได้ให้ความหวังอะไรกับคนสร้างหนังเลย จึงคิดว่าสิ่งดีๆ คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววันหรอก แต่เราก็ไม่มีทางเลือกเลย คงต้องปล่อยให้น้ำไหลไปก่อน” เก้งกล่าว

นอกจากนี้เก้ง ยังบอกด้วยว่า ที่ผ่านมาเคยแอบมีความหวังลึกๆ ว่าถ้าในอนาคตได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลบ้าง หนังไทยก็น่าจะมีความเป็นสื่อสารมวลชนขึ้นมาได้ จะได้เกิดมิติใหม่ๆ ให้แก่วงการภาพยนตร์ในบ้านเรา

ถัดมาเป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นของนักดูหนัง สุภาพหริม เทพาธิป บรรณาธิการบริหารนิตยสารไบโอสโคป แสดงทัศนคติเกี่ยวกับการจัดเรตติ้งของรัฐบาลว่า

“ในฐานะคนดูหนังผมรู้สึกว่าถูกใครก็ไม่รู้ มาจำกัดอิสรภาพ อยากรู้คนที่มากำหนด ว่าหนังเรื่องไหนควรจะเป็นแบบไหน เขามีวิจารณญาณมากกว่าคนอื่นยังไง ถึงได้มีอำนาจตัดสินใจ ว่าหนังเรื่องไหนประชาชนควรจะได้รับชมหรือไม่ การทำอย่างนี้มันเป็นการดูถูกผู้บริโภค หาว่าเราไม่มีวิจารญาณได้ยังไง ทำไมต้องคิดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีภูมิต้านทานมากกว่าคนอื่นด้วย

ผมว่ากฎหมายฉบับนี้เหมือนอยู่ในเเนวคิดอำนาจนิยม เข้ามายึดกุมอำนาจการรับรู้ของประชาชนมากเกินไป  ยกตัวอย่างกรณีหนังเรื่อง “เเสงศตวรรษ” ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าฉายเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐคิดว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เห็นชัดๆ ประชาชนกำลังถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพในการรับชมสื่ออย่างแรง”

นอกจากนี้แฟนดูหนังตัวยงคนเดิมยังได้เกิดคำถามกับเรื่องการจัดเรตติ้งว่ามีระบบนี้การจัดเรตภาพยนตร์มาบังคับใช้แล้ว ทำไมต้องมีการเซ็นเซอร์หนังเกิดขึ้น รัฐบาลทำงานง่ายเกินไปหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปอนาคตอุตสาหกรรมหนังไทยคงแย่ เพราะต้องตกอยู่ภายใต้บังเหียนของกลุ่มคนที่ยังล้าหลัง

ขณะที่ ณัฐฐวัฒน์ สุทธิโยธิน ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแจกเเจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การที่รัฐบาลมีกฎหมายให้จัดเรตติ้งภาพยนตร์ น่าจะทำให้คนทำหนังมีเสรีภาพในการทำงานของตัวเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ระบบเซ็นเซอร์ก็จะมีน้อยลง

“รับรองว่าเราจะมีมาตรฐานในการควบคุมมากกว่าเดิมเเน่นอนอย่างตอนตรวจสอบหนังก่อนเข้าฉาย เราอาจจะให้คนทำหนังส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมด้วย เหมือนกับว่าพวกเขาจะได้ตรวจสอบกันเองไปในตัว อีกอย่างกฎหมายนี้ไม่ได้มีการควบคุมเฉพาะภาพยนตร์เท่านั้น เรารวมไปถึงสื่อวีดิทัศน์ต่างๆ ด้วย เราจะให้กระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาดูเเลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาพยนตร์เป็นสื่อที่เข้าถึงคนง่าย จึงค่อนข้างมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของประชาชนอย่างมาก

ผมคาดว่าในอนาคตข้างหน้าทิศทางของวงการภาพยนตร์ไทยน่าจะก้าวไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ การตัดฉากในหนัง ก็น่าจะมีน้อยลง นอกจากนี้รัฐก็จะเข้าไปให้การสนับสนุนภาพยนตร์ที่ได้รางวัล และยังส่งเสริมให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเข้าไปมีสัดส่วนในการฉาย เทียบเท่ากับหนังจากต่างชาติที่เข้ามามีรอบฉายในบ้านเรามากกว่าเดิม” คนของรัฐบาล กล่าว

ด้วยวิถีการทำงานของทั้งสองฝ่ายอาจมีมุมมอง และวิธีคิดที่แตกต่างกัน ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่ทั้งสองฝ่ายจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง หากทว่าสิ่งที่กำลังวิพากษ์กันอยู่นั้น มีความเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมวลชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตอบสนองความกระหายในอำนาจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเอาอุดมการณ์สวยหรูมาเป็นข้ออ้าง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

นั่นสิครับ ผมเห็นด้วยกับการที่ คนที่มาดูแลส่วนนี้ เขาไม่ได้รู้อะไรจริงจัง เกี่ยวกับศิลปะของภาพยนตร์ สภาพสังคม และวิจารณญาณของประชาชนทั่วไป เรตติ้งนี้ จะทำให้เกิดช่องว่างในการซิกแซกอีกจนได้ และให้อำนาจกับคนจัดการมากเกินไป มีกรณีที่บทผ่าน อ่านเข้าใจตรงกัน แต่พอเป็นหนังออกมา กลับถูกแบน แบนหนัง มันง่ายกว่าทำหนังนะเนี่ย