“คนเขียนบท”พบ”นายทุน” อยากจะรักเดี๋ยวจัดให้

Home / ข่าวหนัง / “คนเขียนบท”พบ”นายทุน” อยากจะรักเดี๋ยวจัดให้

หลายคนคงหูผึ่ง เมื่อรู้ว่า 2 ผู้กำกับฯระดับแนวหน้าอย่าง ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง และ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร กำลังจะมีผลงานร่วมกัน

ไม่ใช่การร่วมสร้างภาพยนตร์ แต่โปรเจ็คต์ที่ว่าน่าจะส่งผลต่อวงการหนังไทยในระยะยาว กล่าวคือ ทั้งสองกำลังจะผุดโครงการ “Thailand Script Project (TSP)” ขึ้นมาในเดือนสิงหาคมนี้ โดยการสนับสนุนของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) และสำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เพื่อเฟ้นหาบทภาพยนตร์ที่ดีที่สุดจากทั่วประเทศ

โครงการนี้เป็นเอกบอกว่า เกิดขึ้นมาจากการได้เห็น PPP (Pusan Promotion Plan) ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน, CineMart ในเทศกาลภาพยนตร์ที่ร็อตเตอร์ดัม รวมไปถึงการจัดให้คนเขียนสคริปต์หนังมาเจอกับนายทุนตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติต่างๆ ที่ทั้งเขาและนนทรีย์รู้สึกว่าดีจริง และน่าจะจัดให้มีที่เมืองไทยบ้าง

งานนี้เขาไม่ได้หวังแต่จะหาคนเขียนงานแบบอาร์ตๆ เท่านั้น เพราะความจริงแล้วสคริปต์หนังคอมเมอเชียล “ที่ดีๆ” ก็เป็นเรื่องจำเป็น

“เราไม่มีวันรู้ว่าคนที่มีไอเดีย ที่เขียนสคริปต์เก่งอยู่ตามหลืบไหนบ้างในประเทศ เพราะปัจจุบันก็ใช้คนเดิมๆ มีแต่คงเดช (จาตุรันต์รัศมี) เขียนมือเป็นระวิงเลย ลองมาหาคนใหม่ๆ เพิ่มดีกว่า”

ซึ่งก็ไม่ได้ตั้งความหวังใหญ่โตแต่อย่างใด

“เราต้องการแค่นายอะไรไม่รู้ที่เขียนสคริปต์โคตรจะดี อยู่จังหวัดสตูล แต่ไม่รู้จักใครในวงการภาพยนตร์ ให้ได้มาเจอกับนายทุน โดยที่เราก็จะมีเวิร์กช็อปให้เขาด้วย เพราะมีไอเดียดีอย่างเดียวไม่พอหรอก

“เราอยู่ในอุตสาหกรรมหนังมา 10 ปีแล้ว สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้ก็คือ ไม่มีทางหรอกที่มนุษย์คนนึงจะเดินถือสคริปต์เข้าไปในค่ายหนัง ให้เขาอ่าน แล้วเขาจะยอมลงทุน มีเราคนเดียวที่ทำอย่างนั้น แต่ก็ได้ด้วยความฟลุค เพราะไปเจอคุณเชน (เจริญ เอี่ยมพึ่งพร-ประธานบริหาร บริษัทไฟว์สตาร์ฯ) เพราะนายทุนเขาไม่อ่านสคริปต์ หรืออ่านเขาก็ไม่เข้าใจ ไม่มีทางเห็นเป็นหนังได้

“เขาไม่ได้สนใจบทหนังหรอก แต่เขาสนใจแพคเกจมากกว่า” เป็นเอกเผยเคล็ดลับ

“ถามหน่อย คนที่จะมาลงทุนกับหนังเรา อย่าง “อินวิซิเบิ้ลเวฟส์” หรือ “ลาสต์ไลฟ์ฯ” จะรู้ได้ไงว่าหนังเป็นไง ไม่มีทาง แล้วถ้ารู้ว่าหนังเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่ลงทุนหรอก ซึ่งไม่ผิด แต่ทำไมเขาถึงมาลงทุน ก็เพราะไอ้คนนี้เครดิตเป็นอย่างนี้ มีตากล้องเป็นคริสโตเฟอร์ ดอยล์ พระเอกก็อาซาโน่ (ทาดาโนบุ) จากแพคเกจทั้งหมด เขาเห็นเลยว่าพอลงทุนไป ได้คืนแน่ๆ

“เราก็เลยได้โอกาสทำหนังเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่อาจจะมีคนเก่งกว่าเราเต็มไปหมด แต่เขาก็ไม่ได้ทำ เพราะเรารู้ว่าการมีไอเดียดีเฉยๆ หรือแค่กำกับหนังเก่ง มันเป็นแค่ครึ่งเดียวของการเป็นผู้กำกับฯ คุณมีแค่นั้นไม่พอ ต้องมีวิทยายุทธ์ด้วย คือทำยังไงให้คนเขาเห็นว่าไอเดียของเราเซ็กซี่มากๆ เห็นแล้วอยากนอนด้วย”

30 คนที่ได้รับคัดเลือกจากโครงการนี้จะได้เข้ารับการอบรมจากเป็นเอกและนนทรีย์ รวมถึงคนเขียนบท ผู้กำกับฯและผู้อำนวยการสร้างหนังอย่าง คงเดช, จิระ มะลิกุล,ยุทธเลิศ สิปปภาค,อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์,วิสูตร พูลวรลักษณ์ และ ปรัชญา ปิ่นแก้ว เพื่อเรียนรู้วิธีการแพคเกจหนังในหลักสูตรเร่งรัด

“ภายใน 2 วันเขาจะได้รับมุมมองจากโปรดิวเซอร์พวกนี้ ซึ่งผ่านการผลิตหนังแบบเจ๊งชิบหายกับได้ร้อยล้านมาแล้ว แต่เราไม่ได้ให้เขานั่งเรียนแล้วทำตาม แต่หวังว่ากลับไปแล้วพวกเขาจะได้ไปย่อย ว่าที่ไอ้คุณคนนั้นพูดน่ะจริง แต่ไอ้คนที่เหลือ ไม่เชื่อ แล้วจะทำอีกอย่าง และอย่างน้อยจะได้รู้ว่าสคริปต์อย่างเดียว มันไม่พอ”

ส่วนที่ว่าเวิร์กช็อปก็แล้ว ได้เจอนายทุนก็แล้ว แต่บทหนังจะถูกนำไปเป็นภาพยนตร์จริงๆ หรือเปล่า เป็นเอกว่าอยู่นอกเหนือการควบคุมและความต้องการของพวกเขา

“เมื่อจับมาเจอกันแล้ว ไม่เกิดอะไรขึ้น ก็ไม่เกิดนะ แต่เราบรรลุผลตั้งแต่ 2 ฝ่ายได้เจอกัน หลังจากนั้นเราไม่มีความรับผิดชอบอีก ถ้าพอใจกันก็แต่งงานกันไป ซึ่งถ้าแต่งก็น่าจะเป็นการแต่งที่แฮปปี้ แล้วลูกออกมาก็หน้าตาไม่น่าเกลียดนัก นิสัยดีพอสมควร”

นอกจากหวังให้คนเขียนบทและนายทุนมาเจอกัน เป็นเอกยังหวังไว้อีกอย่าง

“พอมีคนส่งสคริปต์เข้ามา มันน่าจะสนุก มีบทอย่างนี้ด้วยเหรอ อยากเจอว่ะ ไอ้นี่บ้าชิบหาย การได้เจอสิ่งไม่คาดคิดจะเป็นรางวัลใหญ่มากสำหรับเราเวลาทำโปรเจ็คต์แบบนี้ อย่างแต่ก่อนเคยจัดเวิร์กช็อป ตอนแรกก็นึกว่าให้ความรู้กับเด็ก แต่พอทำไป เด็กก็ให้ความรู้เรา เราเรียนจากเขาเยอะ มีตั้งหลายอย่างยังขโมยมาทำเลย” เขาว่ายิ้มๆ

“คือในที่สุดมันไม่มีใครสอนใคร เราอาจจะมีประสบการณ์ ความเก๋า แต่บางอย่างเราไม่มี แต่เด็กมี อย่างความสด ความไม่รู้เรื่อง ไม่กลัวอะไรเลย สุดท้ายก็เป็นการแชร์กันมากกว่า”

เป็นเอกกล่าวอีกว่า โปรเจ็คต์นี้ไม่น่าจะหยุดอยู่แค่ปีเดียว

“จริงๆ ก็ไม่มั่นใจหรอกว่าจะทำไปได้นาน แต่ก็คงเหมือนหลายๆ อย่างในชีวิตแหละ เราคงต้องเตือนตัวเอง พอรู้สึกตัวก็ต้องทำ ไม่อยากให้มันหายไป แล้วพอคิดว่าต้องทำอีกก็เลยไม่อยากทำให้ฟู่ฟ่า อย่างน้อยอยากให้เป็นแบบคิดแล้วอยากทำ ไม่ใช่คิดแล้วเหนื่อย เราบอกกับพี่อุ๋ยอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะไม่ทำโปรเจ็คต์นี้ถ้ามันจะทำให้ชีวิตเราแย่ลงไป เราไม่ได้อุทิศตัวขนาดนั้น ไม่ได้ใจบุญขนาดนั้น โอเค เรายอมปวดหัวมากกว่าชีวิตประจำวันหน่อยนึง แต่ว่าถ้ามันจะเอาชีวิตเราไปทั้งชีวิต ก็ไม่เอา”


“บทหนัง” และ “การทำหนัง” ที่ดีในทรรศนะของเป็นเอก

 

ถามว่าบทหนังที่ดีควรเป็นอย่างไร? เป็นเอกนิ่งไปสักพักก่อนตอบอย่างนี้

“เอาง่ายๆ มันต้องทำ 2-3 อย่าง อย่างแรกคือต้องเอ็นเตอร์เทนเราได้ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องหัวเราะ เราร้องไห้ เศร้าบรรลัยก็เป็นเอ็นเตอร์เทนนะ สอง ต้องสามารถสร้างโลก ที่พออ่านแล้ว เราไปอยู่ในโลกนั้นกับตัวละครได้ แล้วจะดีมากถ้าอ่านแล้ว เราได้บทเรียนที่ปกติเราจะคิดไม่ได้ ซึ่งอันนี้อาจจะเรียกร้องมากไปหน่อย แต่เอาเป็นว่าก็มีแค่ 2-3 อย่างนี้แหละ” 


แต่ก่อนจะทำ 2-3 อย่างที่ว่าได้ คนเขียนต้อง “ตั้งใจ” จะทำอย่างนั้นก่อน, เขาว่า

“คือตัวเรา พอเขียนบท ต้องนั่งเผชิญหน้ากับกระดาษขาวๆ เขียนทีละตัวไปจนจบ จะคิดอยู่ 2 อย่าง หนึ่ง เราต้องสนุกไปกับมันตลอดทาง สอง ต้องสร้างโลกขึ้นมาให้ได้ นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะทำเวลาเขียนบท ต้องตั้งใจโดยไม่มีอย่างอื่นมาบิดเบี้ยว ว่าจะต้องทำ 2 อย่างนี้ให้ได้”

แต่คนเขียนบทส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้น, เป็นเอกบอก

“ส่วนมากตั้งใจว่า ทำยังไงถึงจะขาย ก็คือกะเทยมาก่อน ผีตามมา แล้วค่อยนั่งสุมหัว 4-5 คน กินเหล้า แล้วก็คิดมุขกัน ซึ่งมุขมันไม่ใช่บทหนัง” เขาเน้นเสียงประโยคหลัง

“เมื่อคนเขียนขาดความตั้งใจแต่แรก มันก็ไม่ใช่บทหนังที่ดี และนั่นคือปัญหา แล้วไม่นับว่าการเขียนบทมันยากด้วย ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เขียนได้ เหมือนการเป็นผู้กำกับฯมันยาก ไม่ใช่ใครๆ ก็เป็นได้

“แต่เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็เป็นกัน”

เป็นด้วยเงื่อนไขที่ว่า อยากได้เงินมากกว่าจะอยากทำหนังที่ดีหรือสนุกเสียด้วย ซึ่งเป็นเอกเองยืนยันเสมอว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

“แล้วเวลาเราพูดเรื่องนี้กับใครที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมหนังไทยก็จะพูดว่า ก็มึงสบายนี่ ทำโฆษณาได้เงิน ทำหนังมึงไม่ได้แคร์เรื่องเงิน อย่างกูไม่ได้ กูต้องหากิน คิดอย่างนี้คุณก็ขาดความรับผิดชอบสิวะ อย่างนี้ไปอัดเม็ดขนุนขายนอกก็ได้ ไปปั๊มจตุคามก็ได้ ไม่ต้องมาทำหนังหรอก

“สำหรับเรา เราถือว่ามันเป็น “หน้าที่” ของคนทำหนัง ที่ต้องปกป้องความคิดตัวเอง ต้องเขียนบทให้ดีที่สุดตามความคิด ถ้าจะเอาแต่เงิน แล้วทำอะไรก็ได้ มันเหมือนไม่รับผิดชอบ แล้วอาชีพนี้ก็ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่โดนเคารพ” เขาว่าสีหน้าจริงจัง

ถามว่า นิยามหนังที่ดีสำหรับบางคนอาจจะมีแค่หนังนั้นต้องทำให้เขาหัวเราะและร้องไห้ไปกับมันได้เท่านั้น, แล้วหนังตลกมุขกระจายที่ได้เงินเยอะๆ (เพราะทำให้คนส่วนใหญ่ขำได้) จะไม่ถือว่าเป็นหนังที่ดีได้อย่างไร? เขาตอบอย่างนี้

“สมมุติถ้านิยามที่ว่าเป็นจริง หนังส่วนมากก็ไม่ตลกนะ

“คนเขาขำ เพราะเขาเห็นหน้าไอ้คนนี้มันก็ขำแล้ว แต่ว่าตัวบท ไดอะล็อค หรือสถานการณ์อันนั้น ไม่เห็นตลกเลย แล้วหนังก็ไม่เขยื้อนไปไหน เราหัวเราะมุขนี้ อีก 15 นาที ต่อมาเราก็หัวเราะมุขเหมือนเดิม มุขมันไม่ได้พัฒนาไป จนกระทั่งตอนหลังเราหัวเราะจนตาย มันไม่ได้ขนาดนั้น แถมระหว่างทางก็มีมุขแป้กไปตลอดอีกต่างหาก

“การที่คนนี้เดินออกมา แล้วคนหัวเราะกันทั้งโรง โดยไม่ต้องทำอะไร มันไม่ใช่ฝีมือ ความชำนาญของการเขียนบทมันไม่ถูกใช้ ที่ใช้คือความชำนาญของการเป็นตลกคาเฟ่” เขาอธิบาย

“แต่สมมุติผมเป็นยุทธเลิศ แล้วผมชอบป๋าเทพ (โพธิ์งาม) เห็นแล้วขำ เลยเอาตัวละครนี้ไปเขียน อย่างนี้ก็เป็นบทหนัง ดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเขา แต่ก็ยังถือว่าเขามีความรู้เรื่องเขียนบท หรือว่าเรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) เอาโน้ส-อุดม (แต้พานิช) มาเล่นบนรถเมล์ เขาก็เขียนบทเป็นบท”

ริจะทำหนังต้องมีความรู้ไม่แพ้อาชีพอย่างหมอ หรือวิศวกร, เขาบอก

“แต่บังเอิญไอ้ผลเสียของ 2 อาชีพนี้มันต่างกัน คุณทำหนังแล้วออกมาแย่มากเรื่องนึง มันไม่มีใครตาย ก็เลยไม่ต้องซีเรียสมาก ห่วยก็ไม่มีใครสน

“แล้วอย่าลืมว่า คนในอุตสาหกรรมบันเทิงมันจะมีความเพ้อฝันมากกว่าหมอหรือวิศวกร ฉะนั้น ก่อนจะเริ่มทุกคนก็ฝันว่าจะได้ 100 ล้านกันทั้งนั้น ซึ่งเวลาได้มันก็ได้จริงๆ ได้ง่ายๆ ชนิดที่คนทำยังไม่รู้เลยว่าได้ได้ไง มันเลยแปลว่า คราวหน้าก็ฝันได้อีก คราวนี้ก็เลยกลายเป็นอาชีพที่อะไรก็ได้ ขอให้ทำท่าจะได้ 100 ล้านก็พอ”

เขาจึงมองว่า อุตสาหกรรมหนังไทยตอนนี้ไม่ใช่การทำธุรกิจ แต่เป็นการ “แทงหวย” หรือ “แทงม้า” มากกว่า

“วันนี้โดนกิน อาทิตย์หน้าไปอีกก็โดนอีก วันนึงแค่ผ่านๆ ไป ไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่ขอแทงซะหน่อย ดันได้ 100 ล้าน แต่การทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่การเห็นม้าตัวนี้วิ่งชนะบ่อยๆ แล้วไปแทงมัน แต่คุณต้องเลี้ยงม้าเอง ต้องเข้าใจวิธีที่มันวิ่ง เข้าใจสภาพสนาม ถ้าทำอย่างนี้ ถึงม้าคุณไม่เข้าวิน คุณก็จะไม่เจ๊ง

“เหมือนการทำหนัง คุณอาจไม่เคยได้ 100 ล้านในชีวิต แต่คุณจะไม่เคยเจ๊งเลย เพราะคุณทำทุกอย่างแบบลงทุนน้อยๆ หนังประมาณนี้ลงแค่นี้ โปรโมตแค่นี้ ได้เงินมาแค่นี้พอ แต่ถ้าจะทำหนังอีกแบบ อันนี้ต้องลงทุนเยอะหน่อยว่ะ พอลงเยอะ ปัจจัยอื่นก็ค่อยเปลี่ยนตาม อย่างนี้คือธุรกิจ” เขาว่าแล้วยกตัวอย่าง

“อย่างโปรดิวเซอร์หนังเกาหลีที่เรารู้จัก 2-3 คน ที่ประสบความสำเร็จ พวกนี้เขาทำธุรกิจจริงๆ ทุกอย่างถูกวางไว้หมด แล้วเขาทำหนังหลายแบบ มีหนังตลาด เพื่อที่จะได้ทำหนังอาร์ต หรือสารคดีด้วย ได้ทำเวิร์กช็อปสอนเด็กด้วย อย่างนี้เรียกธุรกิจ เพราะคุณเป็นบริษัทหนังที่ทำกำไร จนกระทั่งวันนึงสามารถจัดเวิร์กช็อปให้เด็กได้ด้วย ซึ่งนอกจากจะสร้างคน ยังสร้างภาพพจน์ให้บริษัทได้ด้วย

“แต่อุตสาหกรรมของเรามันเป็นแฟชั่น ไม่ใช่ธุรกิจ ตอนเรามาเริ่มทำหนังไทย 10 ปีที่แล้ว ไม่เห็นมีใครอยากทำหนังไทยเลย พอเราบอกว่ามาทำหนังไทย ทุกคนอี๋ใส่ ตอนนี้ใครๆ ก็อยากทำหนังไทย ใครๆ ก็ฝันจะได้ 100 ล้าน”

แห่แหนกันมาทำ ทั้งๆ ที่หนังไทยไม่ได้ “กำลังมา” อย่างที่คิด, เป็นเอกบอก

“ปีที่แล้ว หนังไทย 60 กว่าเรื่อง ได้เงินสัก 10 เรื่องมั้ง แล้วไม่ใช่ว่าฮิต หรือได้ 100 ล้านด้วยนะ แค่ได้เงินแบบรอดน่ะ แต่อย่างที่บอกว่าคนในอุตสาหกรรมนี้มันฝันหวาน วันที่มันเห็น “นางนาก” ได้ 100 ล้านเป็นเจ้าแรก ทุกคนคิดว่าจะทำอย่างนั้นได้ไง หารู้ไม่ว่าที่เหลือในปีนั้น เจ๊งไม่เป็นท่าเลย แต่ไม่มีใครคิด มองแต่ด้านดี มองแต่ “องค์บาก” แต่ไม่มองว่าในองค์บาก 1 เรื่อง มี “อินวิซิเบิ้ลเวฟส์” หรืออะไรที่กะจะได้เงินแล้วไม่ได้อีก 20 เรื่อง ไม่มีใครมองตรงนั้น เพราะอะไรที่ไม่ประสบความสำเร็จ มันจะโดนลืมได้ง่ายๆ”

“มันไม่มาฮะ” คือประโยคที่เป็นเอกย้ำหนักแน่นถึงสถานการณ์ของหนังไทยในปัจจุบัน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์