10 ปี แฮร์รี่ พอตเตอร์ ผลพวงจากความดัง

Home / ข่าวหนัง / 10 ปี แฮร์รี่ พอตเตอร์ ผลพวงจากความดัง

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 ที่ “Harry Potter” ตีพิมพ์ครั้งแรกในตอน “Harry Potter and the Philosopher”s Stone” และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้ว 5 ภาค ขณะที่ในส่วนของหนังสือเล่ม 7 “Harry Potter and the Deathly Hollows” อันเป็นภาคสุดท้ายก็จะออกวางขายในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้

ตลอดเวลาที่ผ่านมา แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นหนังสือที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดเล่มหนึ่ง และนักเขียนนักวิจารณ์วรรณกรรมหลายคนเชื่อมั่นว่า หนังสือแฟนตาซีเล่มนี้จะขึ้นหิ้งเคียงคู่กับบรรดาวรรณกรรมคลาสสิคสำหรับเด็กทั้งหลายอย่างแน่นอน

แล้วถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง วรรณกรรมสำหรับเด็กเรื่องนี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการวรรณกรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงเรื่องต่างๆ อีกมากมาย

อย่างแรกคือ มีนิยายที่เกิดขึ้นเพราะแรงบันดาลใจของแฮร์รี่ พอตเตอร์ อย่าง “Tanya Grotter” ซึ่งเป็นวรรณกรรมรัสเซีย ที่ผู้แต่งบอกว่าเป็นการตอบกลับทางวัฒนธรรมกับหนังสือต้นฉบับ นอกจากนี้ ยังมีนิยายล้อเลียนออกมาอีกเพียบ อย่าง Barry Trotter นิยายล้อเลียนเสียดสีแฮร์รี่ พอตเตอร์ ของ Michael Gerber ซึ่งมียอดขายถึง 700,000 เล่มในบางประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้น แฮร์รี่ พอตเตอร์ ยังเคยถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้นำทางศาสนา ทั้งจากศาสนาคริสต์ที่มองว่านี่เป็นการชักชวนให้เด็กๆ หันไปบูชาลัทธิพ่อมดหมอผีและซาตาน ขณะที่ผู้นำศาสนาอิสลามก็ว่าเวทมนตร์คาถาต่างๆ ในหนังสือขัดกับหลักคำสอน แต่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผู้เขียนชี้แจงว่า เธอไม่ได้คิดจะสนับสนุนเรื่องแม่มดพ่อมดอะไร เพียงแต่อยากเสนอจากแง่มุมทางศีลธรรมที่ว่า การเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องนั้น ไม่ใช่หนทางที่ง่ายเลย

แค่นั้นยังไม่หมด เพราะจากความนิยมในหนังสือเล่มนี้นี่เองที่ทำให้สถานีรถไฟคิงส์ครอสในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ซึ่งโรว์ลิ่งยืมเป็นฉากให้บรรดาพ่อมดแม่มดตัวน้อยขึ้นรถไฟไปโรงเรียนฮอกวอร์ต ทางชานชาลา 9 3/4 ซึ่งของจริงไม่มี เนื่องจากชานชาลาจะเป็นเลขเดี่ยวประเภท 9, 10 ก็ตัดสินใจนำป้ายชานชาลา 9 3/4 มาแปะไว้ที่กำแพงกั้นระหว่างชานที่ 9 กับชานชาลาที่ 10 ซะงั้น

ขณะที่บรรดาผู้จัดค่ายฤดูร้อนต่างๆ ก็ใช้หนังสือเล่มนี้เป็นจุดขาย เพราะเหมือนจะเป็นประเพณีที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคใหม่ มักออกวางขายช่วงหยุดภาคฤดูร้อน ซึ่งเด็กๆ รวมถึงผู้ปกครองก็จะไปเข้าแถวรอซื้อหนังสือกันยาวเหยียด ปีนี้ผู้จัดค่ายบางรายเลยบรรจุให้มีกิจกรรมอ่านแฮร์รี่ในค่าย โดยบริการจองหนังสือมาให้เสร็จสรรพ ที่จัดทัศนศึกษาไปร้านหนังสือเพื่อแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็มี

ในแวดวงดนตรีมนต์เสน่ห์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็แผ่ไปถึง เพราะทำให้เกิดวงดนตรีวัยรุ่นแนว Wizard rock ที่เอาเนื้อเรื่องในหนังสือชุดนี้ไปแต่งเป็นเพลงขึ้นมา หรือเอาตัวละครในหนังสือมาโลดแล่นในบทเพลง ว่ากันว่าตอนนี้มีอยู่ราว 200 วง โดยชื่อวงนั้นมีทั้ง “Harry and the Potters”, “Draco and the Malfoys”, “The Whomping Willows”, “The Parselmouths”, “The Remus Lupins” ฯลฯ แน่นอนว่าแต่ละวงเป็นวงที่มีความนิยมในหมู่แฟนเดนตายของแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่บางวงนั้นก็เป็นที่นิยมในกลุ่มแฟนๆ บ้างเหมือนกัน

ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือชุดนี้ยังทำให้เกิดโรคที่ Dr. Howard J. Bennett ตั้งชื่อให้ว่า “Hogwarts headache” โดยเขาเขียนเล่าถึงโรคนี้ลงในหนังสือ New England Journal of Medicine ว่าหมายถึงอาการปวดหัวอ่อนๆ อันเกิดมาจากการอ่านหนังสือโดยไม่พักผ่อนเป็นเวลานาน แน่นอนหนังสือที่เขาหมายถึงคือแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยอาการของโรคปรากฏในช่วงที่ “Harry Potter and the Order of the Phoenix” ออกพอดี โดยเล่มนี้เป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอนที่ยาวที่สุด คือมีถึง 768 หน้าในฉบับของอังกฤษ และ 870 หน้าในฉบับของอเมริกา (ส่วนในฉบับภาษาไทยยาวถึง 1,047 หน้า!!!) โดยมีถ้อยคำหนังสือมากกว่า 250,000 คำ

ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า มักเกิ้ล (Muggle) ซึ่งใช้เรียกมนุษย์ธรรมดาที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ถูกนำไปใช้แสดงถึงคนที่ไม่มีความรู้และไม่มีความสามารถในเรื่องเฉพาะบางเรื่อง ซึ่งในปี พ.ศ.2546 ดิคชันนารี Oxford English Dictionary ก็บรรจุคำนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคำศัพท์ด้วย

ที่ไปกันใหญ่ก็คือมีการเอา ควิดดิช กีฬาของพ่อมดในหนังสือออกมาเล่นกันจริงๆ อีกด้วย โดยปรับกติกาบางอย่างเพื่อให้คนธรรมดาเล่นกันได้ โดยใช้อุปกรณ์แทนอย่างไม้เทนนิส และลูกวอลเลย์บอล โดยมีรายการแข่งขันอย่าง The Riverside Quidditch Classic ซึ่งจะจัดขึ้นในนิวออร์ลีนส์ซึ่งจัดร่วมกับงานประชุม Phoenix Rising Harry Potter convention หรือจะเป็น The Bayou Quidditch League ที่จัดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี หรือจะเป็นงานแข่ง 2 ปีครั้ง Millikin University”s Muggle Quidditch ซึ่งใช้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยมาแข่งกันโดยเลียนแบบทีมตามบ้านในหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์

นอกจากนี้ ทางวอเนอร์ บราเธอร์ส ก็กำลังจะสร้างสวนสนุกจากจินตนาการในหนังสือขึ้นมาให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบในเนื้อเรื่องอีกด้วย ซึ่งสวนสนุกที่ว่าน่าจะเสร็จหลังจากที่หนังสือเล่มสุดท้ายออกไปแล้ว

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ผลพวงสุดท้ายที่เกิดขึ้นเพราะหนังสือเรื่องนี้แน่ๆ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์