หนัง-สารคดี-ชีวิต สันติ แต้พานิช

Home / ข่าวหนัง / หนัง-สารคดี-ชีวิต สันติ แต้พานิช

“ผมว่าคนทำหนังบ้านเราเหมือนขอทาน ถ้าอยากรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า จงมาเป็นคนทำหนัง”

เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพไปแบบถูกจองเต็มทุกที่นั่งทั้ง 2 รอบ สำหรับ “ดึกแล้วคุณขา” (Bangkok Time) ผลงานกำกับฯล่าสุดของ แต้-สันติ แต้พานิช กระนั้นหากวัดจากจำนวนคนทั้งประเทศ แฟนหนังของเขาก็ยังไม่นับว่ามีมากพอที่จะทำให้นายทุนควักกระเป๋าเป็นค่าใช้จ่ายให้ผู้กำกับฯที่เคยมีผลงานเรื่อง “เสือร้องไห้” ทำหนังเรื่องใหม่ เขาจึงต้องซุ่มทำงานชิ้นนี้อย่างเงียบๆ ชนิดที่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า จะมีใครได้เห็นงานของเขาฉายในโรงแบบปกติหรือเปล่า

บางคนอาจเสียดายที่ไม่ได้ดู “ดึกแล้วคุณขา” ในเทศกาลที่ผ่านมา แต่เราว่าคงน่าเสียดายยิ่งกว่า หากพลาดโอกาสสัมผัสตัวตนและความคิดของผู้ชายคนนี้

ในฐานะผู้กำกับฯที่คลุกคลีอยู่กับการทำหนังสารคดี สันติให้ความเห็นถึงรายการสารคดีหนึ่งทางโทรทัศน์ว่า คงจะดีกว่า หากผู้ดำเนินรายการจะ “พูดให้น้อยลง ให้ภาพเล่าอย่างเดียวยิ่งเจ๋ง ไม่ต้องไปชี้นำ”

เราจึงคิดว่างั้นก็อาจจะดีกว่า ถ้าลดขั้นตอนการสอดแทรกบรรยาย แล้วปล่อยให้ “คำพูด” ของสันติบอกเล่าเรื่องราวและตัวตนของเขาเอง

พร้อมแล้วเชิญรับฟัง

“ผมเริ่มจากการทำหนังสั้น เพราะเคยดูแล้วรู้สึกว่าแบบนี้เราก็ทำได้ แต่ไม่กล้าทำ เลยไปบอกรุ่นพี่ที่กำลังจะทำหนังสั้นว่า ขอผมไปอยู่ในงานด้วยได้มั้ย อยากรู้ว่าทำยังไง เขาบอกให้ผมไปดูหนังเยอะๆ ก่อน ค่อยมาคุยกัน ผมเลยไปหาวิดีโอหนังมาดู นั่งจดว่าเขาถ่ายยังไง ซื้อหนังสือมาอ่าน ตรงไหนมีอบรมก็ไปเรียน แล้วก็เริ่มทำหนังเรื่องแรก ไปยืมกล้องเล็กๆ มาถ่าย บังคับเพื่อนมาเล่น แล้วก็ส่งประกวด

“หนังของผมได้รางวัลผู้กำกับฯยอดเยี่ยมในงานบางกอกฟิล์มปีแรก ได้รองอันดับ 2 ของการประกวดหนังสั้นไทย และมันก็ถูกเลือกไปฉายที่ฮ่องกง

“ผมเคยถามแม่ว่า ทำไมเลือกมาขายส้มตำ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนมีอาชีพทำเบาะ แม่บอกว่า วันนึงไปซื้อส้มตำร้านที่ขายดีมาก แล้วคนขายพูดจาแข็งๆ บอกยังไม่ถึงเวลาขาย ให้มาใหม่ แม่กลับมาบ้านด้วยความน้อยใจและโกรธ รุ่งขึ้นแม่ไปซื้อมะละกอมาทำขายเลย 3 ปีต่อมาร้านแม่ผมดังไม่แพ้ร้านนั้น ซึ่งมันอาจจะเป็นกรรมพันธุ์อย่างนึงมั้ง

“ผมทำหนังอีกเรื่อยๆ จนมาวันนึงพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) ให้โอกาสไปฝึกงานในกองถ่าย “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ครั้งนั้นผมได้เห็นของจริงเยอะมาก ก็ค่อยๆ กระเถิบไปทีละนิด

“ผมเคยทำหนังเทเลมูฟวี่ให้อาร์เอสเรื่องนึงด้วย แต่ใช้ชื่อปลอม ตอนทำหนังสั้นประมาณเรื่องที่ 4 ก็ใช้ชื่อปลอม เพราะมีคนว่าผมได้รางวัลเพราะนามสกุล ผมก็ใช้ชื่อมั่วเลย แต่ก็ยังได้รางวัล ซึ่งผมไม่ไปรับ ไม่ได้กลัวคนรู้ แต่ผมแค่อยากทำ มากกว่าอยากดัง

“ไอเดียเรื่อง “เสือร้องไห้” ผมได้มาตอนขับรถผ่านร้านอาหาร เห็นเมนูมีคำว่าเสือร้องไห้ ก็รู้สึกคำนี้มันดีเนอะ มีหลายความหมาย หมายถึงคนอีสานก็ได้ หมายถึงเสือกำลังร้องไห้ก็ได้ ก็เลยกลายเป็นเรื่องของคนอีสานที่มีความฝัน ที่เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อยู่ในอะโกโก้ ขับแท็กซี่ เป็นนักร้องลูกทุ่ง ก็ถ่ายคนพวกนี้เลย แล้วก็มานั่งนึก แล้วใครจะให้เงินวะ

“ความจริงหนังผมใช้เงินน้อยสุดในประเทศไทย แต่ผมก็ยังไม่มีเงินอยู่ดี เลยไปคุยกับพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) เขาถามแต้จะทำฉายทางทีวีใช่มั้ย พี่ฟังผิดใช่มั้ย

“แต่สำหรับผม มีความเชื่อส่วนตัวว่า ในโรงมันฉายอะไรก็ได้ที่เคลื่อนไหว ถ้าวันนึงพี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ยอมให้ผมบันทึกภาพของวงโมเดิร์นด็อกใน 1 ปี คุณก็จะได้พบกับเขาในโรงหนัง ผมเคยยุอุดม (แต้พานิช) หลายครั้งแล้ว ว่าเขาน่าจะทำเดี่ยวฯ แล้วฉายในโรง สำหรับคนที่ไปซื้อบัตรดูไม่ทัน หรืออยู่ไกลไปไม่ได้

“พอคุยกันมากขึ้น ผมก็ได้ทำ “เสือร้องไห้” โดยมีพี่เก้งและอีกหลายคนช่วยเป็นโปรดิวเซอร์ให้ จนได้ทำเรื่องนี้กับสหมงคลฟิล์มของเสี่ยเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ)

“เกิดอะไรขึ้นหลังหนังฉาย? เสี่ยร้องไห้ฮะ หนังไม่ทำเงิน แต่ผมก็อยากให้เสี่ยให้โอกาสผมอีกสักครั้งนะ แต่ผมคุยไม่เป็น ไปขายงาน ขายตัวเอง ไม่เคยสำเร็จเลย

“วีธีทำหนังที่ผมพอจะรู้คือ หนึ่ง ไปขายฝัน พูดแต่สิ่งดีๆ ให้เขาให้เงินมาทำ กับสอง เพื่อความยุติธรรม เดี๋ยวทำให้เห็นเป็นเรื่องเลย แล้วค่อยว่าชอบหรือไม่ชอบ ซื้อหรือไม่ซื้อ จะไม่หลอกว่า หนังผมรักครับ อนันดา (เอเวอริ่งแฮม) จะแก้ผ้าเห็นตูด อรรถพร (ธีมากร) จะสู้มันมาก

“เพราะอย่างนี้หนัง “ดึกแล้วฯ” เลยไม่มีใครทำให้ไง มีแต่เพื่อน ซึ่งก็เป็นอีกข้อที่ผมอยากพิสูจน์ว่า หนังทำด้วยเพื่อนก็ได้ อย่างเรื่องนี้ เพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้องผมก็ซวยกันไป

“ทุนส่วนใหญ่ของหนังเลยมาจากแรงงาน อนันดา จิ๊บ (ดุสิตา อนุชิตชาญชัย) หนุ่ม (อรรถพร ธีมากร) จะถ่าย มาเองนะ เอาเสื้อผ้ามาด้วย ถ้าเอารถมา เสียค่าจอด 300 ก็ต้องจ่ายเอง ทั้งๆ ที่ผมไม่รู้จักกับพวกเขาขนาดนั้น แค่เจอกันตามงาน แต่คนเหล่านี้ความรู้สึกมันสื่อถึงกันได้ อนันดาเผอิญชอบเสือร้องไห้ อรรถพรเป็นคนทำโปรดักชั่น เป็นผู้กำกับฯมาก่อน แล้วก็ชอบอะไรแบบนี้ จิ๊บในฐานะนักแสดง มีพลังเยอะ และอยากมีโอกาสได้ทำอย่างอื่นบ้างนอกจากละคร แล้วผมก็โผล่มาเชื่อม 3 คนนี้
 
“จริงๆ ผมก็อยากคุยกับคนอื่นเหมือนกัน แต่เขาจะมีต่อมนี้กันรึเปล่า เพราะนักแสดงบ้านเราหายากที่จะอยากทำอะไรนอกเหนือไปจากภาพพจน์ของตัวเองที่มันดีงาม โดยเฉพาะยังไม่ได้เงินด้วย ต้องออกเองไปก่อน ถ้าวันนึงหนังมันขายได้ ทุกคนถึงจะได้ แต่นักแสดงผมก็โคตรดี ไม่มีใครพูดว่าจะได้เท่าไหร่ ผมโชคดีมากที่เจอคนเหล่านี้

“ถัดจาก “ดึกแล้วฯ” ผมเพิ่งทำสารคดีเสร็จอีกเรื่อง ชื่อ “ตัวกู ของกู” จะถ่ายทอดชีวิตคนทำงานศิลปะ มี ธาดา วาริช, พิเชษฐ์ กลั่นชื่น, อุดม แต้พานิช, เป็นเอก รัตนเรือง แล้วก็ โมเดิร์น ด็อก จี๊ดมากเรื่องนี้ รับรองว่าดูแล้วไม่มีหลับ แต่ตอนเริ่มทำ ขอเงินใคร ไม่มีใครให้เลยนะ ก็เหมือนเดิม เดี๋ยวทำให้เสร็จจะเชิญมานั่งดู ดูจบ จะสนับสนุนมั้ยครับ

“จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ต้องใช้เงินมาก ผมไปหาพี่ๆ ทั้ง 5 บอกพี่ครับ ผมอยากทำเพื่อน้องๆ ให้ได้รับฟังสิ่งที่ถูกต้องมั่ง คนเหล่านี้ล้มลุกคลุกคลานมาเท่าไหร่ มึงเห็นแต่เท่ เก๋ แหกคอก มันไม่จริง มองแต่ยอดอย่างเดียว โอ้โห! ผลไม้สวยสุก ไม่ดูรากกันเลยเหรอว่าเขาปลูกยังไง ทั้งที่จริงๆ คนเหล่านี้ความล้มเหลวมันมีนะ ทุกคนโดดเดี่ยว ไม่ใช่ไปออกงานพูดอะไรคมๆ เขานั่งเขียนบทอยู่บ้านเป็นเดือน ฝึกถ่ายภาพ หัดแต่งเพลงคนเดียว ซึ่งเรื่องพวกนี้มีประโยชน์กับคนรุ่นใหม่ที่ได้เห็นแล้วคิดทบทวน ว่าจะเริ่มตัวเองยังไง

“หนังยาวประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะฉายตามมหา”ลัย เพราะหนังที่จะฉายตามโรงเขาต้องการอีกแบบนึง ผมก็เลยคิดว่าจะทำฉายในสถานศึกษา แล้วมหา”ลัยมี 200 แห่งทั่วประเทศ คณะที่เรียนการแสดง โฆษณา ภาพยนตร์ ถ้าไม่รู้จักมาดูพวกนี้ ก็ไม่ควรเรียนด้านนั้น

“นอกจากทำหนัง ผมก็รับจ้างทั่วไป ทำประจำคือเป็นคอลัมนิสต์ ส่วนการทำหนังไม่ใช่อาชีพหรอก เป็นแค่ความรัก เป็นความสุข

“แต่อีกมุมนึง ผมว่าคนทำหนังบ้านเราเหมือนขอทาน ถ้าอยากรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า จงมาเป็นคนทำหนัง มันจะรู้สึกแบบนั้นช่วงที่ต้องไปขอเงิน แต่พอหนังได้รับการอนุมัติ จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นนายกฯ พอหนังทำเงินจะรู้สึกว่าได้รับ 19 ล้านเสียง แต่ถ้าหนังเจ๊งจะรู้สึกเหมือนถูกห้ามเข้าประเทศ

“ถึงอย่างนั้นผมก็ยังรู้สึกดีกับมัน ผมว่าการทำหนังหรืองานสร้างสรรค์อะไรก็ตาม มันดีตรงที่ว่าเราได้เอาสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา แล้วมีคนอื่นเห็น เสร็จแล้วก็เกิดคำถามว่า ไอ้ผู้กำกับฯมันเพี้ยนรึเปล่า ทำไมมันเหงาขนาดนี้ ตรงนี้แหละมั้งที่เรารู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ แล้วมีความสุขเวลามีคนมาเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวเราแล้วบอกว่า หนูดูไม่รู้เรื่องนะ แต่หนูชอบว่ะ

“แต่เวลามีคนมาถามว่าหนังต้องการจะสื่ออะไร ผมอยากจะบีบคอ แล้วจูบมัน อย่าง “ดึกแล้วฯ” มีคนถาม ตกลงหนังพี่มีคนตายมั้ย? ผมตอบกูก็ไม่รู้เหมือนกัน คือหน้าที่เราจบแล้ว คุณดูแล้วรู้สึกแบบไหน ก็แบบนั้น

“ส่วนเวลาที่มีรุ่นน้องเข้ามาคุย ผมรู้สึกดีมาก เพราะผมเองตั้งใจว่าอยากทำเหมือนที่พี่ต้อมเคยทำกับผม เขาให้โอกาส แล้วใน “ดึกแล้วฯ” เขาก็ให้เงิน ซึ่งเงินไม่ได้สำคัญเท่าความรู้สึกหรอก ผมเลยอยากทำแบบนั้นกับรุ่นน้องต่อไป ช่วยได้ก็จะช่วย

“หนังผมมักสะท้อนเรื่องความสุขคือความเรียบง่าย แล้วผมเชื่อแบบนั้นมั้ยเหรอ ผมเชื่อนะ ใน “เสือร้องไห้” มีฉากนึงที่คนขับแท็กซี่ขับรถกลับบ้านที่ต่างจังหวัด แล้วลงไปกราบพ่อ ไอ้ความทุกข์นี่ พอเราได้อยู่กับคนที่เรารัก มันช่วยได้ น้ำใจระหว่างคนต่อคนมันก็ช่วยได้

“กรุงเทพฯกับชนบท ผมชอบอะไรมากกว่ากัน? ผมโตบ้านนอก โตสุรินทร์ ชลบุรี แต่ก่อนผมก็ตกปลา วิดน้ำในนา แล้วก็มาอยู่กรุงเทพฯ พวกสีลม สุขุมวิท ซึ่งชอบทั้งสองอย่าง กรุงเทพฯมันก็มีสิ่งดีอยู่ เพียงแต่มันแฝงด้วยเสียงดังเยอะไปหน่อย แต่ถ้ามอง เราก็จะเห็น

“อย่างผมเห็นสาวอะโกโก้ในชุดว่ายน้ำออกมายืนโทรศัพท์ในตู้ แล้วมีเหรียญตั้งเยอะๆ ก็รู้เลยว่าเขาโทร.หา ไม่แฟน ก็ต้องเป็นครอบครัวที่ต่างจังหวัด แต่ว่าเขายืนในชุดยกทรง โคตรน่าเศร้า ไม่ใช่สิ มันสวย มีเสน่ห์มาก

“วันก่อนรถติดไฟแดง เห็นหมาจรจัดเยอะมากคอยสั่นหางตามคนกวาดถนนคนนึง แล้วเขาก็เอามือล้วงกระเป๋า หยิบหมูจากถุงข้าวเหนียวให้หมากิน ผมก็จะร้องไห้ แล้วก็เห็นยายแก่ๆ นั่งขายฮอลล์ที่จตุจักร คุยกับคนดีดกีตาร์ที่มีขัน เขายิ้ม หัวเราะ คุยเรื่องอะไรกันก็ไม่รู้ ผมก็น้ำตาจะไหล ผมรู้สึกกับสิ่งนี้เยอะมาก คงเพราะมันหายากขึ้น

“สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีความสุข แต่พอผ่านเหตุการณ์นั้นไป มันก็หายนะ เจอเสียงดังก็หายแล้ว มาเจออีกก็นึกได้ บอกตัวเองว่าทำให้คนอื่นบ้างสิวะ ว่าแล้วก็ไปเอาเสื้อผ้ามาให้คนกวาดถนนในซอย เพราะอยากมีสติบ้าง ไม่อยากหลงระเริงตลอดเวลา”

“แล้วสิ่งนี้แหละ ที่ทำให้ผมอยากมีชีวิตต่อไป เพราะมันเศร้าก็จริง แต่ไม่ถึงกับสิ้นหวัง มันยังมีความชุ่มชื่นในหัวใจอยู่”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์