นอกกระแสแบบ”ม้ามืด”ที่ชื่อ ธัญสก พันสิทธิวรกุล

Home / ข่าวหนัง / นอกกระแสแบบ”ม้ามืด”ที่ชื่อ ธัญสก พันสิทธิวรกุล

ชื่อ “ธัญสก (อ่านว่า ธัน-สะ-กะ) พันสิทธิวรกุล” ผู้ได้รับรางวัลศิลปาธร พ.ศ. 2550 ในสาขาภาพยนตร์ อาจทำให้หลายๆ คนสงสัยว่าเขาเป็นใคร?

คำตอบก็คือ เขาเป็นเจ้าของแผนงานภาพยนตร์เรื่อง “ศาลาคนเศร้า” ซึ่งไปชนะรางวัล PPP จากเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ซึ่งให้กับแผนงานสร้างภาพยนตร์ที่น่าสนใจ นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ได้ทุนทำสารคดีเกี่ยวกับวง Futon ในชื่อ ราตรีสโมสร ที่อยู่ระหว่างการถ่ายทำ อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Thai indy รวมกลุ่มคนทำหนังนอกกระแสรุ่นใหม่ไว้ด้วยกัน

เขายังเป็นเจ้าของผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Voodoo Girl” สารคดีว่าด้วยเรื่องชีวิตของเพื่อนผู้หญิงของเขาเอง และยังมีหนังสารคดีอย่าง “Happy Berry” เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนซึ่งมาเปิดร้านเสื้อผ้า และใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ซึ่งไปได้รางวัลกรังปรีซ์ จากเทศกาลสารคดีไต้หวัน และขณะปัจจุบันนี้เขาอยู่ระหว่างปรับบทภาพยนตร์เรื่อง “ศาลาคนเศร้า” เพื่อให้พร้อมสำหรับการถ่ายทำ

สำหรับรางวัลศิลปาธรที่ได้นั้น ธัญสกเปิดเผยว่า เมื่อแรกที่ได้รู้ ก็แปลกใจที่ได้รับ เพราะงานที่ผ่านมาของเขาไม่ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ จะมีฉายบ้างก็ตามเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศ และเทศกาลภาพยนตร์เล็กๆ ในบ้านเราเท่านั้น คนไทยทั่วไปจึงไม่น่าจะรู้จักเขามากนัก

“แล้วคนที่ได้ก่อนผมแต่ละคนนี่ระดับเป็นเอก รัตนเรือง, อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผมเองก็แปลกใจ

“แล้วมันจะดีเหรอ?”

ยิ่งในปีนี้มีศิลปินที่เขาชื่นชอบอย่าง “พินรี สัณฑ์พิทักษ์, วสันต์ สิทธิเขต, ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช” ที่เขาชื่นชอบ ได้รางวัลในปีเดียวกันนี้กับเขาด้วยอีก

“ก็แปลกๆ งงๆ แต่ว่าถ้าเป็นกรรมการผมว่ามันยากเหมือนกันที่จะหาว่านอกจาก 3 คนที่ได้รางวัลไปก่อนแล้วในสาขาภาพยนตร์จะมีใครที่ทำภาพยนตร์ในแนวศิลปะอีกบ้าง คนทำจริงจังก็มีน้อย แต่ถ้าไปมองในแง่ธุรกิจมีมาก ด้านศิลปะ พ้นจากเป็นเอก, อภิชาตพงษ์ และวิศิษฏ์แล้ว ผมก็นึกถึงใครไม่ออก หมดแล้วประเทศไทย”

สำหรับตัวเขาเอง การได้รางวัลศิลปาธรซึ่งถือเป็นรางวัลด้านกำลังใจสำหรับศิลปินช่วงวัยสร้างตัว และวัยสร้างผลงาน แต่ธัญสกว่าถึงไม่ได้รางวัล เขาก็คงยังทำงานต่อไป เพราะแรงบันดาลใจในการทำงานส่วนใหญ่มาจากตัวเองทั้งสิ้น

หากสำหรับคนอื่น รางวัลนี้จะมีส่วนช่วยทำให้หันมาสนใจทำภาพยนตร์แนวศิลปะขึ้นบ้างหรือไม่ เขาเองก็ไม่แน่ใจนัก

“บ้านเรามองหนังเป็นธุรกิจมาก ไม่มีใครมองในแง่อื่นเลย มันไม่หลากหลาย เราอาจจะมองว่าหนังบ้านเรามีหลายแนว มีแอ๊คชั่น ตลก ผี หนังรัก แต่ที่จริงมันก็ก้อนเดียวกัน ไม่มีก้อนอื่นเลย อย่างหนังสารคดีก็มีน้อยมาก ซึ่งถ้ารัฐเข้ามาช่วยผลักดันงานศิลปะมากกว่านี้จะดี เพราะว่ามันมีไม่พอ”

ถ้าจะถามว่าภาพยนตร์ที่เป็นอินดี้ หรือเป็นงานศิลปะนั้น ในความเป็นจริงถึงกับอยู่ไม่ได้หรือ? ธัญสกในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่มไทยอินดี้บอกว่าไม่ถึงขนาดนั้น เพราะเอาเข้าจริงก็ยังอยู่ได้ และมีเงินสนับสนุนให้บ้าง แต่ไม่ใช่เงินจากคนไทย หากมาจากกลุ่ม Art Network Asia ซึ่งสนับสนุนเพราะเห็นผลงานของกลุ่มแล้วชอบใจ

“บ้านเราสนับสนุนอะไรที่เป็นการค้า คือมองด้านนั้นมากไป ศิลปะบ้านเราจึงมีเงินจากต่างประเทศมาสนับสนุน ไม่ใช่ว่าอย่างผมจะหยิ่ง ไม่รับเงินไทย ที่ผ่านมาก็รับ แต่บางทีเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายกับคนให้เงิน ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งผมก็เลยไม่อธิบายดีกว่า แล้วก่อนหน้านี้ผมก็ใช้วิธีอย่างอื่นในการหาเงิน เพื่อเอาเงินมาทำงานของเรา”

วิธีอย่างอื่นที่เขาพูดถึงนั้น มีทั้งการเป็นคอลัมนิสต์ เขียนเรื่องให้ไบโอสโคป, อะ เดย์ ฯลฯ และเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

“สำหรับงานศิลปะที่ทำอยู่นั้น ธัญสกบอกว่าแม้วันนี้คนจะยังมองไม่เห็นคุณค่า แต่เชื่อว่าสักวันหนึ่งใครๆ คงได้เห็น”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์
ภาพประกอบบางส่วนจาก deknang.com