โรงหนังเก่า เนเวอร์ดาย โรงหนัง “นอกกระแส”

Home / ข่าวหนัง / โรงหนังเก่า เนเวอร์ดาย โรงหนัง “นอกกระแส”

แม้ธุรกิจโรงภาพยนตร์จะแข่งขันอย่างดุเดือดด้วยรูปแบบอันทันสมัยเหมือนหลุดเข้าไปในยุคอวกาศ  แต่เสน่ห์ของโรงหนังคลาสสิกที่ฉายหนัง  “นอกกระแส” ก็ไม่เคยถูกเบียดตกขอบ  ทว่ายังคงมี “แฟนประจำ” เหนียวแน่น ที่ไม่ใช่มีแค่ “เด็กแนว” เท่านั้น

คอหนังยุคนี้อาจจะอาศัยอินเทอร์เน็ตเช็กรอบฉาย  แต่ลูกค้าลิโด้  สยาม และสกาล่า หลายคนใช้วิธีต่อสายไปยังโอเปอเรเตอร์ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้วิธีเข้าเว็บไซต์  แต่เพราะติดใจในอัธยาศัยและลีลาการให้ข้อมูลของชายหนุ่มผู้อยู่ปลายสาย  ที่นอกจากจะบอกวันเวลาของหนังที่คุณสนใจแล้ว  ยังแถมด้วยแบล็กกราวด์ของหนังเรื่องนั้นๆ  ประหนึ่งว่าเป็นนักวิจารณ์หนังก็ไม่ปาน นี่ยังไม่นับความคลาสสิกของยูนิฟอร์มพนักงานเก็บตั๋ว  ในสูทเหลืองอ๋อย-ผูกหูกระต่ายดำ เอกลักษณ์ที่หลงเหลือมาจากยุคเซเว่นตี้ที่มีให้เห็นเฉพาะที่นี่เท่านั้น

นายสาโรจน์ สุขพราว ประชาสัมพันธ์อารมณ์ดีของโรงภาพยนตร์ลิโด้ ในเครือเอเพ็กซ์ เปิดเผยว่า สกาลา ลิโด้ และสยาม ถือเป็นโรงหนังอันดับ 1 ในยุค 70-80 เพราะเป็นโรงหนังที่ทันสมัยและอยู่ในย่านการค้าที่เจริญที่สุด รวมทั้งใกล้มหาวิทยาลัย หนังที่ฉายต้องเป็นหนังฝรั่งชั้นดี  ลูกค้าที่แวะมาชมเป็นลูกค้าระดับสูง  วัยรุ่นและนักศึกษา  ต่อมาก็เริ่มมีหนังไทยเข้ามาฉาย    กระทั่งช่วงยุควิดีโอเฟื่องฟูทำให้โรงหนังในย่านนี้ประสบปัญหาพอสมควร  แต่ก็อยู่มาได้จนถึงปัจุบันที่มีโรงหนังมัลติเพล็กซ์ทันสมัยเกิดขึ้นรายรอบมากมาย

สำหรับวิธีการปรับตัวนั้น  APEX  ปรับกลยุทธ์ “เปิดฉายหนังของฮอลลีวู้ด” โดยหา “ทางเลือก”  ให้กับคนรักหนังนอกเหนือจากกลุ่ม  MASS ด้วยการริเริ่มโครงการ APEX EXCLUSIVE โดยฉายหนังอิหร่าน เรื่อง “Children of Heaven” ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับท่วมท้น

“นั่นทำให้เรามีกำลังใจ และถือเป็นนโยบายที่จะเสาะแสวงหา “หนังทางเลือก” มาให้แฟนประจำของเรา  อ้อ! ขอบอกอีกนิดนะครับ ตอนที่เราเปิดตัวหนังเรื่องนี้ เราฉายภาษาต้นฉบับอิหร่านเลย มีซับไตเติลภาษาไทยเพื่อให้คนดูได้รับอรรถรสจริงๆ  และนี่ก็เป็นที่มาของ  ORIGINAL  SOUNDTRACK  ที่ APEX แห่งเดียว” สาโรจน์เล่า

นอกจากการฉายหนังนอกกระแสแล้ว   ราคายังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เหล่าคอหนัง นิสิต นักศึกษา มาที่นี่เป็นประจำ นั่นเพราะนอกจากราคาปกติ 100 และ 120 บาทแล้ว ในรอบเช้าวันเสาร์-อาทิตย์  ยังเหลือเพียง 80 บาท รวมทั้งเมื่อซื้อกันเป็นหมู่คณะ 10 ที่นั่ง ก็จะได้รับฟรี 1 ที่นั่ง

สาโรจน์ยังบอกอีกว่า สิ่งที่ทำให้โรงหนังนอกกระแสแถบนี้อยู่ได้  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขณะนี้นิตยสารเกี่ยวกับภาพยนตร์เริ่มให้ความสำคัญกับหนังนอกกระแสมากขึ้น  ทำให้สยาม  ลิโด้ สกาล่า เป็นที่รู้จักในวงกว้างนอกเหนือไปจากแฟนประจำ

ขณะที่ “เฮ้าส์ อาร์ซีเอ”   ก็เป็นอีกหนึ่งโรงหนังของ “เด็กแนว” ที่แม้จะต้องเจอกับปัญหาการจราจรอยู่บ้าง  แต่ก็ยังคงเป็นโรงหนังประเภท  STAND  OLONE ที่คงกระพันมาหลายปี สิ่งที่โดดเด่นสำหรับโรงหนังนอกกระแสแห่งนี้ก็คือ การดำเนินธุรกิจที่เน้นความพอเพียงมาโดยตลอด

นายพงศ์นรินทร์   อุลิศ   หุ้นส่วนคนสำคัญของโรงภาพยนตร์เฮ้าส์  อาร์ซีเอ กล่าวว่า หนังนอกกระแสมีเสน่ห์ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัยเกิดขึ้นมากมาย ซึ่ งคนดูหนังก็จะนิยมอยู่พักหนึ่ง แต่สำหรับที่เฮ้าส์จะเป็นลักษณะหนังเลือกคนดู ไม่ใช่คนดูเลือกหนัง

“หนังตามกระแสเข้าโรงมาอาทิตย์เดียวก็หายไป  เราไม่อยากตามกระแส รู้มาตั้งแต่แรกว่าจะเป็นยังไงต่อไป แต่เราคิดอย่างเดียวว่าถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ ลูกค้าเป้าหมายของเรา เรียกว่าเด็กแนวคงไม่ใช่ ส่วนมากจะเป็นพวกคอหนังจริงๆ ที่เขาดูหนังเป็นและรู้จักความเคลื่อนไหวของหนัง คนพวกนี้เขาไม่ต้องให้ใครมาชี้นำอะไรมาก หนังในโรงของเราไม่ต้องอาศัยการโปรโมตเหมือนหนังฟอร์มยักษ์” หุ้นส่วนเฮ้าส์กล่าว

ต้องถือว่าเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ของวงการธุรกิจโรงภาพยนตร์พอสมควร เมื่อโรงภาพยนตร์นอกกระแสที่ไม่ได้มีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างเฮ้าส์ สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้

“เราอยู่อย่างพอเพียงในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ ทำอย่างไรก็ได้ให้ต้นทุนต่ำที่สุด ทั้งต้นทุนการผลิต วัสดุก่อสร้าง ค่าน้ำค่าไฟ การดูแลรักษาทุกอย่างต้องอยู่ในต้นทุนที่ต่ำ คนฉายหนังกับเด็กฉีกตั๋วก็เป็นคนเดียวกัน พนักงานทุกคนเป็นกันเองกับลูกค้า หนังที่นำเข้ามาฉายก็ต้องมีมูลค่าทางการตลาดต่ำ ดาราไม่เป็นที่รู้จัก ผู้กำกับไม่มีชื่อเสียง เพราะเรารู้ว่าหนังเล็กมันก็ทำเพื่อคนกลุ่มเล็ก เราไม่ต้องการกำไรมากมาย ขอเพียงให้อยู่ได้ก็พอ” พงศ์นรินทร์กล่าว

หุ้นส่วนเฮ้าส์คนนี้ยังเปรียบให้เห็นพฤติกรรมคอหนังนอกกระแสว่า  เมื่อโรงหนังที่ทันสมัยแห่เปิดกันในช่วงแรกๆ จะเกิดกระแสฟีเวอร์ แต่ก็เห่อเป็นพักๆ สุดท้ายพอฟ้าฝนหยุดตกคนดูหนังก็จะรู้เองว่าใครใช่หรือไม่ใช่

“เราไม่มีการโฆษณา แต่จะเอาใจเฉพาะลูกค้าที่เป็นขาประจำมากกว่า เรามี 2 โรง  ฉายโรงละ 5-6 รอบ วันหนึ่งก็จะฉายเพียง 3 เรื่อง ราคาตั๋วเราจึงแค่ 100 บาทเท่านั้น  และยังมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าประจำที่ประทับตราครบ 10 เรื่อง จะได้ดูฟรี 1 ที่นั่ง และสำหรับลูกค้า 500 คนแรกของแต่ละเรื่อง จะได้รับฟิล์มหนังที่ตัดเป็นเฟรมของเรื่องนั้นๆ  ซึ่งแต่ละคนจะได้ไม่ซ้ำกันแน่นอน จุดนี้ลูกค้าบอกว่าชอบมาก เพราะเป็นเอกลักษณ์ วันดีคืนดีนึกครึ้มก็จะจัดเทศกาลหนังขึ้นมาสักครั้ง เรียกว่าเราเอาใจคอหนังที่เป็นสมาชิกของเรามากที่สุด” พงศ์นรินทร์กล่าวทิ้งท้าย.

ที่มาจากหนังสือพิมพ์