ดาราเด็ก “ผีเลี้ยงลูกฅน” โดนมรสุม แม่ถูกพ่อฟ้อง

Home / ข่าวหนัง / ดาราเด็ก “ผีเลี้ยงลูกฅน” โดนมรสุม แม่ถูกพ่อฟ้อง

“อั้ม” พัชราภา ไชยเชื้อ ใจบุญโดดอุ้ม “น้องไทเกอร์” ดาราเด็กเล่นหนัง “ผีเลี้ยงลูกฅน” และละคร “ฝนเหนือ” เป็นรายแรกโดยไม่ลังเลทันทีที่ทราบข่าวว่าแม่ของ “น้องไทเกอร์” ถูกอดีตสามียื่นฟ้องวางเพลิง

จากการที่ นางปลายรุ่ง  พิศนุภูมิ อายุ 45 ปี อดีตสุดยอดนางแบบของห้องเสื้อระพีเมื่อปี 2529 และยังเคยลงสมัครประกวดนางสาวไทย ปีที่ ”เอ้” ชุติมา นัยนา ได้ตำแหน่ง รวมทั้งเคยเป็น อดีตนักจัดรายการวิทยุของคลื่นวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประกาศข่าวและพิธีกรข่าวกีฬาของช่อง 11 ซึ่งเป็นมารดาของ ”น้องไทเกอร์”  ด.ช.ธนากร พิศนุภูมิ อายุ 6 ขวบ ดาราเด็กจากหนังเรื่อง ”ผีเลี้ยงลูกฅน” ของค่ายพระนครฟิลม์ และละครเรื่อง ”ฝนเหนือ” ทางช่อง 7 ถูก นายจิตตินนท์ เหมทานนท์ สามี ยื่นฟ้องวางเพลิงบ้านแม่ผัวเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 601 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางปลายรุ่ง เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 50 ระบุว่า เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 43 เวลากลางวัน จำเลยได้วางเพลิง ซึ่งเป็นโรงเรือนของ นางบวรจิต เหมทานนท์ ผู้เสียหาย มารดาของ นายจิตินนท์ เหมทานนท์ สามีของจำเลย โดยมีคนอยู่อาศัย เป็นเหตุให้เพลิงลุกไหม้พื้นและฝาผนังบ้านได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 80,000 บาท เหตุเกิดที่หมู่บ้านปิ่นเจริญ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217, 218

นางปลายรุ่งเดินทางมาพร้อม ”น้องไทเกอร์” ซึ่งแต่งตัวมาด้วยชุดนักเรียน โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม และ รศ.ดร.สุกรี รอดโพธิ์ รองคณบดีด้านแผนงบประมาณและการบริหาร คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาในส่วนของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ

ขณะที่ชั้นพิจารณา พนักงานอัยการได้แถลงต่อศาลว่า ที่ผ่านมาจำเลยได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมายังอัยการสูงสุดพร้อมให้การรับสารภาพ อัยการจึงขอให้ศาลมีคำสั่งสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย โดยอัยการจะนำ นางบวรจิต เหมทานนท์ ผู้เสียหาย ซึ่งขณะนี้พักอาศัยที่ประเทศอังกฤษ และพนักงานสอบสวนขึ้นเบิกความ ศาลสอบถามจำเลยแล้วไม่ได้คัดค้าน ศาลจึงมีคำสั่งให้นัดสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ในวันที่ 27 ธ.ค. นี้ เวลา 09.00 น

นายพิสันต์ ธานีรัตน์ ทนายความจำเลย กล่าวว่า คดีนี้ต้องมีการนัดสืบพยานประกอบ โดยในวันนัดฝ่ายจำเลยไม่จำเป็นต้องเบิกความ มีเพียงฝ่ายโจทก์เท่านั้นที่จะเป็นผู้เบิกความประกอบส่วนผลการพิจารณาจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

ก่อนเดินทางออกจากศาล นางปลายรุ่งยอมรับว่าจุดไฟจริง แต่ไม่ได้เจตนา เพราะตอนนั้นรู้สึกโกรธเลยเอารูปสามีออกมาเผา และรู้สึกเบลอๆ ค่าเสียหายทั้งหมดตนไม่สามารถชดใช้ให้ได้ เพราะทุกวันนี้รายได้ที่มีอยู่ก็มาจากการแสดงของลูกเล็กๆ น้อยๆ อีกทั้งต้องนำแบ่งเงินไปเป็นค่ารักษา ”น้องไทเกอร์” ซึ่งป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ต้องเข้ารับการรักษาเป็นประจำ

”อยากให้คดีนี้จบไปโดยเร็ว เพราะเป็นห่วงสภาพจิตใจและการเรียนของลูก ซึ่งตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ในโครงการปัญญาเลิศของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเรียกร้องให้ทางฝ่ายอดีตสามีมาช่วยเหลือดูแลอะไร มีเพียงเพื่อนร่วมงานที่ช่อง 11 ยังรวบรวมกันมาช่วยเหลือ”

ส่วน ”น้องไทเกอร์” ที่ร่ำไห้ฟูมฟายน้ำตานองหน้าอยู่ตลอดเวลานั้น ยอมรับว่า รู้สึกสงสารแม่ พร้อมกับตัดพ้อว่า สงสัยผู้เป็นพ่ออยากให้ตนตาย ถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

”สงสารแม่ และไม่มีสมาธิในการเรียนหนังสือ สงสัยว่าพ่ออยากให้ผมตาย เพราะถ้าแม่ต้องติดคุก ผมก็จะเข้าไปอยู่ในคุกด้วย ตั้งแต่เกิดมาผมอยู่กับแม่มาตลอด ไม่เคยเห็นหน้าพ่อและไม่อยากจะเจอด้วย เพราะพ่อไม่เคยรับผิดชอบชีวิตผม สำหรับอนาคตนั้นอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เพราะชื่นชอบวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์มากครับ”

ผู้สื่อข่าว ”สยามดารา” ได้สอบถาม ”นางปลายรุ่ง” ว่า ขออนุญาตไปดูสภาพความเป็นอยู่ที่บ้านที่อาศัยอยู่กับลูกชาย ได้ไหม เจ้าตัวยินดีให้ผู้สื่อข่าวเดินทางไปได้ ตอนนี้ตนพักอยู่ที่คอนโดฯ เมืองทองธานี ตึก C9  แต่ขอให้เป็นช่วงเย็น เพราะตนต้องกลับไปทำงานที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อน และลูกก็ต้องกลับไปเรียนหนังสือ

ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าว ”สยามดารา” ได้เดินทางไปรอพบนางปลายรุ่ง ด้านหน้าของตึก C9 คอนโดฯ เมืองทองธานี ตามที่นัดหมายเอาไว้ นางปลายรุ่งได้พาขึ้นไปยังห้องพัก พบว่า “น้องไทเกอร์” ใส่ชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเก่าๆ นั่งกินไก่ทอด หลังจากกลับมาจากโรงเรียน ซึ่งไก่ทอดชิ้นนี้แม่ค้าที่อนุสาวรีย์ฯ ให้มา เพราะได้เห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์แล้วจำได้เลยให้มา ส่วนางปลายรุ้ง นั่งดูทีวีเสื้อยืดกางเกง 5 ส่วน สถาพกลางเก่ากลางใหม่เช็คข่าวทางทีวีเกี่ยวกับการไปขึ้นศาล ภายในห้องค่อนข้างเล็กไม่มีเตียงมีเพียงฟูก และที่นอนเก่าๆ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก มีเพียงทีวี 14 นิ้วคอยให้ความบันเทิง และตู้เย็นขนาดเล็ก

ก่อนเริ่มคุยถึงเรื่องอื่น ผู้สื่อข่าวสยามดาราได้ถามความรู้สึกอีกครั้งว่ารู้สึกอย่างไรกับการขึ้นไปขึ้นศาลวันนี้ นางปลายรุ้งบอกว่ารู้สึกเครียด แต่ดีใจที่มีแฟนคลับ “น้องไทเกอร์” ซึ่งเป็นนักศึกษา ป.โท และ ป.เอก ของจุฬาฯ ประมาณ 4-5 คนไปให้กำลังใจที่ศาล ส่วนคดีวันนี้คู่กรณีไม่ได้เดินทางมา ศาลจึงได้นัดหมายใหม่

จากนั้นย้อนถามว่าคดีนี้เป็นมาอย่างงไร แม่น้องไทเกอร์เผยว่าตอนที่ท้องน้องไทเกอร์มีปัญหากับสามีตลอด โดนทุบตีประจำ

“มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาในชีวิตเขามากมาย เพราะแฟนเป็นนักเรียนนอก พอทนไม่ได้ก็เผาชุดแต่งงานกับรูป แต่พอดีลามไปถึงที่นอน ช่วงนั้นเขาหาเรื่องถีบหัวส่งเราอยู่แล้ว ทางญาติสามีก็ไม่พอใจเราก่อนแแต่งแล้ว ก็เลยหาเรื่องให้ถึงที่สุด จนเราต้องอุ้มท้องออกมาจากบ้านหลังนั้น มาอยู่ที่คอนโดพี่ชายนี่แหละ ไม่รู้เลยว่าเขาแจ้งความ เพราะเขาส่งหมายจับไปที่บ้านหลังเก่าที่สมุทรปราการ ทั้งๆ ที่เขารู้ว่าเราทำงานที่ช่อง 11 ทำไมไม่ส่งมาที่ช่อง 11 มันเหมือนแกล้งกันมากกว่า ทางตำรวจนึกว่าเราหนีเพราะไม่มีคนอยู่บ้าน ตอนปลายปีที่ผ่านมา พอไทเกอร์ได้ไปเรียนทุนของจุฬาฯ ทางอาจารย์ก็เห็นใจเลยเอาเราไปเป็นประชาสัมพันธ์ คณะครุศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าอัตราจ้างไม่ได้บรรจุ เงินเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไร อยู่ๆ วันหนึ่งก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบ 3-4 คนไปจับเราถึงที่ทำงาน ก็ตกใจ แต่งยังโชคดีที่อาจารย์ในคณะฯ ประกันตัวออกมา โดยใช้หลักประกันกว่าครึ่งล้านบาท ต้องขอขอบคุณท่านมา ณ ที่นี่ด้วย”

นางปลายรุ้งกล่าวด้วยสีหน้าที่โศกเศร้าว่า หลังจากวันนั้นชีวิตที่ลำบากอยู่แล้วก็ลำบากมากขึ้น คือสังเกตุได้จาก “น้องไทเกอร์” แต่ก่อนเป็นคนร่าเริงสดใส ตอนนี้นิสัยก็เปลี่ยนไป

“เขานิ่งไปเลย ไม่สนุกสนาน ไม่พูดไม่สุงสิงกับใคร เขาบอกว่าเขาเหนื่อยมาก ต้องตื่นตี 5 ขึ้นรถตู้ไปโรงเรียน โดยลงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วต่อรถจุฬาฯ ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณรถตู้ที่ไม่เก็บเงินน้องไทเกอร์ซักครั้ง เพราะรู้ว่าน้องลำบาก แค่รวมค่ารถวันๆ หนึ่ง ก็เกือบ 200 บาทแล้ว ไหนจะค่าอยู่ค่ากิน ซึ่งเงินเดือนอัตราจ้างไม่พออยู่แล้ว ไทเกอร์อายุ 6 ขวบ แต่เรียน ป.3 แล้ว บางครั้งก็โดนเพื่อนโตกว่าแกล้ง ทั้งตบหัว บางครั้งครูประจำชั้นเล่าให้ฟังว่าอยู่ๆ ก็ร้องไห้ บอกว่าไม่อยากให้แม่ติดคุก ช่วงนี้น้องเขาไม่ขยันเหมือนแต่ก่อน”

ต่อข้อถามที่ว่า งานในวงการของน้องไทเกอร์ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทางนางปลายรุ้งบอกว่าหลังจากถ่ายหนัง “ผีเลี้ยงลูกคน” เสร็จ ก็ไม่มีงานอื่นติดต่อเข้ามาเลย

“เงินที่ได้จากการแสดงนิดๆ หน่อยๆ แม่จะเก็บไว้ให้เขาหมด เพราะน้องเขาป่วยบ่อย เป็นโรคภูมิแพ้อากาศ ตากฝนไม่ได้ เขาเข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก เงินตรงนี้ต้องเก็บไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลตอนนี้มีไม่มากแล้ว ที่ไม่มีงานอาจเป็นเพราะที่ผ่านมามือถือหาย ไม่มีเงินซื้อใหม่เลยไม่มีใครติดต่อเข้ามา”

เมื่อถามว่ามีใครยื่อนมือเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่ นางปลายรุ้งบอกว่าแต่ก่อนเคยมีรายหนึ่งจะเปิดบัญชีให้น้องไทเกอร์ แต่รู้สึกไม่อยากแบมือขอเงินใครเลยบอกปฏิเสธไป

“ตอนนี้ยังไม่มีใครติดต่อมาช่วยเลย มีเพียงวันนี้พี่อั้ม (พัชราภา ไชยเชื้อ) ให้ผู้จัดการส่วนตัวโทร.หาตอนบ่ายๆ บอกว่าอยากช่วยน้องไทเกอร์ เลยขอเบอร์บัญชีไปโอนเงินมาช่วย เพราะอั้มรู้สึกผูกพันธ์กับน้องไทเกอร์ตอนที่ทำงานร่วมกัน แต่ยังไม่ทราบจำนวน เพราะยังไม่ได้ไปเช็กบัญชีของน้อง แต่ถ้าจะช่วยบอกไว้ตรงนี้เลยว่า เงินทุกบาทที่ได้รับมาจะเก็บไว้เป็นค่ารักษาพยาบาล รวมถึงเป็นทุนการศึกษาให้น้องไทเกอร์ ทุกบาททุกสตางค์จะไม่นำออกมาใช้ถ้าไม่จำเป็น ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะให้น้องโทร.ไปขอบคุณพี่อั้ม”

ด้านน้องไทเกอร์ หลังจากกินไก่อิ่มแแล้วก็มานั่งฟัง เมื่อถามว่า “รู้สึกอย่างไรตอนนี้” น้องไทเกอร์ตอบว่า “เป็นห่วงแม่ครับ ไม่อแยากให้แม่ติดคุก หนูอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าแม่ติดคุก หนูก็จะไปอยู่ด้วย หนูรักแม่มาก ผมอยู่กับแม่มาตั้งแต่เกิด ไม่คิดอยากมีพ่อเลย”

ถ้าฝากอะไรถึงพ่อได้ อยากพูดอะไร?
“คุณเลิกรังแกแม่ผมเถอะ อยากรู้ว่าจิตใจคุณทำด้วยอะไร!?”

ฝันอยากจะเป็นอะไร?
“ผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ อยากศึกษาเกี่ยวกับเคมี อยากรู้ว่าสารแต่ละอย่างผสมกันแล้วได้อะไร ส่วนงานในวงการบันเทิงก็อยากทำ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเป็นงานละครบ้าง อยากให้พี่อั้มเป็นนางเอกด้วย (หัวเราะ) ถ้ามีใครให้งานผม ผมก็อยากทำ เพราะอยากหาเงินมาช่วยแม่ เพราะบางทีเห็นแม่นั่งร้องไห้ ผมรู้สึกไม่ดร ได้แต่เอาทิชชู่ไปให้ไม่รู้จะช่วยแม่ยังไง”

ก่อนจบการสนทนาผู้สื่อข่าวสยามดาราได้หันไปถามแม่น้องไทเกอร์อีกรอบว่า อยากฝากอะไรถึงอดีตสามีบ้างหรือไม่? นางปลายรุ่งเปิดใจว่า

“คงจะไม่อ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขา เพราะเขาใจดำกับเรามาตลอด ทุบตีเราตั้งแต่น้องไทเกอร์ยังไม่เกิด พอน้องเกิดมาก็ไม่คิดที่จะมาเลี้ยงดู ปล่อยให้เราต้องเผชิญชะตากันตามลำพัง อดมื้อกินมื้อ ยังไม่เคยคิดเรียกร้องค่าเลี้ยงดู อยากรู้ว่าเขาต้องการอะไรที่ทำแบบนี้ ทุกวันนี้เราก็เหมือนหมาจนตรอกอยู่แล้ว จะมารีดเลือดจากปูอีกหรือ ขอความเห็นใจจากศาลดีกว่า และคิดว่าศาลก็คงเห็นใจเรา เห็นใจอนาคตของเด็ก ในสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจที่ทำไปเพราะความโกรธ และอุบัติเหตุ ขอขอบคุณสื่อมวลชนพร้อมทั้งแฟนคลับน้องไทเกอร์ ที่ช่วยทำให้เรื่องนี้กระจ่าง แต่ก่อนไม่เคยคิดออกมาเปิดเผยเพราะรู้สึกอายและกลัวคนมองไทเกอร์ในแง่ลบ โชคดีที่แฟนคลับน้องไทเกอร์เห็นเราสองแม่ลูกลำบาก ก็เลยส่งแฟ็กซ์ไปให้สื่อมวลชนถึงได้มีทุกวันนี้”

วันเดียวกัน ”สยามดารา” ได้ติดต่อไปทางค่าย ”พระนครฟิลม์” เพื่อสอบถามว่า ในฐานะที่ ”น้องไทเกอร์” เป็นดาราเด็กที่เล่นหนัง ”ผีเลี้ยงลูกฅน” ซึ่งเป็นหนังในสังกัด มีนโยบายจะช่วยเหลืออย่างไรบ้างหรือไม่ ได้รับคำชี้แจงว่า ณ เวลานี้ ทางผู้บริหารของค่าย ยังอยู่ในการประชุมร่วมกัน ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของ ”น้องไทเกอร์” ซึ่งยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน ในเบื้องต้นมีเพียงนางเอกสาวของวิก 7 สี อย่าง ”อั้ม” พัชราภา ไชยเชื้อ ที่ร่วมเล่นหนังเรื่อง ”ผีเลี้ยงลูกฅน” กับ ”น้องไทเกอร์” เท่านั้น ที่โอนเงินจำนวน 20,000 บาท ผ่านเอทีเอ็มเข้าบัญชีไปช่วยเหลือ นางปลายรุ้ง และ ”น้องไทเกอร์” คนเดียวเท่านั้น

”อั้มเขารักและเอ็นดูน้องไทเกอร์มากนะ ตั้งแต่ถ่ายหนังเรื่องนี้ด้วยกัน เวลาว่างเขาก็จะมาหยอกล้อกันบ่อยๆ เหมือนกับวันที่หนังเรื่องนี้เปิดฉายรอบสื่อ ตอนแถลงข่าว เขากับน้องไทเกอร์ก็หยอกกันบนเวที 2 คนนั่นแหละ พอเขารู้ว่าครอบครัวของน้องเขา กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก เขาก็โอนเงินไปให้เลยแบบไม่ต้องนึกอะไร ตอนนี้ก็น่าจะมีอั้มคนเดียวนี่แหละ ที่ยื่นมือให้ความช่วยเหลือครอบครัวน้องไทเกอร์ไปแล้ว” เจ้าหน้าที่ค่ายพระนครฟิลม์กล่าว

ที่มา สยามดารา