ทำไมญี่ปุ่นไม่ดูหนังในโรง

Home / ข่าวหนัง / ทำไมญี่ปุ่นไม่ดูหนังในโรง

ตอนไปยอมรับว่าไม่ค่อยตื่นเต้นมากเพราะเคยไปมาแล้วสองครั้งในปี 2001 และ2004 แถมเป็นโตเกียวทั้งหมดแต่หลังจากรู้โปรแกรมว่าจะได้นั่งรถไฟที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกติด 1 ใน5 ของโลกอย่าง”ชินคันเซน” จากโอซากามาโตเกียวก็คิดว่าคงสนุกอยู่บ้าง

ชินคันเซนนี่วิ่งความเร็วอยู่ที่ระหว่าง240-270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง(ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตไม่ตรงกับในเอกสาร) ส่วนรถไฟที่วิ่งเร็วสุดอยู่ที่อัมสเตอร์ดัมเนเธอร์แลนด์ อีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกสนใจก็คือ ผมยังไม่เคยไป “โอซากา” เลยเวลา 7 วันกับสองเมืองอย่างโอซากากับโตเกียว จึงน่าจะกำลังดี ไม่ยาวเกินจนน่าเบื่อ และสั้นไปจนทำอะไรไม่ได้เลย

โอซากานั้นเหมือนเมืองใหญ่แถวบ้านนอกแหละครับ(คล้ายๆเชียงใหม่ หาดใหญ่) ส่วนโตเกียวก็คือกรุงเทพฯ นั่นเอง ระยะทาง 500-600 กิโลเมตรนั้นเจ้าชินคันเซนแล่นแค่ 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว

ผมเก็บเรื่องและสกู๊ปมาได้ราวๆ6 สกู๊ปครอบคลุมวัฒนธรรมหลายอย่างที่อยากทำ แต่อย่างหนึ่งที่แอบสังเกตสังกาตลอด 7 วันที่อยู่ที่นั่นกระทั่งสองวันสุดท้ายที่ชิ่งออกมาลุยเดี่ยวกับเพื่อนสนิทนั้น ก็พบความจริงอย่างหนึ่งว่า คนญี่ปุ่นโดยมาก ไม่ดูหนังตามโรงเลยครับ

กลัวจะคิดไปเองเลยหลอกถามคนญี่ปุ่นดูตอนที่ไปตระเวนหลายแห่ง 2-3 วันสุดท้ายก็พอจะสรุปมุมมองหนึ่งของพวกเขาได้ว่า พวกเขาไม่นิยมจริงๆ กับการดูหนังในโรงนัก ไม่เหมือนคนจีนที่ออกมาเข้าแถวดู Titanic ทั้งประเทศในปี1997 หรือคนเกาหลีที่เทศกาลหนังปูซานของเขาพาคนทุกบ้านออกมาเข้าแถวยาวเหยียด อัดแน่นทั้งเมือง (เพราะสองเหตุการณ์นี้ผมอยู่ด้วยพอดี)

การที่คนญี่ปุ่นไม่พึ่งโรงหนังสำหรับภาพยนตร์นั้นมันมีที่มาน่ะครับ ประเทศของเขาเป็นต้นแบบเบอร์หนึ่งของการผลิตเทคโนโลยีดีสุดในโลก (ยุโรปนั้นแม้จะพยายามก็สู้ไม่ได้) และมันก็ดีสมบูรณ์แบบจริงๆเพราะว่าพอได้เข้าไปดูเครื่องเล่นทุกรูปแบบของเขาตามศูนย์การค้า (บ้านเขานี่มีศูนย์การค้าเฉพาะของมันไปเลยครับเช่น ศูนย์การค้ารวมกล้องถ่ายรูปอย่างเดียว ศูนย์การค้ารองเท้าผ้าใบอย่างเดียวฯลฯ)

คนญี่ปุ่นผลิตเทคโนโลยีตลอดเวลาเกิดสิ่งที่เรียกว่า innovation หลากทาง(กระทั่งผลิตหุ่นยนต์ลำโพงเต้นได้กันแล้ว) คนญี่ปุ่นส่วนมากจึงรู้สึกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้อง “แยแส” โรงหนังที่มีระบบ”แย่กว่า” คล้ายๆมี “พารากอน” อยู่ในบ้านแล้วจะไปเที่ยว “ตั้งฮั่วเส็ง” ทำไมหรือ มี ipod แล้วจะใช้”วิทยุทรานซิสเตอร์” อีกเพื่ออะไร

หนังจึงไม่ใช่อุตสาหกรรมหรือสินค้าทางวัฒนธรรมที่ทำเงินเหมือนประเทศอื่นๆยิ่งระบบการบันทึกทุกอย่างเข้าขั้นสมบูรณ์แบบ พวกเขาได้อรรถรสมากกว่าในการดูที่บ้านและโลกส่วนตัว และต้องเรียนตามตรงว่า ตลอด 7 วันที่เดินเล่นและทำงานที่ญี่ปุ่นไปมันหมดทุกแห่งหนนั้น ก็แทบไม่เจอโรงหนังอะไรเลย (ยกเว้นโรงหนังโป๊)

ดีวีดี หนังบ้านเขานี่สุดยอดนะครับกลับมาลองเปิดดู ขนาดซื้อแบบลดราคา ตกกระแสไปแล้ว ยังระเบิดเสียงออกมารอบทิศทาง ส่วนความชัด มันชัดมากๆ จนไม่แปลกใจว่าทำไม ดีวีดี หรือซอฟ์ตแวร์บ้านเขาแพงมากและดีมาก

แต่อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นมีทั้งข้อดีและด้อย มีทั้งเรื่องน่าชื่นชมมากและน่าดูแคลน ผมไม่ใช่พวกเห่อต่างชาติมาก เพราะไปมากว่า 20 ครั้งหลายทวีป ก็มีเรื่องดีเลวผสมกัน

แต่สำหรับประเด็นเรื่องดูหนังนั้นผมไม่เห็นด้วยกับการเอาแต่ดูหนังในบ้านครับ เพราะวัฒนธรรมภาพยนตร์นั้น มันถูกสร้างเพื่อดูในโรง มีส่วนกับรูปแบบ (อยู่ในบรรยากาศกับคนอื่นๆและไฟมืดๆ จอใหญ่มากๆ มีเสียงตื่นเต้น หัวเราะไปกับสังคม)

ไม่ว่าคนญี่ปุ่นจะชอบดูหนังในบ้านแค่ไหนนานเท่าไร ผมจะยังดูหนังในโรงตามปกติ จะอ่านวรรณกรรม ต้องอ่านบนกระดาษครับ ไม่ใช่อ่านจากจอมือถือ

จะเตะบอลก็เตะบนสนามหญ้าครับไม่ใช่บนพื้นปาร์เกต์

นันทขว้าง สิรสุนทร

ที่มาจากหนังสือพิมพ์