?ชาคริต แย้มนาม? กับอีกหนึ่งบทบาทที่น่าจับตามอง

Home / ข่าวหนัง / ?ชาคริต แย้มนาม? กับอีกหนึ่งบทบาทที่น่าจับตามอง

บทบาท-คาแร็คเตอร์
รับบทเป็นไปศลครับ  เป็นโอปปาติกตนหนึ่งที่ฆ่าตัวตายเพราะบ่วงแห่งความรักครับ ซึ่งการฆ่าตัวตายมันก็เป็นบาปที่สุด ก็เลยต้องกลายเป็นโอปปาติก แล้วก็ต้องกลับมาชดใช้กรรมนั้น ในเรื่องนี้โอปปาติกแต่ละตนจะเป็นตัวแทนของบ่วงกรรม  กิเลสตัณหาของมนุษย์ที่แตกต่างกันไป อย่างของผมก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก  ซึ่งมนุษย์เราเนี่ยเกิดมาพร้อมกับความรัก ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการมีความรักในรูปแบบต่าง ๆ  ซึ่งมันก็เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของมนุษย์

การดำเนินเรื่องของตัวละครไปศล
 หลังจากที่เป็นโอปปาติกแล้วเนี่ย ก็อยู่ด้วยการใช้ชีวิตเป็นนักฆ่า เพราะว่ามันเหมือนความแค้นที่มันถูกฝังเอาไว้ใช้ทั้งปืนทั้งกริช แล้วกรรมที่ได้รับก็คือ ยิ่งเราฆ่าคนด้วยกริชมากเท่าไหร่ แผลเป็นพวกนั้นก็จะขึ้นบนตัว สมมติเราฆ่าคน ๆ นี้ ที่จุดตายของเค้า คือความสามารถพิเศษของเราก็คือรู้จุดตายของแต่ละคนว่าอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นกระสุนนัดนึงหรือแทงกริชครั้งนึงสามารถทำให้คน ๆ นั้นตายได้เลย สมมติผมแทงศัตรูตรงกลางอก ซักพักแผลเป็นมันก็จะขึ้นมากลางอก มันจะเป็นความเจ็บปวดทรมาน

พูดถึงการต่อสู้ของตัวเอง  ใช้อาวุธอะไร  ต่อสู้อย่างไร
ก็คือรู้จุดตายของผู้ต่อสู้แล้วก็มีทั้งปืนทั้งกริช แต่ถ้าใช้ปืนไม่เท่าไรไม่เป็นไร แต่ใช้กริชวิธีการต่อสู้ก็จะดิบ ๆ ครับ เตะต่อยยิงแทงเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยความที่ว่าเรารู้จุดตายเราก็ค่อนข้างไว ก็คือส่วนใหญ่ใช้ครั้งหนึ่งก็จะแทงจุดตายเค้าเลย คือว่าจะไม่ต้องเสียเวลาต่อสู้นาน ๆ  เพราะตัวเล็กบางทีคนตัวใหญ่กว่าเราก็คงต้องแพ้เค้า ถ้าแลกหมัด แต่ยิ่งเราฆ่าคนมากเท่าไหร่เราก็จะมีแผลเป็นมากขึ้นเท่านั้น 

บทบาทในหนังเรื่องนี้มีความเหมือนหรือแตกต่างจากตัวเองอย่างไร
คงแตกต่างไม่ค่อยเหมือนเท่าไร เพราะตัวผมเป็นคนเรื่อย ๆ สบาย ๆ แต่ไปศลเค้าจะเก็บกดมาก ๆ แต่อย่างพวกเรามันก็มีเรื่องเก็บกดในบางเรื่อง แต่มันก็ยังมีบางเรื่องที่ยังยิ้มได้ แต่ว่าไปศลเค้าจะยิ้มยาก ไม่ยิ้มเลย  เป็นคนที่ยิ้มยากมากครับ

จากผลงานที่ผ่านมา เรื่องนี้เป็นหนังแอ๊คชั่น-แฟนตาซีเรื่องแรก ต้องมีการปรับตัวเองเพื่อบทอย่างไร
ใช่ครับ ก็เข้าใจกับตัวละคร จริง ๆ มันเป็นแฟนตาซี แต่มันก็ไม่แฟนตาซีขนาดนั้น ใช่ เราเอาเรื่องภูติผีปิศาจเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็คือครึ่งผีครึ่งคน ที่เรียกว่า โอปปาติก แล้วก็แต่งตัวดิบ ๆ ธรรมดา มีแผลเป็นจากการที่ฆ่าตัวตาย พกปืนพกกริชตลอดเวลา แล้วก็คงต้องซ้อมคิวแอ็คชั่นคิวบู๊ดี ๆ ก็จะมีการซ้อมเรื่องบู๊หนักนิดนึงครับกับบางฉาก บางฉากมันก็สั้น ๆ บางฉากมันก็ยาว มีหน่วยสวาทเป็น 20 นาย สู้กับเราคนเดียว อันนั้นมันก็ซ้อมกันเยอะหน่อย


แล้วกับเรื่องราวที่อิงเนื้อหาทางพุทธศาสนา มีวิธีการตีความบทเรื่องนี้อย่างไร
ก็เป็นหน้าที่ของผู้กำกับที่ต้องมาอธิบายให้เราเข้าใจ คือแต่แรกแล้วว่าโอปปาติก มีแต่แรกแล้ว 5 คนเป็นหลัก ๆ  รวมอาหนิงด้วยเป็น  6  แต่ละคนจะเป็นตัวแทนของบ่วงกรรม  ตัวกิเลส  ตัณหาของมนุษย์น่ะฮะ อย่างของผมก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก  อย่างพุฒก็จะเป็นความอยากรู้อยากเห็น มันก็จะแตกต่างกันออกไป ก็จะเป็นตัวแทนของกิเลสตรงนี้แตกต่างกันไปแต่ละคน

ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนเรามนุษย์เนี่ยเกิดมาพร้อมกับความรัก ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการมีความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักครอบครัว รักแฟน รักเพื่อน หรือรักที่จะตื่นเช้ามาทำงาน มันก็จะเป็นเรื่องตรงนั้น เพราะฉะนั้นมันก็จะมีตัวละครเชอร์รี่ขึ้นมา ซึ่งเค้าจะมาเป็นตัวแทนของความรัก นั่นคือจุดอ่อนของทุก ๆ คน แล้วก็มีพี่อ๊อฟที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายแล้วการเกิดมาเป็นมนุษย์คนนึงมันเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ความพยายามของมนุษย์ ถ้าพยายามและทำจริงเนี่ยมันต้องสำเร็จแน่นอน

โอปปาติกเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกิเลสที่เริ่มต้นจากอาหนิงที่เค้าอยากจะเป็นอมตะแบบสมบูรณ์แบบด้วยการที่เค้าจะต้องสังเวยชีวิตของโอปปาติกทั้งหมดเพื่อที่จะไปถึงอมตะอีกตัวหนึ่งก็คือพี่เต๋า ซึ่งเค้าเป็นสมบูรณ์แบบนะครับ มันก็เป็นเรื่องราวของกิเลส ความต้องการของตัณหาอะไรอย่างนี้  บทไดอะล็อกก็จะออกเป็นปรัชญา ๆ นิด ๆ   ไดอะล็อกไม่ยาวเท่าไหร่ แต่ว่าความหมายจะดีมากครับ 

ในเรื่องนี้ต้องมีการแสดงทั้งฉากแอ็คชั่น  ดราม่า  โดยส่วนตัวแล้วชอบฉากไหนมากกว่ากัน
ด้วยความที่เป็นนักแสดงแล้วผมว่าทุกคนต้องชอบฉากที่เกี่ยวกับอารมณ์ แล้วก็ emotional พวกดราม่ามากกว่า เพราะว่าบู๊จริงแล้วมันก็คือการ Blocking  ซ้อมดี ๆ ใครก็คงทำได้กันหมด  แต่ว่าคือเวลาเราสร้างตัวละครขึ้นมาตัวหนึ่ง มันไม่ใช่การบล็อคกิ้ง แต่มันคือชีวิต เราต้องทำให้ตัวนั้นมีชีวิตขึ้นมาให้ได้ มันก็คงเป็นเรื่องของการแสดง เป็นเรื่องของดราม่ามากกว่า 

มันมีความยาก-ง่ายแตกต่างกันอย่างไร
มันอธิบายยากครับ  มันต้องเชื่อ  ไม่เหมือนกับคณิตศาสตร์ที่ต้องมีสูตรตายตัว  เพราะแต่ละคนก็จะตีความกันคนละอย่างแตกต่างกันออกไป แต่ว่าขอให้มันอยู่ในกรอบ เพราะฉะนั้นถ้าตีความเหมือนกันหมด เอาใครมาเล่นเป็นไปศลก็คงจะเล่นเหมือนกันหมดน่ะครับ

ฉากที่ประทับใจ
ผมชอบฉากที่ไปหยอดเหรียญในบาตรที่วัดโพธิ์ ในโบสถ์เค้าน่ะครับ มันสวยดีครับ  แล้วมันดูสงบดี  คนจะชอบคิดว่าผีเข้าวัดไม่ได้ แต่ด้วยความที่เราเป็นโอปปาติกครึ่งมนุษย์ครึ่งผี คือ มันจะอยู่ตรงระหว่างเส้นพอดี มันคือผีที่สามารถจับต้องได้ เลือดออกได้อะไรประมาณนี้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วข้างในร่างกายการหมุนเวียนของเลือด ถ้าเกิดมันไม่ได้เป็นอมตะสมบูรณ์แบบเหมือนพี่เต๋า คุณก็ยังเท่ากับเป็นมนุษย์อยู่ครึ่งนึง มันก็เลยชอบ มันก็มีความสงบของมันสำหรับตัวไปศลนะครับ มันจะเป็นคนที่นิ่งที่สุดในโอปปาติกทั้งหมด แล้วก็อารมณ์เวลาโหดมันก็จะแตกต่างค่อนข้างมาก แต่มันก็ยังมีความสงบน่ะ ถึงแม้ว่ามันจะฆ่าคน แต่มันก็ยังไปสร้างความสงบ อย่างที่มันเคยใช้ชีวิตในสมัยก่อน ก่อนที่มันจะฆ่าตัวตาย

ฉากที่คิดว่ายากที่สุด
คงจะเป็นฉากเปิดตัวที่สู้กับหน่วยสวาทประมาณ 20 กว่าคนได้  ด้วยการถ่ายทำ  ด้วยคิว มันเป็นลองเทคด้วย ที่มีการต่อสู้ที่ไม่ได้ถ่ายเป็นคัต ๆ แต่จะถ่ายกว้างไปก่อน แล้วก็อินเสิร์ทเอาเท่าที่จำเป็น
แล้วก็จะมีความยากลำบากในฉากที่สู้กับพี่เต๋า  ครั้งแรกเจอกันก็คุยกันเฉย ๆ แต่ครั้งที่สองสู้กันเลยตรงทางสามแพ่งตรงแถววงเวียน 22  ก็มีปิดถนน ฉีดน้ำ ถ่ายกันไป 2 วันกว่าจะเสร็จ ผมว่าก็น่าจะออกมาดีนะครับ

อุปสรรคในการแสดง
การแสดงง่ายครับไม่ยากเลย มันจะถ่ายยากมากกว่า เพราะมันจะไปเน้นตรงนั้นมากกว่า อย่างซีนอื่น ๆ มันจะเป็นคัตสั้น ๆ ความยากลำบากจะเป็นฉากแอ็คชั่น  มันเป็นความยากลำบากของการ blocking มากกว่า แต่ว่าด้วยภาพ  ด้วยมุมกล้อง  ด้วย setting,  lighting,  location  ต่าง ๆ  มันต้อง perfect  เพราะฉะนั้นมันจะไปนานตรงการ setting มากกว่า  พอถ่ายจริงบางที 10 วิก็คัตแล้ว ในฉากไดอะล็อกแบบธรรมดา มันก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรมากมาย

พูดถึงการร่วมงานกับพี่อั๋นผู้กำกับและทีมงานนักแสดงของหนังเรื่องนี้
ก็ดีครับ  อย่างนักแสดงหลาย ๆ คนก็เพื่อนกันเองทั้งนั้นมันก็โอเค  มันก็ค่อนข้างง่ายต่อการเข้าฉากด้วยกัน แต่มันก็จะมีเรื่องความละเอียดอ่อนของการถ่ายทำเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งพี่อั๋นผู้กำกับก็จะละเอียดมากในการถ่ายทำ กว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละซีนครับ

ความน่าสนใจของเรื่องนี้
ผมว่าคงเป็นเรื่องของกิเลสตัณหาต่าง ๆ ของมนุษย์ ที่ตัวละครโอปปาติกแต่ละตัว ก็จะเป็นตัวแทนของมนุษย์ในมุมหนึ่ง ของเรื่องหนึ่ง ความรู้สึก ๆ หนึ่ง ประมาณนี้ครับ และการถ่ายทำที่ตั้งใจและภาพที่ออกมามันสวยอธิบายไม่ถูก ขนาดเรารู้สึกเลยว่าทำไมมันถ่ายยากเย็นลำบากขนาดนี้ แต่พอตัดออกมาเป็นเทป เรียงร้อยซีนที่ถ่ายแล้วมาดูปุ๊บมันอิ่มมาก ๆ  เพราะว่ามันสวย ๆมาก ๆ  แล้วก็เนื้อเรื่องด้วยมีความน่าสนใจมาก  เป็นงานที่ละเอียดมาก ๆ งานหนึ่ง ก็อยากให้ทุกคนได้ชมกัน    

คาดหวังกับหนังเรื่องนี้อย่างไร
ของผมเวลาทำงานแล้วจะไม่ใช่คนที่คาดหวังว่าจะต้องออกมาดีที่สุด  คือออกมาแล้วก็ขอให้เป็นไปตามที่เราและทีมงานตั้งใจทำงานและเหน็ดเหนื่อยให้มันออกมาเป็นไปตามที่เราต้องการและอย่างมันควรจะเป็น แค่นั้นมันก็เป็นรางวัลที่ดีที่สุดสำหรับเบื้องต้นแล้ว แต่ถ้าคนดูเยอะไม่เยอะ อย่างน้อยก็มีคนดูมันก็มีความสุข แต่ถ้าคนมาดูเยอะแล้วประสบความสำเร็จทางธุรกิจจริง ๆ  มันก็คงเป็นโบนัส  เพราะพวกผมก็เป็นแค่นักแสดงไม่ใช่นายทุน  ก็เอาตรงนี้  HAPPY กันทุกฝ่ายดีกว่าครับ