หนึ่งเดียวใน Surf”s Up รังสรรค์ อพิญชพงศ์

Home / ข่าวหนัง / หนึ่งเดียวใน Surf”s Up รังสรรค์ อพิญชพงศ์

“คนไทยยังให้เกียรติศิลปินไม่พอ พอบอกใครว่าเป็นอาร์ติสต์ เขาจะดูถูกไว้ก่อนว่าไอ้นี่มันอดอยาก แต่ที่นี่ เขาจะชื่นชม เพราะถือว่าช่วยสร้างวัฒนธรรมให้สังคมเขา ไม่ใช่ว่ามีแต่เงิน แต่ไม่รู้เรื่องศิลปะ ดนตรี หรือวรรณคดีเลย เขาถือว่าหาเงินอย่างเดียว มันไม่สมบูรณ์พอ”

เอ่ยชื่อ Sunny Apinchapong-Yang คงยากจะระบุเชื้อสาย แต่ถ้าบอกว่า รังสรรค์ อพิญชพงศ์ คืออีกชื่อหนึ่งของเขา คงไม่มีใครนึกสงสัย ว่าใช่เพื่อนร่วมชาติเราหรือไม่

เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในบ้านเกิด หากไปใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา ในฐานะนักวาดภาพและคนทำแอนิเมชั่น และ Surf”s Up ก็คือหนึ่งในงานที่เขามีส่วนร่วมในฐานะ Visual Development Artist

“ผมมาเรียนหนังสือตั้งแต่ตอนอายุ 19 ตอนนี้ก็ผ่านมา 37 ปีแล้วครับ” เขาเล่า พร้อมร่ายให้ฟังถึงเส้นทางชีวิตว่า เริ่มจากเรียนด้านโฆษณาและกราฟิค ดีไซน์ จบปริญญาก็เปลี่ยนไปศึกษาด้านทำภาพประกอบ (illustration) และลงเอยด้วยการเรียนจิตรกรรม (painting) ในที่สุด

หลังเรียนจบ เขาทำงานเพนติ้งที่ตัวรัก พร้อมๆ กับเป็นฟรีแลนซ์ทำภาพประกอบ แต่ต่อมาก็เลิก หันไปจับแค่งานเขียนรูปอย่างเดียว โดยเป็นครูสอนวาดภาพไปด้วย

ทำอยู่ 5-6 ปี ก็มาเจอเอางานแอนิเมชั่นเข้าให้

“แรกๆ ไม่ได้ชอบ” เขาสารภาพ แต่ก็ว่า ยังดีใจที่ได้งานประจำ โดยเขาได้ทำ The Land Before Time กับสตูดิโอที่ไอร์แลนด์เป็นเรื่องแรก ในฐานะ Background artist ซึ่งก่อนหน้า ก็ได้ไปเรียนด้านแอนิเมชั่นเพิ่มเติมด้วย

“ตอนแรกว่าจะทำเล่นๆ ซัก 1-2 ปี แต่นี่จะ 20 ปีแล้ว” เขากล่าวอารมณ์ดี ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวนับรวมถึงชีวิตช่วงต่อมาในสตูดิโอ วอลต์ ดิสนีย์ ด้วย

“ตอนนั้น ที่นั่นมีคนไทยประมาณ 2-3 คน มีคมภิญญ์ (เข็มกำเนิด-ผู้กำกับฯก้านกล้วย) ด้วย แต่เขาก็ออกไปแล้ว ส่วนตอนนี้คงจะมีคนไทยซัก 1-2 คน แต่นานๆ จะเจอ”

ที่มีเยอะเป็นชาวจีนกับชาวยุโรปเสียมากกว่า, เขาว่า

“ไม่ใช่มีปัญหาว่าเราเป็นคนไทย เพราะที่นี่เขาดูที่ความสามารถมากกว่า ถ้าไม่มีฝีมือจริงก็ไม่จ้าง ซึ่งคนไทยที่เจอ มักทำด้านเทคนิคหรือคอมพิวเตอร์ เพราะพวกที่จบด้าน CG หรือ 3D มีเยอะ แต่แผนก artistic ที่ผมทำไม่ค่อยมี”
 
ถ้าเก่งจริงก็พอมีโอกาส แต่ว่าตามจริงที่นี่ก็ไม่ได้ขาดเหลืออะไร, มีแต่จะปรับคนออกด้วยซ้ำ

“ช่วงนี้ งานแอนิเมชั่นลดลง คนเลยถูกเลย์ออฟเยอะ คนอเมริกันเองก็ตกงาน เพราะพักหลังหนังแบบนี้ไม่ค่อยทำเงินมาก ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสูง”

แล้วชายเชื้อชาติไทย สัญชาติอเมริกันคนนี้ ทำหน้าที่อะไรในหนัง Surf”s Up
“แผนกที่ผมทำอยู่มีหน้าที่ช่วยออกแบบ ลงสีฉาก พัฒนาตัวละคร ว่าจะเป็นตัวที่น่ารักหรือผู้ร้าย แล้วก็พยายามให้สีเพื่อช่วยสร้างคาแรคเตอร์ ก่อนจะส่งไปให้แผนกอื่นทำเทคนิค” รังสรรค์บอก แล้วเล่าให้ฟังถึงการออกแบบนกเพนกวิน ตัวละครหลักของเรื่อง

“ไอเดียนี้ โปรดิวเซอร์พัฒนามาก่อนที่ผมจะเข้าไปสานต่อ รู้สึกเรื่องนี้จะเริ่มสร้างพอๆกับ Happy Feet ซึ่งเผอิญเป็นเพนกวินเหมือนกัน แต่หนังฮอลลีวู้ดก็เป็นอย่างนี้แหละ มีธีมอะไรออกมา ก็ตามกันอยู่พักนึง”

ต่างตรงที่เรื่องนี้มีความเป็นหนังสารคดี

“เขาต้องการทำออกมาเป็นแบบตามสัมภาษณ์เพนกวิน” รังสรรค์ว่า

“สไตล์ของหนังก็จะออกกึ่งๆ เรียลิสติค เหมือนเราตามดูชีวิตของเพนกวินจริงๆ พวกเกาะหรือน้ำเหมือนจริงหมด แต่พอถึงตัวเพนกวินมันก็ออกการ์ตูนหน่อย ต้องแต่งหน้าแต่งตัว แต่งสี ไม่งั้นมันเหมือนกันหมด ซึ่งเราก็พยายามดีไซน์คาแรคเตอร์แต่ละตัวให้เข้ากับบท ให้มันมีบุคลิกเป็นของตัวเอง อย่างในหนังก็จะมีทั้งเพนกวินญี่ปุ่น แล้วก็เพนกวินชาติอื่น แต่ละคาแรคเตอร์ก็เป็นไปตามชาติของมัน”

ถึงไม่มีเพนกวินไทย แต่อย่างน้อยเราก็ยังจะได้อวด “เกาะพีพี” ในหนัง
“คือเวลาทำก็รีเสิร์ชหาเกาะเขตร้อน ดูว่าที่ไหนมีวิวสวยๆ ก็ขโมยจากที่โน่นมั่งนี่มั่ง เอามาผสมกัน อย่างพีพีหินสวยดีก็เอามาตั้งไว้ในหนัง ซึ่งถ้าดูเผินๆ อาจจะมองไม่ออกหรอกว่าเป็นที่นี่ เพราะมันอยู่บนจอไม่นานเท่าไหร่”

สำหรับเรื่องนี้ เขาใช้เวลาทำอยู่ 1 ปี
“อาจจะนานกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะผมทำกับเขาปีนึง เกือบเสร็จแล้วละ แต่ลาออกก่อน”
 
เพราะความไม่ปลื้มบางประการ
“ขับรถไกล ตั้งชั่วโมงนึง”

ธรรมดาของคนกรุงเทพฯ?
คนที่นี่ไม่ค่อยทน, เขาหัวเราะ

“ทนอยู่ปีนึง ไม่ไหว กลับมาอยู่แถวบ้านดีกว่า เพราะบ้านอยู่ใกล้ดิสนีย์ 5 นาทีก็ถึง พอดีมีงานที่ทำให้ดิสนีย์ด้วย ก็เลยกลับมา แต่ที่โซนี่ฯก็ยังมีทีมทำ อาร์ตไดเร็คชั่นของหนังก็วางไว้เรียบร้อย” รังสรรค์บอก และว่า เมื่อเสร็จทุกกระบวนการ ได้ดูหนังแล้วเขาก็พอใจ

“คนในวงการแอนิเมชั่นก็ชอบ ชมว่าหนังดี แต่มันก็ไม่ใช่เป็นหนังที่ฮิตเหมือน Happy Feet เพราะมันไม่ใช่หนังบู๊ หรือผจญภัยที่เด็กดูเยอะ จะเป็นสไตล์ documentary คนเลยสนใจน้อย แต่คำวิจารณ์ออกมาดีมาก”

เป้าหมายในการทำงานคือเงิน กล่อง หรืออะไร?
“ของตาย ก็อยากได้รีวิวดีๆ อยากให้หนังประสบความสำเร็จ เพราะสตูดิโอก็ใช้จ่ายเยอะ เป็นร้อยล้าน ก็อยากจะเห็นหนังทุกเรื่องในเครือแอนิเมชั่นทำเงิน แม้ว่าจะเป็นงานที่ผมทำหรือไม่ หรือแม้จะทำจากสตูดิโอที่เป็นคู่แข่ง เพราะว่าโดยรวมมันจะส่งผลต่อสตูดิโอของเราด้วย”

แต่ถ้าพยายามกันถึงที่สุดแล้ว หนังยังไม่ทำเงิน เขาก็ว่ายังมีความสุขกับการทำงานอยู่ดี เพราะเมื่อมีงานใหม่ ก็เท่ากับได้ท้าทายฝีมือใหม่

“แต่บางทีงานมันก็หนักเหมือนกันนะ” เขาอดสารภาพไม่ได้

“บางงานต้องโฟกัสเยอะ ใช้เวลานาน แต่ก็ยังดีกว่าไปล้างจานหรือไปขุดดินที่ไหน เพราะมันเป็นงานสร้างสรรค์”

ส่วนรายรับที่ได้ เขาก็ว่าไม่ดีนักหรอก

“ถ้าเทียบกับบิล เกตส์”

แต่ถ้าไม่เทียบกับใคร ก็เป็นจำนวนเงินที่เขาพอใจ

ในขณะที่เมืองไทย ถ้าทำอาชีพเกี่ยวข้องกับศิลปะแบบนี้ มีอันต้อง “ไส้แห้ง” กันเป็นส่วนใหญ่

“ผมว่าคนไทยยังให้เกียรติศิลปินไม่พอ พอบอกใครว่าเป็นอาร์ติสต์ เขาจะดูถูกไว้ก่อนว่า ไอ้นี่มันอดอยาก แต่ที่นี่ เขาจะชื่นชม เพราะถือว่าช่วยสร้างวัฒนธรรมให้สังคมเขา ไม่ใช่ว่ามีแต่เงิน แต่ไม่รู้เรื่องศิลปะ ดนตรี หรือวรรณคดีเลย เขาถือว่าหาเงินอย่างเดียว มันไม่สมบูรณ์พอ”

เป็นเหตุผลหนึ่งให้แอนิเมชั่นบ้านเรายังไม่ไปไหน?
“ผมก็รู้สึกเหมือนกัน แต่จะให้ไปเปลี่ยนทีเดียวเป็นไปไม่ได้ เพราะบ้านเรายังมีความสมบูรณ์ด้านวัตถุไม่พอ ขณะที่เมืองนอกมีกันหมด เขาเลยโฟกัสทางความรู้สึกมากกว่า แต่ทางบ้านเราคนที่ต้องหาเช้ากินค่ำยังมีอีกเยอะ”

จะไปให้ไกลกันจริงๆ เขาว่ารัฐบาลควรจะยื่นมือมาสนับสนุนคนทำงานด้านนี้ ส่วนตัวเขา เวลากลับเมืองไทยก็จะหาโอกาสมาช่วยบอกหรือสอนคนรุ่นใหม่บ้าง

ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะถูกยึดเป็นฮีโร่สำหรับคนทำงานด้านนี้?
“เป็นลูกฟลุคมากกว่า” เขาถ่อมตัว และว่า ตัวเองก็ไม่ได้มีฝีมืออะไร แค่โชคดีที่ได้มาเรียนที่สหรัฐ และมีทางไปหลังเรียนจบ

แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจงานด้านนี้, เขามีคำแนะนำ
“ผมอยากสนับสนุนให้ทำเพราะใจรัก อย่าทำเพราะเงิน อย่าทำเพราะคิดว่าได้อยู่ดิสนีย์แล้วจะเงินเดือนเยอะ ให้โฟกัสเฉพาะความรู้สึกของตัวเองว่าชอบทางไหน เพราะถ้าใจรัก ถึงจะลำบากยังไงก็ยังจะทำ แต่ถ้าทำเพราะเงิน พอลำบากหน่อย ก็ไม่เอาแล้ว”

เหมือนเขา ที่รู้ว่าตัวเองชอบศิลปะตั้งแต่เด็ก เลยตัดสินใจเลือกเดินทางนี้

“แล้วอย่ามุ่งทางเดียว” เขาแนะเพิ่มเติม

“เปิดช่องให้อาชีพอื่นที่เราพอจะชอบด้วย ลองทำดู เพราะอย่างผมเอง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอาชีพอะไร แค่ทำๆ ไปตามความรู้สึก เพราะมันสนุก เรื่องประสบความสำเร็จหรือเปล่าผมไม่ได้คิด แค่โชคดีที่มาเจอแอนิเมชั่น ซึ่งเป็นอาชีพได้ และมันก็เผอิญไปได้เรื่อยๆ

“เคยคิดเหมือนกันว่าแอนิเมชั่นนี่เป็นพวก corrupt เพราะเป็นงานง่าย แล้วก็สบายเกินไป ถ้าเทียบกับงานของศิลปินที่เขียนรูปจริงๆ ศิลปินแท้ๆ ที่เขียนรูปตามใจฉันตลอดเวลา ในแง่อาชีพ เขาน่าจะลำบากกว่าเยอะ

“สำหรับผม ใจจริงก็ยังชอบพวกเพนติ้งอยู่ แต่เผอิญมาเจอแอนิเมชั่น ก็ต้องสละทางนั้นสักพัก แต่อนาคตก็อยากกลับไปเพนท์งานอีก เตรียมไว้เหมือนกันว่าถ้าเลิกด้านแอนิเมชั่นคงทำเพนติ้งอย่างเดียว”

และเมื่อถึงเวลานั้นก็อาจจะย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทย, เขาให้ภาพทางเลือกบั้นปลายชีวิตตัวเอง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์