เปิดหัวอกคนทำหนัง ก็”ความบันเทิง”นี่นา จะเอาสาระอะไร?

Home / ข่าวหนัง / เปิดหัวอกคนทำหนัง ก็”ความบันเทิง”นี่นา จะเอาสาระอะไร?

ในวงกินข้าวของทีมหนัง “เหยิน เป๋ เหล่ เซมากูเตะ” ที่อยู่กันพร้อมหน้า ทั้งผู้กำกับฯ พจน์ อานนท์ นักแสดงอย่าง จาตุรงค์ พลบูรณ์ (จาตุรงค์ มกจ๊ก), เอกชัย ศรีวิชัย รวมไปถึงบรรดานักข่าวนั้น บรรยากาศอันสงบและเฮฮาเปลี่ยน แปลงไปทันที เมื่อมีคนหยิบเรื่องของชื่อหนัง ที่องค์กรเกี่ยวกับคนพิการได้ยินแล้วออกมาติงว่าไม่เหมาะสม และพจน์ก็ไม่สนใจจะเปลี่ยนแปลง ถามว่าไม่กลัวจะเกิดปัญหาตามมาหรือ

ได้ยินแล้วพจน์หยุดตักข้าว แล้วตอบทันควันว่า ไม่ ให้เหตุผลประกอบว่าเพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อต่อว่าคนพิการ และถ้าฟังชื่อแล้วไม่สบายใจ ก็ไม่รู้จะทำยังไงได้ เพราะคำเหล่านี้ก็ใช้เรียกมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว

“ลองช่วยคิดหน่อย ไม่เรียกเป๋ แล้วจะให้เรียกอะไร มันไม่มีคำเรียกอื่นนะ”

ผู้กำกับฯซึ่งมักถูกจับตามองเรื่องผลงาน และมักถูกวิพากษ์เรื่องความเหมาะสมของสิ่งที่นำเสนอบอกอีกว่า ที่จริงนั้นไม่ยุติธรรมกับตนเองสักนิด

ยกตัวอย่างเรื่องคำหยาบที่ว่าๆ กัน ว่าเขานั้นไม่ใช่คนเริ่มเสียหน่อย แค่เป็นคนทำตามกระแสเท่านั้น อีกทั้งที่ผ่านมา เรื่องที่ทำอย่าง “ไฉไล” ก็ไม่มีคำหยาบ “เพื่อน กูรักมึงว่ะ” หนังรักเกย์ก็ไม่หยาบ จะมีอยู่ก็แค่ใน “หอแต๋วแตก” เรื่องเดียวเท่านั้น

“ไม่รู้ว่าทำไมต้องมารุมว่าผม เรื่องนี้ (เหยิน เป๋ เหล่) ก็ไม่มีคำหยาบ คือถ้ามันไม่จำเป็น อารมณ์มันไม่ถึง ก็ไม่มีพูดออกมา” พจน์ว่า

เอกชัยที่นั่งฟังอยู่ ได้ยินแล้วก็เสริมว่า เรื่องต่างๆ นานาที่คนทำหนังทำออกมานั้นมันมีเหตุผล แต่บางครั้งบางหนภาครัฐกลับออกกฎจนดูเหมือนว่าจะทำอะไรไม่ได้เอาเสียเลย

“อย่างคำพูด บางทีถ้ามันถึงจุดที่ต้องใช้ ก็ต้องใช้ จะมาให้คุณ ให้ผมอยู่ได้ยังไง เหมือนมีคนมาแย่งสามีไป จะให้บอก เธอๆ มาแย่งผัวฉันทำไม มันก็ต้องอีนี่…ถึงจะเหมาะสม”

จาตุรงค์ ผู้กำกับฯซึ่งทำหนังมา 2 เรื่อง ก็โดนประท้วงทั้งสองเรื่อง ออกความเห็นบ้างว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ประเภทของหนัง คือถ้าเป็นหนังตลกอาจจะจำเป็นต้องมีนิดหน่อย เพราะถ้าไม่มีเลยก็อาจจะไม่ตลก แต่หนังประเภทอื่นอย่างหนังรัก หนังแอ๊คชั่นไม่ต้องมีก็ได้

“บางจังหวะถ้าไม่ใช้ มันก็ไม่ตลก แล้วถ้าหนังไม่ตลกก็ไม่ได้เงินอีก อีกอย่างคำหยาบที่ใช้ก็อยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ไปไหนเด็กก็เจอแบบนี้อยู่แล้ว ไม่เจอในหนัง ก็ไปเจอกับไอ้ลูกข้างบ้าน เผลอๆ อาจจะหนักกว่าอีกนะ”

รวมๆ แล้วเรื่องของข้อห้ามต่างๆ เพื่อความเหมาะสมนั้นดูจะไม่เหมาะสมเอาเสียเลย-พวกเขาว่าอย่างนั้น

“เหมือนกับจะมีความเป็นห่วงในเรื่องวุฒิภาวะของคนอื่น แล้วก็ไปคิดแทนคนอื่นว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ดี ไม่ดี ไม่รู้ว่าที่ออกมาห้าม มาว่า รู้เรื่องอะไรแล้วหรือยัง ดูแล้วหรือยัง แล้วที่ทำก็ไม่ได้มีใครคิดว่าทำอะไรไม่ดี หรือคิดแต่ทำขำๆ ได้เงินเยอะๆ แต่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นความบันเทิง จะเอาอะไรมาก” เอกชัยกล่าว

พจน์พยักหน้าเห็นด้วยเรื่องจะเอาสาระอะไรกับหนังตลก แล้วที่ผ่านมาหนังของตัวเองก็เป็นแต่หนังบันเทิงเท่านั้น แต่กลับโดนว่ามากเหลือเกิน

“มันต้องแยกว่าอะไรคืออะไร บางทีก็มาว่ากันเรื่องประเด็นเสี่ยวๆ อย่างในอินเตอร์เน็ต…” นี่จาตุรงค์ซึ่งโดนมามากจากอินเตอร์เน็ตบอก

“ก็แบบ เฮ้ย…หนังที่ดูตัดมาเป็นตัวอย่างหมดแล้ว ในหนังไม่ตลกเลย ทำไมไม่คิดหาอะไรสร้างสรรค์กว่านี้ พอมีหนังตลกมาทีไรก็แบบนี้ทุกที บางทีก็ว่าตลกมากำกับหนังจะเอาความรู้มาจากไหน…อ้าว! เป็นงั้นไป”

เรื่องนี้เอกชัยเห็นว่าบางทีคนที่โพสท์ไม่รู้เรื่องเลยว่า คนที่มาทำหนังนั้นอยู่ในวงการมาเป็น 20 ปี แสดงหนังมาเป็น 10 เป็น 100 เรื่อง อย่างน้อยประสบการณ์ก็มากกว่าคนที่โพสท์ในอินเตอร์เน็ตแน่นอน

“ที่ว่าต้องแยกกันให้ขาดนั้น” จาตุรงค์บอกว่าเขาหมายถึงต้องแยกระหว่าง “หนังดี” กับ “หนังที่ได้เงิน” ว่าเป็นคนละแบบกัน ฉะนั้นจะเอามาตรฐานเดียวกันมาวัดได้อย่างไร

“หนังทางศิลปะเขาก็ดี ไม่ใช่ไม่ดี แต่ก็ต้องเข้าใจเรา เข้าใจในแง่ธุรกิจของเราด้วย ว่าทำไมเราทำแบบนั้น”

แต่เรื่องนี้พจน์ไม่เห็นด้วย

“ไม่จริง หนังดีคือหนังที่ได้เงิน ดูเราสิยังมีหนังทำอยู่ทุกปี ปีละ 3 เรื่อง” เขาว่าพลางค้อนจาตุรงค์เล็กๆ และแม้จะมีคนแย้งว่า เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำหนังดีแต่ไม่ค่อยได้เงินก็ยังมีหนังทำอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน ฟังแล้วพจน์ทำเมินๆ ก่อนจะว่า

“กรณีเป็นเอกมันก็เฉพาะกลุ่ม มีคนที่เป็นแบบนั้นกี่คนกัน แล้วลองไปถามค่ายใหญ่ดูคุณวิสูตร (พูลวรลักษณ์ ค่ายจีทีเอช) ไม่เอา เสี่ยเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ สหมงคลฟิล์ม) ก็ไม่เอา ไม่มีใครเอา ยกเว้นเสี่ยเชน (เจริญ เอี่ยมพึ่งพร ไฟว์สตาร์) ไว้คน เพราะแกมีผู้กำกับฯอยู่ในมือคนเดียว” พจน์ว่างั้น

เอกชัยซึ่งติดตามสถานการณ์และคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เรื่องความไม่เหมาะสมของสื่อ ที่ออกมาทั้งจากภาครัฐและเอกชนบอกว่า ในความรู้สึกของเขาทุกวันนี้ดูเหมือนรัฐบาลจะใช้แต่วิธีควบคุมคนวงการบันเทิง แต่ไม่เคยให้ความคุ้มครองเลย

“ผมไม่พอใจนโยบายรัฐบาลชุดนี้มาก อะไรๆ ก็ควบคุมไปหมด ออก พ.ร.บ.ให้ถือศีล 8 ซะดีไหม จะไม่ได้ไม่ต้องมีเรื่องมีราว แล้วคนมีปัญญามีลูกได้ ทำไมไม่สอนเอง ทำไมต้องให้ดารามาเป็นคนสอนลูก อีกหน่อยทุกเรื่องก็อยู่ที่ดารากับภาคบันเทิงหมด”

“แล้วถ้าสื่อชี้นำได้จริงก็ลองทำอะไรดีๆ ให้ดูว่าจะชอบไหม แต่คนชอบดูอะไรไม่ดีอยู่แล้วนี่”

“แต่พี่…” จาตุรงค์เบรก

“เดี๋ยวก็จะมีคนว่า สังคมต้องช่วยกันรับผิดชอบนะ อย่าให้พ่อแม่รับผิดชอบคนเดียว”

“แต่ที่เขาทำตอนนี้เหมือนว่ามาแล้วอยากจะมีผลงาน ก็ทำส่งๆ ไป ไม่ได้คิดอะไร แล้วก็ไม่ได้ให้โอกาสคนทำงานเข้าไปรู้เรื่องด้วย เขาไม่รู้ว่าพวกเราลำบากขนาดไหน กับคนถูกกฎหมายบี้เอาๆ แต่คนผิดกฎหมายไม่ทำอะไรเลยไม่มีการจัดการ ซีดีผียังเกลื่อนเลย” เอกชัยระบายต่อ

โก๊ะตี๋ อารามบอย หรือ เจริญพร อ่อนละม้าย ที่เดินผ่านเข้ามาด้อมๆ มองๆ เลยขอผสมโรงว่า

“อันนี้เรื่องจริงเลยนะ หนูไปเจอแผ่นซูมหนังที่หนูเล่น เขาใช้มือถือถ่าย มีที่ราชบุรีนี่แหละ เอามาเปิดดูเวลาเขาขำมือถือ เอากันแบบนี้เลยนะ เห็นแล้วเหนื่อยมาก”

มาถึงตรงนี้ทุกคนก็ถอนใจกันเฮือก แล้วไม่พูดอะไรต่อ ก่อนจะแยกย้ายกันไปตั้งหน้าตั้งตาถ่ายหนังกันต่อ

เรื่องบ่นต่างๆ จากฝั่งคนทำหนังเลยหยุดที่ ตรงนี้

(แต่ก็คงจะมีเสียงจากฝั่งอื่นๆ ตามมา)

ที่มาจากหนังสือพิมพ์