“วรรณกรรม” สู่ “ภาพยนตร์” บันทึกอีกหน้าของวงการหนังไทย

Home / ข่าวหนัง / “วรรณกรรม” สู่ “ภาพยนตร์” บันทึกอีกหน้าของวงการหนังไทย

“วรรณกรรม” และ “ภาพยนตร์” ถือได้ว่าต่างฝ่ายต่างเป็นหนึ่งในศิลปะแขนงสำคัญและถ้าจะเหลียวมองไปยังวงการหนังฮอลลีวู้ด หรือในแวดวงระดับโลกจะเห็นได้ว่าวรรณกรรมและภาพยนตร์ต่างหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหลายต่อหลายครั้ง ทั้งนิยายเรื่องที่ดัง และไม่ดังต่างถูกหยิบยกมาทำเป็นหนังนับไม่ถ้วน เรียกว่าเป็นขุมทรัพย์ข้อมูลสำคัญของการทำบทภาพยนตร์ทีเดียวเชียว

ยกตัวอย่างง่ายๆภาพยนตร์อย่าง เดอะ ก็อดฟาเธอร์ (The Godfather) และเดอะ ชอว์แชง รีเดมชั่น (The Shawshank Redemption) ที่ได้รับการสำรวจจากหลายสำนักแล้ว ว่าอยู่ในดวงใจเป็นอันดับแรกๆของคนดูหนังทั่วโลก สองเรื่องนี้ ก็ต่างหยิบยกมาจากหนังสือทั้งสิ้นเรื่องแรกเป็นนวนิยายของ มาริโอพูโซ ส่วนเรื่องหลังมาจากรวมเรื่องสั้นของ สตีเฟนคิง

หันมามองฟากไทยกันบ้างแม้วรรณกรรมหรือนวนิยายจะอยู่ในรูปแบบละครเสียเป็นส่วนมาก แต่ถึงกระนั้นก็มีภาพยนตร์ ที่น่าจดจำหลายเรื่องถูกเรียงร้อยจากนวนิยายวรรณกรรม จนมาถึงวันนี้ วรรณกรรมสู่แผ่นฟิล์มยังมีแนวโน้มที่ดีวันดีคืน ดูได้จากงานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 5 ที่มีการจัดประกวดหนังสั้นประเภทนักเรียนนักศึกษาในหัวข้อ “จากหนังสือสู่ภาพยนตร์” (From Books to Celluloid) โดยยึดรวมบทกวีซีไรต์ปี 2550 “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” ของกวีหมี่เป็ด มนตรีศรียงค์ มาเป็นโจทย์ในการตีความสู่เนื้อหาภาพยนตร์สั้น

“ความสุขของกะทิ” นวนิยายจากเวทีซีไรต์อีกเรื่องก็กำลังจะกลายเป็นภาพยนตร์ในเครือสหมงคลฟิล์ม นอกจาก งามพรรณ เวชชาชีวะ เจ้าของบทประพันธ์ จะมารวมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้วยังมีกิจกรรมการตลาดที่น่าสนใจอย่างการตามหาเด็กหญิงผู้มีบุคลิกเหมือนในหนังสือมาเป็นตัวเอกของภาพยนตร์อีกด้วย

และถ้าจะมองไล่หลังกลับไปก็ต้องไล่ตั้งแต่ยุคหนังไทยเฟื่องฟูเมื่อหลายสิบปีก่อน “เพชรพระอุมา” นวนิยายจากปลายปากกาของ พนมเทียน ถูกสร้างเป็นหนังออกฉายเมื่อปี 2514 โดย ส.อาสนจินดา”แก้วขนเหล็ก” เรื่องราวสยองขวัญจาก ตรีอภิรุม ก็เคยนำแสดงโดย เพชรา เชาวราษฎร์ ออกฉายในปีเดียวกัน ต่อด้วยบทประพันธ์อมตะอย่าง “คู่กรรม” ของทมยันตี ที่สร้างเป็นภาพยนตร์ฉายเมื่อปี 2516 แต่คนดูหนังยุคหลังอาจจะคุ้นเคยจากเวอร์ชั่นที่มี “เบิร์ด” ธงไชย แม็คอินไตย์ รับบทเป็นโกโบริ และในปีเดียวกันนี้เอง นวนิยาย “เขาชื่อกานต์” นวนิยายของสุวรรณีสุคนธา ก็ได้รับการสร้างเป็นหนังจากงานกำกับของ ม.จ.ชาตรีเฉลิมยุคล เช่นเดียวกับ “ความรักครั้งสุดท้าย” ในปี2518 และปี 2546 “บ้านทรายทอง” จากปลายปากกาของก.สุรางคนางค์นำแสดงโดย จารุณี สุขสวัสดิ์ ออกฉายในปี2524 ก็ได้รับรายได้อย่างมหาศาล

“แผลเก่า” จาก ไม้เมืองเดิม โดยมีเชิด ทรงศรี กำกับ ออกฉายในปี 2520 “ลูกอีสาน” ของ คำพูนบุญทวี นวนิยายรางวัลซีไรต์ปี 2522 สร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายในปี 2525 “แม่เบี้ย” จาก วาณิชจรุงกิจอนันต์ แปรบทเป็นภาพยนตร์ออกฉายในปี2532 และ ปี 2544 ปั้นให้ “ฮันนี่” ภัสสร บุณยเกียรติ และ “มะหมี่” นภคประภา นาคประสิทธิ์ เป็นดาวดังสุดร้อน “ครูไหวใจร้าย” โดย ผกาวดีอุตตโมทย์ ก็ถูกปั้นเป็นหนังออกฉายในปี 2532 เช่นกัน

ผ่านพ้นจากช่วงยุคดังกล่าวก็กลายเป็นห้วงเวลาของวลีที่ว่า “หนังไทยตายแล้ว” ขณะนั้นภาพยนตร์วัยรุ่นออกมามากมาย ภาพยนตร์จากนวนิยาย ก็ดูจะคลายความเข้มข้นไปแต่ก็ยังคงมี “เวลาในขวดแก้ว” ของ ประภัสสรเสวิกุล ถูกสร้างเป็นหนังออกฉายในปี2535 ต่อด้วยงานสร้างจากบทประพันธ์นักเขียนรายเดียวกัน ที่มาประโยคปรัชญา “ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และไม่มีใครพลาดหวังทุกครั้งไป” “ล่องจุ๊น ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน” ก็เป็นหนังในยุคเฟื่องฟูของอาร์เอสฟิล์ม รวมทั้งยังมีการกลับมาของ “คู่กรรม” จากฝีไม้ลายมือการแสดงของพี่เบิร์ดนั่นเอง

อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่าช่วงที่ผ่านมา นวนิยายเริ่มกลับมามีบทบาทในวงการภาพยนตร์อีกครั้ง ดังจะเห็นได้จาก “ไอ้ฟัก” สร้างจากงานประพันธ์ “คำพิพากษา” ของ ชาติกอบจิตติ ออกฉายโกยน้ำตาไปเมื่อปี2547 อันเป็นปีเดียวกับ “มหา’ลัยเหมืองแร่” ภาพยนตร์จากหนังสือเรื่องสั้นชุด “เหมืองแร่” ของ อาจินต์ปัญจพรรค์ ออกฉายเช่นกัน

และเมื่อเร็วๆนี้ “กล่องไปรษณีย์สีแดง” ผลงานของนักเขียนรุ่นใหม่อย่าง อภิชาติเพชรลีลา ก็ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์”เพื่อนสนิท” ที่ความดังของภาพยนตร์ส่งผลให้หนังสือต้องพิมพ์ใหม่หลายรอบ แม้แต่หนังสือที่มีวิธีการนำเสนอแนวทางใหม่ๆ อย่าง “โลกีย-นิพพาน” ของ วินทร์เลียววารินทร์ ก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สั้นจนได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังต่างประเทศมาแล้ว

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อ “ศิลปะ” กับ “ศิลปะ” มาต่อยอดส่งเสริมกัน กำไรก็ตกอยู่ที่ผู้บริโภคนั่นเอง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์