เคี่ยวความคิดข้นๆ ของอนุชิต สพันธ์พงศ์

Home / ข่าวหนัง / เคี่ยวความคิดข้นๆ ของอนุชิต สพันธ์พงศ์

ภาพยนตร์เรื่อง “15 ค่ำ เดือน 11” และ “โหมโรง” ทำให้ชื่อของ อนุชิต สพันธ์พงศ์ เป็นที่รู้จักทั่วไป ในฐานะนักแสดง “คุณภาพ” และนับจากนั้นเขาก็มีทั้งหนังทั้งละครติดต่อกันเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น “เปลวไฟในฝัน” ,”ฟ้า หิน ดิน ทราย”, “เมื่อวันฟ้าเปลี่ยนสี” ฯลฯ และล่าสุดก็ภาพยนตร์ “วิญญาณ โลก คนตาย”

แต่แปลก ที่พอพูดกันถึงพระเอกระดับแนวหน้า กลับยากยิ่งที่จะเห็นชื่อของเขา

“อาจจะยังไม่ถึงเวลา หรือบางทีผมอาจจะไม่ดังมากไปกว่านี้ก็ได้” เขาบอก

“แต่อย่างน้อยที่สุด ทุกวันนี้ผมก็พอใจกับชีวิตและหน้าที่การงานในระดับหนึ่ง ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะดังมากๆ”

เพราะสิ่งที่ได้จากการแสดงใน “15 ค่ำเดือน 11” และ “โหมโรง” ก็เรียกว่าปาฏิหาริย์แล้ว เขาบอก

“เชื่อว่าไม่มีหนังเรื่องไหนจะสร้างปรากฏการณ์แบบนั้นได้อีก เป็น 2 เรื่องที่ดีมากๆ ฮือฮามาก เป็นปาฏิหาริย์ของวงการหนังไทย แล้วผมก็เป็นนักแสดงนำทั้ง 2 เรื่อง” เขาเล่าอย่างภาคภูมิ

ส่วนงานร้องเพลงที่ตั้งความหวังไว้นานปี เขาก็ว่าขณะนี้ลู่ทางเริ่มสดใสขึ้น เพราะได้สกรีนเทสต์กับต้นสังกัดแล้ว ในรูปแบบเพลงแนวแดนซ์ที่ชื่นชอบเสียด้วย แต่สุดท้ายจะทำอัลบั้มหรือไม่ เขาว่านั่นเป็นเรื่องไกลเกินกว่าเขาจะตอบได้

เล่าย้อนไปด้วยตอนที่เขาคิดอยากจะเป็นนักร้องใหม่ๆ นั้น ยังไม่มีนักร้องคนไหนที่ “เต้นได้” ต่างจากตอนนี้ที่มี ชินวุฒ อินทรคูสิน ศิลปินจากค่ายเดียวกับเขาออกมาแล้ว

รู้สึกเหมือนถูกมองข้ามหรือเปล่า?

“แน่นอนครับ” เขาตอบตรงๆ

“รู้สึกอยู่แล้ว”

“แต่ก็เข้าใจ”

“ว่ามันก็เป็นกระแส ที่ผมคงไม่มีแล้ว ผู้ใหญ่เขาคงรู้สึกว่าละครมันก็อยู่ตัวแล้ว เอาเด็กใหม่ที่กำลังมีกระแสดีกว่า ก็เป็นเรื่องปกติที่เขาจะทำอย่างนั้น แต่บางคนออกมาแล้วเต้นตลก ทำไมถึงให้คนที่เต้นไม่ดีมาเต้น แต่ก็เข้าใจว่าเขามีเสน่ห์บางอย่าง ซึ่งผมไม่มี” 

“แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งขรุขระในเส้นทางบันเทิงของผมนะ ผมมานิ่งๆ เรื่อยๆ มีแค่ช่วงหนึ่งที่ผมไปยึดติดกับเรื่องเพลงมากๆ ว่าผมอยากออกเทปๆๆ พอโตขึ้นมันก็ยังเป็นความฝัน เพียงแต่ตอนนี้เริ่มมองว่า ไม่ใช่เขาไม่เห็นคุณค่า แต่เราไม่ได้อยู่ในกระแส พอที่จะทำอะไรให้เขาได้มากนัก ก็แสดงละครหรือพยายามสะสมชื่อเสียงต่อไปดีกว่า”

เพราะละครก็เป็นความสุขของเขาเช่นกัน แม้จะไม่ได้เสียงกรี๊ดจากสาวๆ เหมือน บี้ เดอะสตาร์ แต่คนที่เข้ามาหาก็ทำให้เขาภูมิใจกับตัวเองไม่น้อย

“ละครที่ผมเล่นส่วนมากเป็นแนวผู้ใหญ่ วันก่อนเลยเจออาม่ามาทัก แล้วก็กรี๊ด เหมือนผู้หญิงสาวกรี๊ดดารา มาจับมือ ขอกอด ซึ่งผมรู้สึกดี เพราะผู้ใหญ่คงไม่ได้กรี๊ดกร๊าดแบบไม่มีสติ เขาคิดมาแล้วว่าจะกรี๊ด จึงดีใจมากเลยที่ได้ความรู้สึกแบบนั้น”

“เหมือนตอนโหมโรงที่มีผู้ใหญ่แก่ๆ บอกว่า ไม่ได้เข้าโรงหนังมาหลายสิบปี แต่ออกจากบ้านมาเพื่อดูเรื่องนี้ มันเป็นความรู้สึกที่เชื่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะฉะนั้นเลยรู้สึกว่าพอแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

“แต่ในอนาคตผมเห็นตัวเองเป็นผู้กำกับนะ” เขาบอกยิ้มๆ

“อยู่บ้านต่างจังหวัด เขียนบท แล้วกลับมากำกับที เสร็จแล้วก็กลับไปอยู่ต่างจังหวัด คือพอโตขึ้น นิ่งขึ้น ก็เริ่มรู้ว่าคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย

“ผมอยากเป็นอย่างอาตู่ (นพพล โกมารชุน), พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ที่พอคนยอมรับว่าเป็นนักแสดงที่เก่งมีความสามารถ พอถึงเวลามากำกับคนจะเชื่อถือ”

แต่กว่าจะถึงวันนั้นเขาคงต้องเผชิญกับอะไรๆ อีกหลายอย่าง อย่างน้อยก็เรื่องการตกเป็นข่าว โดยเฉพาะเรื่องเป็นเกย์

“สื่อตอนนี้มีทั้งที่ดีและไม่ดี เวลาเจอที่ไม่ดี ก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่เขาพยายามทำคืออะไร กวนประสาทเราให้หลุดโมโห เพราะอยากได้ภาพนักแสดงในตอนที่ไม่ดี ซึ่งสิ่งที่ผมทำคือไม่ให้สัมภาษณ์ คนนี้มาสัมภาษณ์โดนไปแล้ว อีกครั้งก็โดนอีก พอครั้งที่ 3 ก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมผมต้องโดนด้วยล่ะ

“ผมไม่ชอบการทำงานของปาปาราซซี่อย่างแรง ไม่ใช่ในแง่ของการถ่ายรูปดาราตามสถานที่ต่างๆ เพราะรู้สึกว่าถ้าจะออกไป ก็ต้องรับสภาพตรงนั้น แต่ในแง่ที่ช้อน ล้วง ถ่ายมุมกล้องที่โป๊ๆ แล้วมาอ้างว่าเพราะคุณใส่มาเอง มันฟังไม่ขึ้น ก็ถ่ายปกติสิ ผมว่าการกระทำนั้นคือการกระทำเดียวกับพวกโรคจิต ซึ่งเชื่อว่าเรื่องอย่างนี้อยู่ที่เจ้าของหนังสือด้วย

“แล้วผมไม่ฟังรายการวิทยุรายการหนึ่งตอนเช้า ไม่ชอบ รู้สึกว่าคนทำงานในวงการเดียวกันควรจะเข้าใจกัน แต่ยังเอาเรื่องของเพื่อนมาทำแบบนี้ แต่ก็แล้วแต่เรื่องนะ เรื่องที่มันเป็นปัญหาสังคม อย่างดาราติดยา มันมีอะไรที่มีสาระมาก ก็ควรนำเสนอ”

มีศิลปินบางคนบอกว่านี่คือกลียุคของสื่อ แต่สำหรับเขา มันไม่ใช่แค่นั้น

“เป็นกลียุคของโลกมากกว่า” เขาบอก

“อย่างประเทศไทยตอนนี้แย่หลายอย่าง ทุกคนเลยต้องหาเป้าหมายชีวิตใหม่ ว่าอะไรสำคัญที่สุด บางคนคิดว่าชื่อเสียง ถึงได้กล้าลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น บางคนรู้สึกว่าการเขียนข่าวแรง ทำให้ดัง อยู่ที่ว่าเป้าหมายของแต่ละคนคืออะไร”

สำหรับเขา เขาว่าที่ต้องการคือการอยู่อย่างสงบๆ แบบไม่ต้องรวย แต่ไม่มีหนี้

ขณะเดียวกันก็มีความหวังที่จะมีส่วนช่วยให้สังคมดีขึ้น แม้จะรู้ว่าสิ่งที่จะทำได้นั้น เปรียบไปแล้วก็เป็นแค่เพียงเรื่องเล็กๆ

“ข้อดีของนักแสดงคือเวลาพูดจะมีคนฟัง ดังนั้นนักแสดงทุกคนจึงควรมีสติก่อนพูด เพราะจะมีคนฟังอยู่ และไม่น่าเชื่อว่าคนเหล่านั้นนำไปใช้ด้วย เด็กสมัยนี้โวยวาย กรี๊ดกร๊าด เหมือนละครทุกวันนี้ตบตีกันทุกวัน เพราะตบตีแล้วได้ อิจฉาแล้วได้ ข่าวข่มขืนก็มีทุกวัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า มีละครที่มีฉากพระเอกข่มขืนนางเอก และนางเอกไม่เคยแจ้งตำรวจ แล้วสุดท้ายก็รักกัน เราไม่รู้หรอกว่าทุกอย่างมีผล”

“เข้าใจได้ ว่าดาราคือมนุษย์ธรรมดา แต่ก็ควรรับผิดชอบสังคม เพราะทั้งสังคมมองคุณ คุณจึงควรรับผิดชอบอะไรบางอย่าง

“ดังนั้นการช่วยเหลือสังคมของผม คือทำให้ตัวเองไม่เป็นภาระของสังคม

“อย่างภาวะโลกร้อน ผมก็ทำมานานแล้ว เวลามาทำงานถ้าขึ้น 1-2 ชั้นก็ใช้บันไดตลอด ไปสยามก็ไม่เคยขับรถ แล้วจะสะพายเป้ใบนึง เวลาซื้อของคนในห้างก็งงๆ เพราะเวลาที่เขาจะเอาใส่ถุงพลาสติค ผมจะบอกว่าไม่เป็นไร แล้วเอาของใส่เป้ พอบอกคนรอบข้างเข้าก็หัวเราะ แต่ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยคนอื่นก็มองเห็น แล้วอาจจะทำตาม นี่คือสิ่งที่ผมทำอยู่

“เคยคิดจะทำให้มันเป็นโปรเจ็คต์ใหญ่กว่านี้เหมือนกัน อย่างเรื่องรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติค เพราะผมเชื่อว่าการรณรงค์ที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันเสียเปล่า มันควรจะมีอะไรที่ดึงดูดใจ อย่างถ้ามาซื้อของแล้วไม่เอาถุงพลาสติค มีส่วนลดให้ซัก 2% ดีไหม ซึ่งเชื่อว่าคนจะทำ เพราะคนทุกคนอยากจะได้ส่วนลด แต่ทางห้างเขาคงรู้สึกว่าทำไมเขาจะต้องยอมลดกำไรตรงนี้ งั้นผมก็ทำเองคนเดียวก็ได้”

อย่างน้อยก็เพื่อให้อะไรดีขึ้น นิดนึงก็เอา!!

 

โอกาสกับฝีมือ

เมื่อถามว่าทุกวันนี้ในวงการบันเทิง “โอกาส” สำคัญกว่า “ฝีมือ” หรือเปล่า?

เขาพยักหน้า

“แต่ผมยังเชื่อว่าถ้ามีฝีมือก็ไม่ตาย”

“ตอนไปดูคอนเสิร์ตคริสติน่า อากีเรล่า มันทำให้ผมเห็นว่าคนที่บอร์น ทู บี เป็นอย่างไร นักร้องต่างประเทศกว่าที่เขาจะเป็นได้อย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านการคัดเลือกมาแล้ว ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เป็นได้ แต่ดูนักร้องบ้านเรา เวลาเขาร้อง เขาเต้น งานโชว์ของเขาไม่ต่างอะไรกับงานโรงเรียน

“ผมไม่ได้บอกว่าผมดีที่สุด แต่รู้สึกว่ามีคนที่ทำได้ดีมากกว่านี้ เพียงแต่เขาไม่มีโอกาส”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์