มาริโอ้-พิช กับอีกช่วงชีวิตที่กำลังก้าวผ่าน

Home / ข่าวหนัง / มาริโอ้-พิช กับอีกช่วงชีวิตที่กำลังก้าวผ่าน

มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล กล่าวว่า “รักแห่งสยาม” คือภาพยนตร์ส่วนตัวของเขา ขณะเดียวกันมันก็เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตและความรักอีกหลายๆ รูปของมนุษย์เราด้วย

นอกจากนักแสดงมากฝีมืออย่าง สินจัย เปล่งพานิช, ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี และ เฌอมาลย์ บุณยศักดิ์ “รักแห่งสยาม” ยังมี 2 หนุ่มน้อยวัย 18 ปี โอ้-มาริโอ้ เมาเร่อ และ พิช-วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล ร่วมเป็นตัวแทนถ่ายทอดความรักในรูปแบบนั้นๆ เช่นกัน

ไม่เพียงพูดคุยถึงงานแสดงชิ้นแรกของตัวเอง หากครั้งนี้ ทั้ง 2 หนุ่มยังจะมาเป็นตัวแทนบอกเล่าความนึกคิดของ “วัยรุ่น” ที่กำลังจะก้าวข้ามผ่านไปสู่วัยแห่งการเป็นผู้ใหญ่ในไม่ช้านี้ด้วย

พร้อมแล้วไปคุยกับพวกเขากัน

“อยากลองครับ” สองหนุ่มบอกถึงเหตุผลที่รับงานภาพยนตร์เรื่องนี้

“โอ้ไม่ได้ใฝ่ฝันว่าจะมาเล่นหนัง แต่อยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ แล้วก็อยากช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่” หนุ่มน้อยเชื้อสายไทย-จีน-เยอรมัน ผู้ผ่านงานโฆษณาและมิวสิควิดีโอมาแล้วหลายชิ้นกล่าว

ส่วนพิชว่าเขาสนใจงานด้านนี้อยู่เป็นทุนเดิม

“เรารู้ตั้งแต่มัธยมแล้วว่าอยากเรียนด้านภาพยนตร์ การได้เข้ามาเล่นก็เหมือนได้เข้ามาชิมลาง ได้เห็นบรรยากาศการทำงาน”

เป็นคนชอบแสดงออกอยู่แล้วด้วย?

โอ้ว่าเขาเคยเล่นละครโรงเรียนมาบ้าง

“วันคริสต์มาสเขาให้ไปเล่นเป็นแกะ ก็สนุกดีฮะ” ซึ่งเราจะได้เห็นเสี้ยวมุมนี้ของเขาในหนังด้วย

“แต่จริงๆ โอ้ขี้อาย ใหม่ๆ ไปเจอคนเยอะๆ จะเขิน ไม่ค่อยพูด ตอนถ่ายโฆษณาชิ้นแรกยังเด็กอยู่ ประมาณ ม.4 ม.5 ตอนนั้นก็ยังเขินๆ อยู่ แต่ก็ผ่านไปได้”

ส่วนพิชว่าเวลามีงาน เขามักจะได้รับหน้าที่เป็นคนทำเพลงเสียมากกว่า

“จริงๆ มีโอกาสเข้ามาเรื่อยๆ ที่โรงเรียนมีประกวดอะไร เพื่อนก็จะเชียร์ให้ไป แต่เหมือนไม่อยากทำ พิชเป็นคนสบายๆ ไม่ได้อยากจะมาแสดงออก แต่ถ้าอยากจะทำอะไรจริงๆ ถึงจะทำ สมมุติร้องเพลง มีคนมาขอให้ร้องก็ไม่ร้อง เขิน ต้องเราอยากจะร้องออกมาเองจริงๆ”

คนนึงก็ขี้อาย อีกคนก็ไม่ชอบแสดงออก ต้องมาเล่นหนังใหญ่เลยไม่ใช่เรื่องง่าย

“ยากมากครับ แล้วส่วนตัวโอ้เป็นคนตื่นสายด้วย เลยต้องปรับตัวเยอะ ที่สำคัญตอนที่ถ่ายนั้นเรียนอยู่ ม.6 ด้วย กำลังจะเอ็นท์ฯ ก็เครียดเหมือนกัน”

“พิชไม่เท่าไหร่ เพราะเป็นคนไม่ค่อยเครียด ตลกๆ มากกว่า แต่ก็แอบกลุ้มใจว่าเราจะทำยังไงให้มันดีทั้ง 2 อย่าง เพราะเรามีข้อจำกัดอย่างนึงคืออยู่ที่เชียงใหม่ ถ้าเล่นนี่ต้องบินไปบินมาเลยนะ แล้วหนังสือหนังหาจะได้อ่านรึเปล่า”

โชคดีที่ทีมงานช่วยจัดระบบเวลาให้ สองหนุ่มเลยไม่มีปัญหาเท่าไหร่

แม้ว่าจะต้องทำความเข้าใจกับที่บ้านพอสมควรก็เถอะ

“แม่บอกจะดีเหรอ เป็นช่วงเข้ามหา”ลัย เขาเลยแอบหวั่นๆ นิดนึง แต่แม่จะไม่บังคับ เราอยากทำอะไรเขาก็ให้ทำ แต่ต้องถูก ต้องดี”

“ของโอ้ห่วงเยอะเลยครับ แม่ด่าทุกวัน เขาบอกให้ไปเรียนเอแบคกับ ม.กรุงเทพ แต่โอ้คิดถึงตัวเอง แล้วก็งาน มันไม่ได้ เลยทะเลาะกับแม่ทุกวัน แรงด้วย เขาถามตกลงจะไปเรียนที่ไหน โอ้บอกรามฯ เพราะเราต้องทำงานไปด้วย อยากหาเงินช่วยที่บ้าน เอแบคต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะด้วย สุดท้ายเขาก็โอเค”

เรียนรามฯยาก แต่จะพยายามให้จบภายใน 5 ปี ไม่งั้นเดี๋ยวแม่ด่าเอา, นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์ สื่อสารมวลชน ว่ายิ้มๆ

“พิชว่ามันอยู่ที่ตัวเรามากกว่านะ จะมหา”ลัยไหน มันก็ดีเหมือนกันหมด” พิชบอก และอธิบายว่า ตอนแรกเขาเองก็เสียดายที่ไม่ได้เรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ตามรอยรุ่นพี่โรงเรียนและผู้กำกับฯในดวงใจอย่างชูเกียรติ แต่พอได้เข้าไปสัมผัสชีวิตที่คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ก็พบว่า ไม่มีที่ไหนด้อยกว่าที่ไหนอย่างที่ใครเข้าใจกันหรอก

“พิชจะเลือกเอกภาพยนตร์ ซึ่งที่นี่เหมือนเขามีแนวคิดทำเพื่อสังคมเข้ามาด้วย แล้วการทำหนังก็ไม่ใช่แค่เพื่อความบันเทิง ให้ขายได้ แต่ต้องแคร์ว่ามันถูกตามจริยธรรมรึเปล่าด้วย”

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยต่างกับสมัยมัธยมมากแค่ไหน?

“ต่างกันเยอะเลย เพราะของโอ้ไม่มีใครสอน ต้องซื้อหนังสือเอง ไปดูวันสอบ สังคมเพื่อนก็ไม่ค่อยมี เพราะเราทำงานด้วย”

“ของพิชจะมีสังคมเพื่อนมากกว่า แต่มันต้องปรับตัว อยู่มหา”ลัย คนมาจากทั่วประเทศ ร้อยพ่อพันแม่ ก็ต้องเรียนรู้กันไป ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ สนุกกับมัน แต่บางครั้งที่เราท้อ มีเรื่องข้างนอกมากระทบกดดัน ก็ทำให้คิดถึงบ้าน อยากกลับ เพราะตอนอยู่เชียงใหม่ เราบิ๊กมาก มีคนรู้จัก มีคนรัก แต่พอมาอยู่มหา”ลัย เราเหลือตัวแค่นี้ ก็อาศัยว่ากลับบ้านไปซึมซับกำลังใจดีๆ แล้วมาสู้กันใหม่”

พิชเล่าอีกว่าตอนแรกแม่อยากให้เรียนเชียงใหม่มากกว่ามาที่นี่

“เขากลัวใจแตก” หนุ่มน้อยว่าติดตลก

“แม่เป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย กลัวว่ามีของล่อตาล่อใจจะบริหารเงินไม่ดี เราก็พยายามสร้างความเชื่อมั่น กลับบ้านตรงเวลา ใช้เงินประหยัด ไม่ได้ทำเพื่อให้แม่ตายใจ แต่เป็นการฝึกตัวเองไปด้วย รับผิดชอบให้มากขึ้น”

ส่วนโอ้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯว่า “สิ่งยั่วยุ” ที่มีอยู่เกลื่อนเมืองทำอะไรเขาไม่ได้หรอก

“ก็มีเพื่อนที่เที่ยวกลางคืน สูบบุหรี่ แต่ปกติจะเจอกันไม่บ่อย ส่วนตัวโอ้ไม่เลย ไม่เที่ยว ไม่ชอบ เข้าไปในผับแล้วไม่ไหว ปวดหัว”

“พิชไปนะ ตามโอกาส แต่ก็จะรู้ลิมิต ดูแลตัวเอง ไม่ใช่เมาหยำเป ส่วนใหญ่ก็จะไปนั่งเฝ้าของให้เพื่อนมากกว่า แม่ก็รู้ว่าเราไม่กินเหล้า แต่ก็ถามว่าวัยรุ่นทำไมต้องไปเที่ยว พิชก็ตอบไม่ได้ มันคงเป็นเรื่องของวัย หรือยุคสมัย รุ่นแม่อาจจะชอบไปเที่ยวที่นั่นที่นี่กัน ฟังเพลงสาว สาว สาว วัยพิชก็คงเป็นอีกแบบนึง”

พิชฝึกรับผิดชอบตัวเอง โอ้ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่มองว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่พอ

“ก็ถือว่าเราเติบโต ก้าวข้ามไปอีกขั้นนึง จากที่แต่ก่อนเป็นเด็กทำตัวไร้สาระไปวันๆ อยู่กับเพื่อนสนุกๆ พอมาตรงจุดนี้ เรามีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นตรงที่มีงานเข้ามา นั่นหมายความว่าเราต้องรับผิดชอบเพิ่มอีกเท่าตัว ไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่กับคนอื่นด้วย คือหน้าที่ของเราไม่ใช่แค่การแสดง แต่ต้องแบกรับความรู้สึกของแฟนๆ ด้วย เพราะเขาก็คือคนที่เรารักเหมือนกัน”

“สำหรับพิช การเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่ว่า คุณเข้าผับได้ แต่มันคือการที่เราดูแลชีวิตของเราได้ และเราพร้อมที่จะดูแลชีวิตคนอื่นด้วย”

“เราโตขึ้นอีกหน่อย แต่ลึกๆ เราก็ยังเด็กอยู่” โอ้เสริมยิ้มๆ

แต่พวกเขาก็ว่าได้ยินมาเหมือนกันสำหรับคนวัยนี้ ที่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ด้วยการไปพักอยู่กันเป็นคู่ๆ

“ถ้าไปอยู่ต่างประเทศ คงไม่มีใครว่า แต่ที่เมืองไทย เรายังมีกรอบที่คุมอยู่ มันยังไม่เหมาะ แต่จริงๆ พิชว่าการทดลองอยู่ด้วยกันมันก็เป็นสิ่งที่ดี ได้ศึกษากัน แต่หน้าที่ของคุณคืออะไรละ หาความรู้ ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ แล้วก็มีเงินมาเลี้ยงเขา เวลาขณะนั้นมันอยู่อีกไกลมาก ถ้าจู่ๆ ท้อง มีลูกขึ้นมา แล้วใครจะรับผิดชอบ งานก็ไม่มี เงินก็ไม่มี สุดท้ายคนที่ต้องเสียใจคือพ่อแม่ ต้องดูแลทั้งลูกและหลานที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้มี”

แล้วคิดยังไงกับการรณรงค์ให้ “ยืดอก พกถุง”?

“โอ้ว่าดีมาก มันตรงดี ถ้าเราไม่บอก เขาก็ไม่ทำ บางคนเขาก็ไม่กล้าจะเดินไปซื้อ ไม่กล้าป้องกัน แต่โอ้ว่า ไหนๆ จะมีแล้ว ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า” เขาบอก แม้ส่วนตัวจะเห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก

“ก่อนหน้าก็จะมีการรณรงค์ห้ามชิงสุกก่อนห่าม แต่ประเทศเราเดินมาจนถึงขั้นนี้ เกินที่จะควบคุมแล้ว มันถึงต้องมีสโลแกนยืดอกพกถุงขึ้นมา ถ้าจะมีอะไรกัน ก็ป้องกันแล้วกัน จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมา พิชว่ามันก็โอเค ไม่ยั่วยุหรอก ถ้าจะยั่วยุก็ยั่วยุกันมาตั้งนานแล้ว ทำกันมาตั้งนานแล้ว สอนวิธีป้องกันที่ถูกต้องดีกว่า ไม่งั้นปัญหาที่เกิดตามมามันจะมีมากกว่านี้ ทั้งเด็กเกิดมาไม่มีคนเลี้ยง ไปจนถึงโรคเอดส์”
โอ้-มาริโอ้ เมาเร่อ

ฟังทั้งสองคนพูดอย่างนี้ ข้อหา “คนรุ่นใหม่ไม่สนใจสังคม” น่าจะใช้ไม่ได้กับพวกเขา

“รุ่นโตกว่าเราจะถูกมองว่าเป็นแบบนั้น พอรุ่นต่อมาก็เหมือนถูกปลูกฝังให้กลับมามองบ้านเมืองได้แล้ว ทุกวันนี้ก็มีเทรนด์โลกร้อน ทำถุงผ้า เพื่อนก็ใช้กัน ทุกคนก็เอามาเป็นส่วนนึงในชีวิต รุ่นน้อง รุ่นลูกพิชก็คงหันกลับมาใส่ใจบ้านเมืองมากขึ้น”

“มันมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้คนหันกลับมามองการเมืองไทยในแง่มุมใหม่ๆ ทำให้คนกล้าที่จะลุกขึ้นมาพูด มันกำลังเดินทางไปสู่การที่มีคนออกเสียงมากๆ ซึ่งก็คือการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อย่างใกล้ๆ ตัวเราเลย เรื่องเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ก็มีกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องจัดเรตติ้ง นี่ก็เป็นจุดนึงที่ทำให้เรารู้ว่า เออ สังคมเราเริ่มคิดไปในทางนึงแล้วนะ” ว่าที่คนทำหนังยกตัวอย่าง

“พิชว่าเซ็นเซอร์มันก็เป็นสิ่งที่ดีนะ อย่างที่บอกว่าเราอยู่เมืองไทย ยังมีข้อจำกัดในแง่ศีลธรรมที่บรรพบุรุษสั่งสมมา บางอย่างทำให้เยาวชนซึมซับเอาสิ่งไม่ดีไป ตรงนี้เข้าใจ แต่บางครั้งการจะทำหนัง เราต้องการจะแสดงออกถึงแง่มุมต่างๆ ของคน ซึ่งบางครั้งทำได้ไม่เต็มที่ พิชว่าเมืองไทยคนทำหนังเยอะจะตาย แต่พอมีข้อจำกัดอย่างนี้ มันเลยทำให้เราแสดงความคิดของเราไม่เต็มที่ บางทีมันงี่เง่า ถือปืนไม่เป็นไร พอจ่อหัว ต้องบัง ไม่รู้มั้งว่าเป็นปืน”

ส่วนโอ้เองยังไม่แน่ใจว่าจะทำหนังหรือไม่ แต่ตอนนี้เขามีเพลงฮิพฮอพใต้ดินที่ไปช่วยร้องแบ๊คอัพให้พี่ชาย มาร์โค เมาเร่อ จากค่าย N.Y.U. อยู่เหมือนกัน

“พี่ชายเขาฟังฮิพฮอพฝรั่ง เป็นภาษาอังกฤษหมดเลย คำมันจะสนุกกว่า มันกว่า เลยต้องมีคำหยาบบ้าง กลัวไม่ผ่านเซ็นเซอร์ เลยต้องเป็นใต้ดิน”

“มันมาจากข้างในเขาน่ะครับ” โอ้อธิบายว่าทำไมพี่ชายถึงหลงใหลฮิพฮอพ

“เพลงแนวนี้ส่วนมากมันจะไม่ไพเราะอยู่แล้ว เป็นสไตล์เขา แต่ถ้าขึ้นมาบนดิน มันจะมีข้อจำกัดเยอะ”

“ถ้าเราทำสิ่งที่อยากทำแล้วสบายใจกว่าก็เลือกทำ แต่จริงๆ ระบบเซ็นเซอร์น่าจะเปิดกว้างมากกว่านี้ คนเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ว่าคิดไม่เป็น เขาก็มีการศึกษาพอจะแยกแยะได้ว่าอะไรดีชั่ว” พิชสรุป

ถามว่าจะออกอัลบั้มบ้างหรือเปล่า? โอ้ว่าคงยัง ขอถ่ายแบบ เล่นโฆษณา และเล่นหนังใหม่เรื่อง “เฟรนด์ชิพ” ไปก่อน

เช่นเดียวกับพิช ที่แม้ว่าปกติจะเล่นดนตรี เขียนเพลง รวมถึงร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม” ได้เพราะขาดใจ (หนึ่งในนั้นคือ “รู้สึกบ้างไหม” ที่เจ้าตัวเขียนเนื้อร้องเองด้วย) แถมยังมีค่ายเพลงทาบทามให้ออกอัลบั้ม แต่เขาก็ว่ายังไม่อยากเหนื่อยทัวร์คอนเสิร์ต ขอใช้ชีวิตนักศึกษาให้คุ้มค่า และรับผิดชอบเรื่องเรียนให้ดีที่สุดดีกว่า แต่ถ้ามีโอกาส เขาว่าอาจจะรับงานแสดงที่จบในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ภาพยนตร์หรือซิทคอม

ความจริง ไม่ต้องเอ่ยไปถึงผลงานต่อๆ ไป เพราะลำพังแค่หนังเรื่องแรก ทั้งคู่ก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางแล้ว

“มีคนกระซิบกระซาบ เฮ้ย! รักแห่งสยามๆ ไม่รู้คนอื่นยังไง แต่พิชก็ เอ๊า! รู้จักเราแล้วเหรอ”

“ของโอ้ก็มีคนมาขอถ่ายรูป มาขอลายเซ็นบ้าง”

ที่พูดถึงพวกเขาตามเว็บบอร์ดต่างๆ สองหนุ่มก็เข้าไปอ่านเหมือนกัน

“ช่วงนี้ พิชเล่น pantip ทุกวัน เข้าไปดูว่าเขาพูดอะไรถึงหนังบ้าง” “รู้สึกดี ที่เขาชอบผลงานเรา” โอ้บอกยิ้มๆ

เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้วความเป็นตัวเองลดลง?

“ก็ไม่หรอกครับ แต่บางทีเราทำอะไรไม่ถูกไม่ควร อาจจะพูดไม่เพราะ ก็ต้องมีปรับกันบ้าง พิชเป็นคนลุยๆ พื้นๆ ติดดิน ก็ต้องปรับตัวนิดนึง คือแต่ละคนก็ต้องมีด้านแย่ๆ ของตัวเองอยู่แล้ว พอเรามาอยู่ในที่สว่าง เราก็ต้องทำตัวให้ดีๆ”

“ส่วนเรื่องงาน แน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าเรายิ่งเป็นที่รู้จักมากๆ ก็จะถูกคาดหวัง แต่เราไม่ได้กดดันมาก ก็ต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว” สองหนุ่มกล่าวทำนองเดียวกัน

อีกเรื่องที่ต้องถูกจับตาคงหนีไม่พ้นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ?

“ยังไม่ได้ชอบใครจริงจัง แต่ก็มีคนสนิทครับ รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ” โอ้บอกยิ้มๆ และว่า ความรักสำหรับเขายังไม่ใช่เรื่องใหญ่ในตอนนี้

“ยังเด็กอยู่ พ่อแม่ก็ยังบอก เออ ทำงานดีกว่าตอนนี้ เราทำอะไรได้แล้วรีบๆ ทำ”

แม่หวงเหมือนกัน เพราะเป็นลูกชายคนเล็ก, โอ้บอก

ถามว่ามีสาวๆ โทร.มาที่บ้านบ่อยไหม? เขาส่ายหน้า

“เดี๋ยวนี้เขาไม่โทรศัพท์แล้วครับ เล่นเน็ตกัน” พิชแซว

“แต่โอ้ไม่ค่อยเล่นนะ ถ้าคนอื่นว่างๆ ไม่มีอะไรทำเขาก็แช็ต แต่โอ้รีบหยิบสเก๊ตแล้วพุ่งไปลานสเก๊ต ไม่งั้นก็ไปร้องเพลงกับพี่ชาย แร็พไปเรื่อย”

เป็นเด็กแร็พว่างั้น?

“มันจากข้างในครับ ของพวกนี้” เขาว่าพร้อมรอยยิ้ม

“เราต้องชอบจริงๆ เหมือนเป็นชีวิต เป็นไลฟ์สไตล์อีกแบบนึง แล้วโอ้เป็นคนชอบชอบเล่นกีฬาด้วย เมื่อก่อนชอบเข้าฟิตเนส เดี๋ยวนี้ไม่มีเวลา ถ้าว่างๆ ก็จะไปเล่นสเก๊ตบอร์ดมากกว่า”

ส่วนเรื่องหัวใจของพิช, เขาตอบคล้ายๆ กับเพื่อน

“ความรักก็เป็นการเรียนรู้อย่างนึงในชีวิต วันนึงเราก็ต้องไปเจอกับมัน ที่คุยๆ กันบ้างก็มี แต่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่ามันไม่มีอะไรจริงจัง มันมีไม่เยอะหรอกฮะ ที่คบกันตั้งแต่ตอนนี้แล้วสุดท้ายไปจบลงด้วยการแต่งงานมีลูก เราต้องผ่านอะไรหลายๆ อย่างจนกว่าจะเจอคนที่ใช่จริงๆ เวลานี้หน้าที่สำคัญคือการเรียน แล้วก็ทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุด”

ถึงอย่างนั้น สองหนุ่มก็แอบแย้มว่า ชอบคนที่เข้าใจ ไม่จู้จี้ โทร.มาเซ้าซี้อยู่นั่นว่าอยู่ที่ไหนกับใคร

“เรามีแม่คอยปกครองเรา แค่นี้พอแล้ว” พิชสรุป โดยมีโอ้ยิ้มกว้างอย่างเห็นดีเห็นงามอยู่ข้างๆ

แล้วความรัก หรือชีวิตของทั้งคู่มีอะไรเหมือนในหนังบ้างรึเปล่า?

“ก็มีครับ แต่ไม่ทั้งหมด หนังมันเป็นความรักหลายรูปแบบ มันต้องมีซักแบบมาโดนเราบ้างแหละ” พิชบอก โดยยกตัวอย่าง “มิว” ตัวละครที่เขาสวมบทบาท

“มิวอยู่กับอาม่า พ่อแม่อาจจะรัก แต่ไม่มีใครเอาใจใส่ ไม่ห่วงหา ก็เหมือนเขาอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด วันนึงได้รับโจทย์ให้แต่งเพลงรัก เขาก็ต้องค้นหาว่าชีวิตของเขา ความรักของเขาอยู่ตรงไหน ส่วนพิชตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ คนเดียว บางทีเจอปัญหา ก็รู้สึกว่าเราอยู่ตัวคนเดียวในโลก เรามาทำอะไรที่นี่วะ”

ส่วนโอ้ว่า นอกจากเรื่องทะเลาะกับแม่ ที่เขาเหมือน “โต้ง” ที่สุดก็คืออาการสับสนของวัยรุ่น

“ตอนอยู่ ม.6 เหมือนเรายังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ไม่รู้จะเลือกทางเดินไหนของชีวิต ข้างในเรายังสับสน แต่ตอนนี้ไม่แล้ว เริ่มรู้ว่าจะไปไหน” เขาหมายถึงชีวิตจริงของตัวเอง ส่วนในหนัง โต้งจะเลือกทางเดินไหน คงต้องไปติดตามกันเอง

“ช่วงเครียดๆ แบบนี้ ไปดูหนังเรื่องนี้ช่วยได้เยอะครับ เราไปดูแล้วก็ได้เรียนรู้ความรักในหลายๆ ด้าน” โอ้เชื้อเชิญ

ส่วนพิชว่า “รักแห่งสยาม” เพียงเรื่องเดียวคงช่วยให้ประเทศชาติดีขึ้นได้ไม่ทั้งหมด

“แต่อย่างน้อยๆ ก็คงจะเป็นการเยียวยาหัวใจ ทำให้คนรู้สึกอิ่มเอมและเข้าใจความหมายของคำว่ารักมากขึ้น เพื่อจะนำความรักไปมอบให้แก่กันได้อย่างถูกต้อง”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์