ปี 2550 หนังไทยปัญหายังพอกหางหมู

Home / ข่าวหนัง / ปี 2550 หนังไทยปัญหายังพอกหางหมู

ปี2550 ที่ผ่านพ้นไปถือได้ว่าวงการหนังไทยตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมวงกว้าง เกือบทุกเรื่องราว ทุกความเคลื่อนไหว ได้กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ให้จับจ้องเฝ้ามองกันเสมอ

ที่สำคัญหลายๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไปอย่างต่อเนื่องและไม่ได้รับการแก้ไขปัดเป่าให้บรรเทาเบาบาง ทั้งเรื่องของปัญหาเซ็นเซอร์ การละเมิดลิขสิทธิ์ ปัญหาเรื่องโรงฉาย ในบางประเด็นทำได้ดีที่สุดเพียงแค่นำมาพูดถึงอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ก็ยังหาข้อสรุปและแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมไม่ได้เสียที นอกจากนี้วงการหนังไทยในปีหมูยังถือเป็นปีที่เกิดความผันผวนปรวนแปรมากที่สุดปีหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์หนังไทยเลยทีเดียว 


 

ปีแห่งความอัปยศของเทศกาลหนังระดับชาติ

ข่าวฉาวปิดท้ายปีหมูที่สร้างความอับอายขายหน้าให้คนไทยและวงการหนังไทยไปทั่วโลกก็คือ กรณีที่สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา หรือเอฟบีไอ จับกุมตัวสองสามีภรรยานักธุรกิจ นายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย กรีน เจ้าของบริษัท ฟิล์ม เฟสติวัล เมเนจเม้นท์ ด้วยข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูงในการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อให้ได้เป็นผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ (Bangkok International Film Festival) ระหว่างปี2546-2550 เป็นจำนวนเงินรวมแล้วกว่า56 ล้านบาทไม่น่าเชื่อว่าวงการหนังไทยที่แทบจะไม่เคยได้รับการใส่ใจดูแลจากภาครัฐ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในวงราชการไทย

แม้เทศกาลหนังซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ บางกอกฟิล์ม นั้นจะเกิดขึ้นจากการฮุบเอาเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ (Bangkok Film Festival) ที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเป็นผู้ริเริ่มจัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2541 มาทำเองและเปลี่ยนวัตถุประสงค์ใหม่โดยใช้เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งในการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการฉายหนังดังๆ จากทั่วโลกเพื่อสร้างแรงจูงใจ รวมทั้งส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนถ่ายหนังในบ้านเรา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เทศกาลหนังไม่ว่าจะที่แห่งใดก็ตาม มักเริ่มต้นจากการมุ่งเสริมสร้างปัญญาให้คนในชาติผ่านงานศิลปะภาพยนตร์ และเป็นการเปิดโลกทัศน์ตลอดจนสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ให้ได้มีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกันระหว่างเชื้อชาติ แต่สำหรับเจตนาของ บางกอกฟิล์ม ที่นอกจากจะมุ่งหาผลประโยชน์มากกว่าส่งเสริมอุตสาหกรรมหนังไทยซ้ำยังดำเนินงานผิดพลาดจากวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แล้ว ผู้จัดยังถือโอกาสฉกฉวยหาผลประโยชน์ใส่ตน โดยไม่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง เพราะนอกจากหลักฐานการรับสินบนที่เอฟบีไอนำออกเผยแพร่ให้ได้ทราบกันแล้ว ยังมีพฤติกรรมและการบริหารงานบางอย่างที่อดีตผู้ว่าการ ททท. ส่อเค้าว่ากระทำทุจริตประพฤติมิชอบ ที่สำคัญทำให้คนไทยหลายคนอับอายขายหน้าต่างชาติ

ดังกรณีที่ผู้กำกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เจ้าของสองรางวัลจากเทศกาลหนังอันทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอย่างเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ได้เล่าให้ฟังในระหว่างให้สัมภาษณ์รายการ เวิลด์ฟิล์ม เฟสติวัล ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ประมาณสองปีก่อน อดีตผู้ว่าการ ททท.คนนี้ ไปจัดงานปาร์ตี้ไทยไนท์ ที่เมืองคานส์ เพื่อโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวของไทยหวังดึงเงินต่างชาติที่จะเข้ามาถ่ายหนังในบ้านเรา งานเลี้ยงครั้งนั้นไม่เปิดโอกาสให้คนไทยที่เดินทางไปที่นั่นเข้าร่วมงานแม้แต่คนเดียวนอกจากเจ้าหน้าที่ของททท.และชาวต่างชาติที่ได้รับเชิญเท่านั้น หลังงานเลี้ยงจบลง วันรุ่งขึ้นนอกจากคราบไคลของความเมามาย ที่มาจากเศษซากที่เหลือทิ้งของความรื่นเริงสนุกสนานแก่ผู้ที่มาร่วมงานแล้ว ดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจอยากจะเดินทางมาถ่ายทำหนังในไทยเลยแม้แต่คนเดียว นอกจากเสียงนินทาว่างานนี้จัดแบบผิดที่ผิดทาง เพราะความสำคัญของเทศกาลเมืองคานส์ คือการเป็นสถานที่เปิดตัวหนังเพื่อให้คนทั้งโลกได้รู้จัก เป็นตลาดซื้อขายหนัง เป็นสถานที่พบปะระหว่างนายทุนกับผู้สร้างที่อาจมีการตกลงทำธุรกิจหนังร่วมกันตามมา หาได้น้อยเต็มทีที่จะมีตัวแทนจากชาติไหน หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานการท่องเที่ยวประเทศใด ใช้เป็นสถานที่โปรโมทแหล่งท่องเที่ยวในบ้านตัวเอง…อภิชาติพงศ์ ถึงกับเอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมาด้วยความอนาถใจในทำนองว่า ความเบาปัญญาของบางคนนั้น มีมูลค่าสูงเกินไป น่าเสียดายเงินภาษีอากรของราษฎร…

เช่นเดียวกับ 4 ผู้กำกับที่คร่ำหวอดในวงการหนังอย่างเป็นเอก รัตนเรือง วิศิษฐ์ศาสนเที่ยง ปรัชญาปิ่นแก้ว และสนานจิตต์ บางสะพาน ที่พูดในรายการ จับชีพจรโลกกับสุทธิชัยหยุ่น ออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์ทีวี เช่นกันว่า ถึงแม้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะไม่มีการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จัก ในแต่ละปีก็จะมีกองถ่ายหนังจากต่างประเทศเข้ามาใช้สถานที่ถ่ายทำในประเทศไทยกันเป็นปกติอยู่แล้ว…

ทุกๆ รายละเอียดที่เอฟบีไอรวบรวมมาได้ ตั้งแต่เอกสารบัญชีโอนเงินของธนาคาร ไปจนกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ของโรงแรมที่บันทึกข้อความถึงกัน ล้วนบ่งชี้ไปถึงมูลความผิดของนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการ ททท. ซึ่งขณะนี้คดีรับสินบนข้ามชาติเข้ามาอยู่ในความดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้วและจากหลักฐานทุกอย่างที่ปรากฏ แม้แต่นายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ ยังบอกว่างานนี้รอดยาก! ไม่น่าเชื่อว่า ครั้งหนึ่งงานเทศกาลภาพยนตร์ระดับชาติที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ จนสื่อต่างประเทศบางสำนักถึงกับขนานนามให้ว่า คานส์แห่งเอเชีย จะกลายเป็นมหกรรมคอรัปชั่น ที่ทำให้ประเทศต้องสูญงบประมาณแผ่นดินไปเกือบ 1,000 ล้านบาทตลอด5 ปีที่ผ่านมา


 

พระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ที่รอคอยมากว่า 70 ปี…สุดท้ายก็เซ็นเซอร์อยู่ดี

จากกรณีปัญหาไม่ผ่านเซ็นเซอร์ของหนังไทยเรื่องแสงศตวรรษ จะปลุกกระแสให้เกิดการเรียกร้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเซ็นเซอร์ฉบับเดิมที่ใช้กันตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์พ.ศ. 2473 ให้เป็นการจัดระบบเรตติ้งแทน โดยไม่ต้องตัดทอนหนังตามความเห็นของคนบางกลุ่มที่คิดแทนคนส่วนใหญ่และเปลี่ยนมาใช้การแบ่งประเภทของหนังให้เหมาะสมตามกลุ่มอายุผู้ชมแทน นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวของเครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ ที่ประกอบด้วยคนหลากหลายสาขาอาชีพ ที่พยายามตรวจสอบ คัดค้าน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ที่ร่างโดยกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเน้นการควบคุมมากกว่าส่งเสริม…และแล้วแสงแห่งความหวังของคนในวงการหนังไทยที่รอคอยมาเกือบศตวรรษจะปรากฏให้เห็นอย่างรางเลือน เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสนช.ตีกลับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่ ถือเป็นโอกาสที่สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์ ตัวแทนของคนในวงการหนัง ได้ส่งร่างพ.ร.บ.อีกฉบับเข้ามาให้ สนช.พิจารณาควบคู่กันไป แต่สุดท้ายกลับปรากฏว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์ที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. กลายเป็น พ.ร.บ.ที่ทั้งตัดทั้งแบน เพราะถึงแม้จะมีการนำระบบเรตติ้งมาใช้ โดยแบ่งประเภทภาพยนตร์ ออกเป็น 7 กลุ่มคือ 

1) ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
2)ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
3)ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่13 ปีขึ้นไป
4)ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่15 ปีขึ้นไป
5)ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่18 ปีขึ้นไป
6)ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า20 ปีดู
7)ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร

แต่ถึงที่สุดแล้วคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติก็ยังมีสิทธิตัดทอน หากภาพยนตร์เรื่องนั้นมีเนื้อหาที่เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ และเกียรติภูมิประเทศไทย นอกจากนี้สัดส่วนของผู้เข้ามาเป็นคณะกรรมการภาพยนตร์ฯ ก็ยังไม่สมดุลระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้สร้าง และผู้บริโภค จึงกลายเป็นคำถามกลายๆ ของคนในวงการหนังว่า เรียกร้องมาแทบตาย สุดท้ายก็ยังไม่พ้นการถูกเซ็นเซอร์อยู่ดี!


 

การแก้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ก็แค่สายลมพัดผ่าน…

ประมาณเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาคนในวงการหนังนับน้อยได้รวมตัวกัน บุกไปยัง สน.พลับพลาไชย เจ้าของท้องที่ย่านคลองถม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของไทยเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวดกวดขัน จับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายแผ่นผี ซีดีเถื่อน ตามด้วยการออกมาปูดเรื่องสินบน 40 ล้านบาทจนกลายเป็นว่าตำรวจต้องมาทะเลาะกันเอง แทนที่จะออกปราบปรามหนังแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์ตามที่เรียกร้อง แม้ในช่วงแรกๆ ผู้ค้าแผ่นผีจะหลบลี้หนีหายไปจากแผงเกือบหมด แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ หนังชนโรง หนังละเมิดลิขสิทธิ์ก็ออกมาวางหราขายกันอย่างเอิกเกริกหน้าตาเฉยเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แม้ทุกวันนี้แต่ละค่ายหนังจะเข้มงวด ชนิดส่งคนไปเฝ้าระวัง ตรวจตรากันถึงในโรง แต่แผ่นผีประเภทหนังใหม่ชนโรงก็ยังมีขายกันเกร่อเหมือนเดิม สรุปว่าปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงสร้างความปั่นป่วนให้ค่ายหนังทั้งไทยและเทศต่อไปได้อยู่เรื่อยๆ


 


ปีหมูแต่ตลาดหนังไทยไม่หมู

5 หนังไทยทำเงินสูงสุดประจำปี 2550 

1.ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา 219.06 ล้านบาท
2.ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาค 2 ประกาศอิสรภาพ 216.87 ล้านบาท
3.บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม2 83.90 ล้านบาท
4.เท่งโหน่งคนมาหาเฮีย 79.68 ล้านบาท
5.เมล์นรกหมวยยกล้อ 78.51 ล้านบาท

…รายได้รวมของหนังไทยปี2550 ประมาณ1,600-1,700 ล้านบาท(ไม่รวม ก่อนบ่ายเดอะ มูฟวี่ และ เหยินเป๋ เหล่ เซมากูเตะ) จากตลาดโดยรวมที่มีมูลค่ากว่า 3,600 ล้านบาท(ไม่รวม I Am Legend, National Treasure 2 และAlien vs.Predator 2) ซึ่งแน่นอนว่าหนังต่างประเทศยังครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่าที่ 55% ที่เหลือเป็นหนังไทย 45% เติบโตจากปี2549 ประมาณ15-20% มองเผินๆภาพรวมของหนังไทยจะดูดี แต่ถ้าไม่มีหนังมหากาพย์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรทั้งสองภาคมาช่วยไว้ ตลาดหนังไทยในปีที่ผ่านมาก็จัดว่าค่อนข้างซบเซาไม่น้อย อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจขาลง ทำให้ค่ายหนังบางค่ายมีการลดต้นทุน ตัดงบประมาณงานสร้างให้น้อยลง จนมีการใช้สูตรตัวเลขทุนสร้างของหนังต่อเรื่องว่า 12-22-180 คือค่าใช้จ่ายจนถึงปิดกล้องต้องไม่เกิน18 ล้านถ่ายทำไม่เกิน 22 คิวและใช้ฟิล์มห้ามเกิน 180 ม้วนซึ่งทั้งหมดนี้ไม่รวมงบค่าทำโพสต์โปรดักชั่น (ตัดต่อ-มิกซ์เสียง-ซีจี) และการโปรโมท


 

 

หนังไทยปีหนูหมูยังไม่กลัวน้ำร้อน 

แม้เศรษฐกิจขาลงแต่เมื่อมองดูรายชื่อหนังในปี 2551 ปรากฏว่ายังมีหนังไทยฟอร์มยักษ์ (เรื่องที่ตัวหนา) เข้าโรงฉายให้ได้ดูกันเป็นบุญตาอยู่บ้าง

หนังจากค่าย สหมงคลฟิล์มฯ, อาวอง, จีทีเอช, ไฟว์สตาร์, พระนครฟิล์ม, โมโนฟิล์ม

หม่ำเดียวหัวเหลี่ยมหัวแหลม
รักสยามเท่าฟ้า
ช็อคโกแลต
ปืนใหญ่จอมสลัด
นาค
ส้มตำ
เทวดาท่าจะเท่ง
สลัดตาเดียวกับเด็ก200 ตา
ฮะเก๋า
กอด
ลองของ2
ดรีมทีม
ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น
อินทรีย์แดง
หล่อแหบแสบคูณ 2
ฆาตกรรมก้นครัว
บุญชู9
โหดหน้าเหี่ยว
รักสามเส้า
สียามา
สวยสิงกระทิงแซ่บ
เพื่อนกันเฉพาะวันพระ
ดีพอิน เดอะ จังเกิ้ล
เธอ+เรา=รัก   
หมี่จู
ผีตาหวานกับอาจารย์ตาโบ๋
อารามบอย
หนุมานคลุกฝุ่น
แฮปปี้เบิร์ดเดย์

ด้วยจำนวนเกือบ30 เรื่องที่ในตอนนี้ จะเห็นว่าหนังผีน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่า มีหนังตลกบ้างประปราย และอีกหลายเรื่อง (ดูจากชื่อ) น่าจะเป็นแนวทางใหม่ๆ ที่น่าจับตา สรุปว่าหนังไทยปีหนูก็ยังน่าดูอยู่ดี

ณัฐพงษ์โอฆะพนม

ที่มาจากหนังสือพิมพ์