อลเวงหนังไทยในปีหมู(2)

Home / ข่าวหนัง / อลเวงหนังไทยในปีหมู(2)

ฉบับที่แล้วได้พูดถึงปัญหาความไม่เข้าใจในศิลปะภาพยนตร์ของกองเซ็นเซอร์ที่มีต่อหนังไทยเรื่องแสงศตวรรษ จนนำมาซึ่งความขัดแย้งและก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายเซ็นเซอร์ที่ใช้กันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2473

โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบเรตติ้งหรือการกำหนดประเภทของหนังให้เหมาะกับอายุคนดูแทนแม้ท้ายที่สุดจะมีการขานรับจากภาครัฐ และมีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2550 พร้อมกับนำระบบเรตติ้งมาใช้ได้สำเร็จแต่หากศึกษารายละเอียดลึกๆ แล้ว จะพบว่า พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติที่สามารถตัดทอน แก้ไขหรือห้ามมิให้หนังที่ไม่ผ่านการพิจารณาออกฉายได้เหมือนเดิม ทั้งนี้คงต้องรอดูกันต่อไปว่า จะมีการเรียกร้องให้แก้ไขในบางมาตราหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการรุกคืบครั้งสำคัญของวงการหนังไทยที่สามารถปลดแอกตัวเองออกมาได้จากระบบเซ็นเซอร์ ที่ครอบงำมานานกว่า 70 ปี?


 


วงการหนังกับการเมืองเป็นเรื่องต้องพึ่งพากัน

หากพิจารณากันให้ถ้วนถี่อีกครั้งจะพบว่าความสำเร็จครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเดินเกมการเมืองที่คนบันเทิงเข้าไปมีบทบาทในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและความเสรีภาพที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม?จะว่าไปแล้วคนวงการหนังไทยเองอาจจะรู้สึกตัวช้าไปด้วยซ้ำว่าการเมืองนั้นมีส่วนสำคัญกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมหนังค่อนข้างมาก ในสหรัฐอเมริกาเอง ดาราฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ต่างประกาศให้การสนับสนุนพรรคเดโมแครต ไม่ว่าจะเป็น จอร์จ คลูนีย์, วิลสมิธ, แบรดพิตต์, โอปราห์ วินฟรีย์, สตีเวน สปีลเบิร์ก ฯลฯ บุคคลเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องลงแข่งขันในสนามการเมือง แต่เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมายในสภา ผลประโยชน์ของพวกเขาก็ได้รับการคุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายลงโทษปาปาราซซีในรัฐแคลิฟอร์เนียที่เสนอโดย ส.ส.หญิง ซินดี้ มอนตาเนซ จากพรรคเดโมแครตและในช่วงต้นปี 2549 สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ได้มีการเจรจาลงนามข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA (Free Trade Agreement) ครั้งนั้นอเมริกาได้ตั้งเงื่อนไขว่า เกาหลีใต้จะต้องแก้ไขจำนวนโควตาหนังจากต่างประเทศทั้งในเรื่องปริมาณนำเข้าและจำนวนวันฉาย ไม่เช่นนั้นจะไม่มีการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างกัน ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องลดจำนวนวันฉายหนังของตัวเองลงจาก 146 วันเหลือ 73 วันต่อปี เพื่อเปิดทางให้หนังจากต่างประเทศโดยเฉพาะฮอลลีวู้ดได้เข้ามาตีตลาด ส่งผลให้คนในอุตสาหกรรมหนังของเกาหลีใต้พากันออกมาประท้วง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ผู้กำกับ และคนทำงานเบื้องหลังในสาขาต่างๆ ตามด้วยการเข้าร่วมของฝูงชนจำนวนมาก จนบานปลายกลายเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ และในที่สุดก็สามารถกดดันรัฐบาลได้สำเร็จ เป็นผลให้ต้องกลับไปใช้ระบบโควตาเหมือนเดิม ตามแผนพัฒนาภาพยนตร์แห่งชาติ ของกระทรวงวัฒนธรรมปี พ.ศ. 2540 ซึ่งระบุว่า หนังที่สร้างในเกาหลีใต้ จะต้องถูกนำออกฉายไม่น้อยกว่าปีละ 146 วัน เพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจภาพยนตร์ในประเทศ 

จะเห็นได้ว่านอกจากจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐแล้ว การรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นของคนในวงการ ยังช่วยทำให้อุตสาหกรรมหนังเกาหลีใต้แข็งแกร่ง ขนาดที่สหรัฐอเมริกาประเทศที่ใช้หนังฮอลลีวู้ดเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมยังต้องพ่ายแพ้?ย้อนกลับมาดูบ้านเราในอดีตที่ผ่านมาแม้จะมีเหล่าดารานักแสดง หรือคนในวงการบันเทิงเข้าไปเป็นส.ส.ในสภาแต่การออกมาช่วยเหลือหรือปกป้องวงการหนังอย่างป็นรูปธรรมกลับไม่เคยปรากฏให้เห็น เพราะเอาเข้าจริง บุคคลเหล่านั้นก็เพียงแค่อาศัยชื่อเสียงจากการเป็นดารา เพื่อมาใช้ในการเรียกคะแนนเสียงให้แก่ตัวเอง ครั้นพอหมดสมัยหรือยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ถ้าไม่สอบตกหรือไม่มีโอกาสลงสมัครอีกครั้งก็จะกลับเข้ามาเล่นหนังเล่นละครทำหากินเหมือนเดิม ดังนั้นวงการหนังไทยจึงแทบจะไม่มีการพัฒนาในเรื่องโครงสร้างของการเป็นอุตสาหกรรมที่มั่นคงแข็งแรงเลย ผิดกับเกาหลีใต้ที่พยายามสร้างฐานที่มั่นของตนให้แข็งแกร่งมากขึ้น จนปัจจุบันนี้เกาหลีใต้ มีรัฐมนตรีที่มาจากผู้กำกับหนัง และหากวงการหนังไทยยังต่างคนต่างก้มหน้าทำมาหากินโดยไม่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพื่อใช้เป็นพลังในการต่อสู้ หรือเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อวงการ โอกาสที่จะได้รับการปกป้อง หรือมองเห็นความสำคัญก็คงยากเต็มที แม้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจะมีข้อห้ามในเรื่องของการให้ดารามาช่วยหาเสียง แต่ในอนาคตข้างหน้าถ้าเหล่าคนบันเทิงมีการรวมกลุ่มกันโดยอาจจะต่อรองกับพรรคต่างๆ ในเรื่องของนโยบายที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่วงการแลกกับการช่วยหาเสียงสนับสนุน น่าจะทำให้วงการหนังไทยขยับขยายสู่เส้นทางใหม่ๆ ได้มากกว่านี้ เพราะเท่าที่ผ่านมา การเล่นการเมืองของดาราก็เป็นแค่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ก็ถูกว่าจ้าง บ้างก็ลงพื้นที่ช่วยแฟน พี่เมีย เพื่อนพ่อ และญาติโกโหติกาหาเสียงเท่านั้น?

นทีสุทินเผือก (กรุง ศรีวิไล) รณฤทธิชัย คานเขต (รณฤทธิชัย) สองนักแสดงรุ่นใหญ่ที่คร่ำหวอดในวงการบันเทิง สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ เจ้าของธุรกิจโรงภาพยนตร์และสายหนัง ที่ได้รับเลือกเป็นส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะเป็นความหวังของวงการหนังไทยที่ช่วยผลักดัน แก้ไข และสางปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมเรื้อรัง ทั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ เซ็นเซอร์ มาตรการการส่งเสริมต่างๆ จากภาครัฐ และถ้าตั้งความหวังอย่างริบหรี่ ก็ขออย่าให้วงการหนังไทย ต้องทะเลาะกันวุ่นวายหรือมีการแบ่งข้างแบ่งฝ่าย เหมือนอย่างแวดวงการเมืองก็แล้วกัน 

ณัฐพงษ์โอฆะพนม

ที่มาจากหนังสือพิมพ์