6หนังเทศน่าดูในปี2008

Home / ข่าวหนัง / 6หนังเทศน่าดูในปี2008

แม้มากกว่าครึ่ง ของหนังไทยปี2007 จะเป็นขยะของภาพยนตร์อย่างแท้จริงแต่ที่เหลือรอดมา ก็เป็นความหมายของหนังให้น่าภาคภูมิใจ

และแม้สินค้าจากฮอลลีวู้ดในปีหมูที่ผ่านไปจะออกไปทาง ชวด และไม่หมูแต่ก็มีหนังบางเรื่อง ค้นพบหนทางใหม่ๆ อย่างน่าติดตาม  

ปีเก่ากำลังจะผ่านไปแล้วปีที่มีทั้งความหลากหลายของหนัง และอาการ clich้ เดิมๆที่ไม่เคยคิดจะไปไหน (โดยเฉพาะหนังตลกต่ำๆเกรดขยะ มุ่งเอาเงินจากตลาดรากหญ้าและพร้อมจะลามก แสดงพฤติกรรมเลวทราม) 

อย่างไรก็ดีเมื่อมองจากด้านดีที่ปีกุนทำไว้ หนูที่วิ่งวนเข้ามาอีก 12 เดือนเป็นช่วงเวลาที่หนังไทยและหนังเทศมีความหวัง แม้จะเหนื่อยอยู่บ้าง 

และหลังจากสรุป10 หนังเยี่ยมปี2007 ไปมีอีเมลมาล้านแปดจากผู้อ่าน อยากให้เลือกหนังน่าดูของปี 2008  

เหตุผลหนึ่งก็คือช่วงเวลา 3 เดือนของทุกๆต้นปีนั้น หนังเต็งรางวัลใหญ่น้อย ก็จะทยอยออกมาฉาย (หลังจากถูกเก็บไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ) หลายเรื่องผู้เขียนได้ดูไปแล้วและเมื่อมองไปยังสองเดือนแรกของปี 

นี่คือ6 หนังเทศที่ไม่น่าพลาด

6 เรื่องนี้คือส่วนหนึ่งของหนังที่น่าดูนะครับแต่หนังน่าดูตลอดปี 2008 ไม่ได้มีแค่นี้แน่นอน

 

1.No Country for Old Men 

No Country for Old Men เป็นหนังแนวทริลเลอร์เรื่องใหม่ของโจล โคเอน และอีธาน โคเอน ซึ่งชอบเอาเรื่องของคนธรรมดาและด้านมืดมานำเสนอในทิศทางตลกร้าย

เนื้อหาสร้างจากนวนิยายของCormac McCarthy ซึ่งได้รับการกล่าวถึงและได้รางวัลพูลิตเซอร์ไพรซ์เกี่ยวกับคนร้ายที่ใช้เส้นทางในการขนส่งยาเสพติด ทำให้เมืองเล็กๆ นี้ร้อนเป็นไฟขึ้นมา 

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อลิวเวลีน มอสส์ (โบรลิน) พบรถบรรทุกที่ห้อมล้อมด้วยคนตายเฮโรอีนจำนวหนึ่งและเงินสดสองล้านดอลลาร์ยังคงอยู่ข้างหลังรถ เมื่อ มอสส์ ได้เงินมาเขาเริ่มเดินทาง ทำให้ความหายนะที่เต็มไปด้วยความรุนแรงนี้เกิดขึ้น กฎหมายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย 

แต่ยังดีที่มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเบลล์ (โจนส์) สามารถจำกัดความหายนะนี้ไว้ได้ขณะที่ มอสส์ พยายามหลบเลี่ยงคนที่ตามจับเขาซึ่งฉลาดอย่างลึกลับซึ่งเป็นคนที่ชอบตัดสินชีวิตคนโดยการดีดเหรียญ (บาร์เดม) 

ตัวหนังจะนำเรื่องราวอาชญากรรมดราม่าของคนท้องถิ่นมานำเสนอซึ่งเหมือนกับเรื่องราวเก่าแก่ในคัมภีร์ไบเบิล ความหนักแน่นของเรื่อง บวกกับ sub-text ที่โดดเด่นคมคาย ทำให้ชื่อของ No Country For Men คงจะมีชื่อเป็น1 ใน5 หลายเวทีภาพยนตร์

 

2. Atonement 

ผู้กำกับโจ ไรต์ ได้รวบรวมเพื่อนร่วมงานของเขาหลายคนจากหนังสือคลาสสิก Pride & Prejudice รวมทั้งเคียรา ไนท์ลีย์ และ เบรนด้า เบล็ทธิน และโปรดักชั่นดีไซเนอร์อย่าง ซาราห์ กรีนวู้ด ให้กลับมาร่วมงานด้วยกันอีกครั้ง กับ Atonement 

เนื้อเรื่องเกิดในอังกฤษปี 1935 ในวันที่อากาศร้อนที่สุดของปีท่ามกลางเงามืดของสงครามโลกครั้งที่ 2 

ไบรโอนี่ทัลลิส และครอบครัวของเธอ ยังคงใช้ชีวิตอย่างหรูหรา และมีอภิสิทธิ์อยู่ในคฤหาสน์สไตล์วิกตอเรียนโกธิกที่แสนใหญ่โตของพวกเขา เมื่อสมาชิกของครอบครัวมาชุมนุมกันในช่วงสุดสัปดาห์ อากาศที่ร้อนอบอ้าวและอารมณ์ที่ถูกเก็บกดมานานเริ่มเผยโฉม ทำให้เกิดความรู้สึกคุกคามและมีอันตราย 

ไบรโอนีนักเขียนน้องใหม่ คือเด็กหญิงที่มาพร้อมจินตนาการอันโชติช่วง เพราะความเข้าใจผิด เธอได้กล่าวหาร็อบบี้ เทอร์เนอร์ ลูกชายของแม่บ้าน ผู้เป็นคนรักของเซซิเลีย พี่สาวของเธอว่ากระทำความผิดในเหตุการณ์ที่เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ การกล่าวหาครั้งนี้ได้ทำลายความรักที่เพิ่งผลิบานระหว่าง ร็อบบี้ และ เซซิเลีย 

และได้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

นักวิจารณ์บางคนบอกว่านี่คือหนังที่ผสมผสานหลายแนวทางเข้าด้วยกัน โดยมีสีหลักปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด เป็นทั้งมายาภาพและความจริง เป็นทั้งทริลเลอร์และดราม่าติกชั้นดี 

สิ่งที่ทำให้ไรต์ สนใจที่จะทำให้ Atonement ได้ก้าวจากหน้ากระดาษมาสู่จอภาพยนตร์ก็คือการเล่าเรื่องจากมุมมองของ ไบรโอนี ทัลลิส จากสามช่วงสำคัญในชีวิตของเธอ 

ผู้กำกับไรต์ ให้ความเห็นไว้ว่าในการนำหนังสือเรื่องนี้ไปขึ้นจอเรื่องราวได้เผยตัวมันเองให้คุณได้เห็นขณะที่คุณสร้างมัน เรากำลังตั้งคำถามถึงโครงสร้างในการเล่าเรื่อง เรากำลังตั้งคำถามถึงมุมมอง เรากำลังตั้งคำถามถึงความเป็นจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่หลากหลาย 

ไรต์บอกว่า หนังสือเรื่องนี้คือสิ่งลวงตาเป็นกลุ่มสัญลักษณ์บนหน้ากระดาษที่สร้างการเล่าเรื่องขึ้นในใจของคุณ จะมีหนังสือหลายเวอร์ชั่นที่แตกต่างกันเมื่อมีผู้อ่านหลายคน ผมได้ทำการดัดแปลงหนังสือเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นในหัวของผมเมื่อผมอ่านมัน 

ถึงแม้Atonement จะเป็นนิยายย้อนยุคแต่ก็มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ร่วมสมัย เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ อารมณ์ การตัดสินใจเลือก กับเรื่อง Pride & Prejudice 

หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายในเดือนกุมภาพันธ์แถวๆ วันวาเลนไทน์ แต่ก็ไม่แน่ มีข่าวว่าอาจจะขยับมาฉายสัปดาห์แรก

 

3.Elizabeth : The Golden Age 

หลังจากประสบความสำเร็จพอสมควรจากภาคแรกวันที่ 3 มกราคมนี้ทาง UIP ก็จะฉายหนังเน้นโปรดักชั่นเรื่องนี้ซึ่งตัวเรื่องนั้นอาจจะไม่แรงเท่ากับการแสดงของนักแสดงออสการ์อย่าง เคท แบลนเชตต์ ซึ่งมีความหวังไม่น้อยที่จะเข้าชิงออสการ์และอีกหลายเวที-อีกครั้งหนึ่ง

ในตอนที่ชื่อgolden age นั้นนำเสนอต่อจากในปี 1585 muj หลังปกครองอังกฤษมานานเกือบสามทศวรรษ ราชินีเอลิซาเบธที่ 1 (แบลนเชตต์) ยังต้องเผชิญหน้ากับความกำเริบทะเยอทะยานหวังชิงราชบัลลังก์และการคุกคามอันเนื่องมาจากการทรยศในราชวงศ์

แนวคิดของกลุ่มคาทอลิกหัวโบราณกระจายไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่16 โดยมีพระเจ้าฟิลิปที่2 จากสเปน(จอร์ดี้มอลลา) เป็นหัวหอกโดยได้รับการหนุนหลังจากศาสนจักรในโรมและศาลที่จัดตั้งโดยศาสนจักรโรมันคาทอลิก พระเจ้าฟิลิป พร้อมด้วยกองทัพอันทรงพลานุภาพและขบวนเรือรบที่ครอบครองน่านน้ำ จึงกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อราชินีเอลิซาเบธและประเทศอังกฤษ 

องค์กษัตริย์ผู้เคร่งครัดมุ่งมั่นที่จะขับไล่พวกนอกรีต โปรแตสแตนท์ออกจากบัลลังก์และกู้อังกฤษให้กลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ซึ่งหมายถึงความเป็นศาสนจักรโรมันคาทอลิก 

ขณะเตรียมทำศึกเพื่อปกป้องบัลลังก์เอลิซาเบธยังต้องดิ้นรนเพื่อรักษาสมดุลระหว่างหน้าที่ตามจารีตเชื้อพระวงศ์โบร่ำโบราณและความอ่อนไหวอันเนื่องมาจากความรักที่คาดไม่ถึงที่พระนางมีต่อราเลกห์ 

ถึงแม้สถานะเขาจะเป็นเพียงสามัญชนซึ่งยังคงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับทั้งกายและใจขององค์ราชินี ทั้งไม่สามารถและไม่เต็มใจที่จะทำตามความปรารถนาของตน พระนางเจ้าเอลิซาเบธจึงสนับสนุนให้เบสส์ นางสนมคนโปรด ผูกไมตรีกับราเลกห์ และเก็บเขาเอาไว้ใกล้ๆ ตัว 

แต่มันช่างเป็นแผนการที่เจ็บปวดอะไรเช่นนี้เมื่อเอลิซาเบธต้องประสบพบเห็นการเกี้ยวพาราสีของทั้งคู่ โดยที่พระนางไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเฝ้าดูความใกล้ชิดที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างสองคนนั้น

 

4. Across The Universe 

เมื่อตำแหน่งโรงฉายคือลิโด เท่านั้นเราก็พอจะเดาออกว่าหนังน่าจะมีทาร์เก็ตกรุ๊ปเป็นกลุ่มไหน จริงๆ เมื่อดูจากองค์ประกอบต่างๆ นั้น หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอินดี้อะไรมากนัก แต่ด้วยแนวทางของ มิวสิคัล ซึ่งมีตลาดแคบและเล็กทางออกที่ลิโด น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว 

คนที่ดังที่สุดก็คือจูลี เทย์มอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างมิวสิคัลหลายเรื่อง รวมทั้งหนังเพลง Across The Universe เรื่องนี้

สิ่งที่ทำให้เธอสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือการย้อนรอยสู่ยุค 60 มันเกี่ยวข้องกับบทเพลงหลายอารมณ์ของวงเดอะ บีทเทิลส์จากเพลงรัก ไปสู่เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคม การเมือง ในมุมมองของฉันคิดว่าเพลงและหนัง นอกจากจะสะท้อนความรู้สึกของศิลปิน หรือตัวละครแล้ว ยังสะท้อนภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละยุคสมัยบนโลกใบนี้ได้อีกด้วย

หนังเล่าเรื่องในยุคต่อต้านสงครามเมื่อปี60 ที่วัยรุ่นมีอิสรภาพทางความคิดและอุทิศตัวให้แก่ดนตรีร็อกแอนด์โรลล์ ท่ามกลางกระแสสังคมที่ต่อต้านการเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนามของกองทัพอเมริกา ความรักระหว่างชายหนุ่มแห่งเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ จู๊ด (จิมสเตอร์เกส) และหญิงสาวอเมริกันผู้มั่งคั่งลูซี่ (เอวานราเชล วู้ด) และมิตรภาพผองเพื่อนนักดนตรีก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆโดยมี ดอกเตอร์โรเบิร์ต และ มิสเตอร์ ไคท์ เป็นผู้ชี้แนวทาง 

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้คู่รักและผองเพื่อนต้องพลัดพรากไปไกลคนละทวีป สิ่งเดียวที่จะชักนำให้ จู๊ด ลูซี่ และทุกๆ คนผ่านพ้นอุปสรรค และกลับมาพบกันอีกครั้ง คือความรักเท่านั้น 

Across The Universe จะเข้าฉายวันที่3 มกราคมนี้วันเดียวกับที่ Elizabeth : Golden Age ฉายนั่นเอง

 

5.I’m Not There 

คงมีแฟนเพลงเพื่อชีวิตหลายสิบล้านอยากแสดงหนังเป็นไอดอล บ็อบ ดีแลน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มีหนังเรื่องหนึ่งที่ยอมให้คน 6 คนเล่นเป็นเขาผู้นี้ 

Im Not There คือชื่อหนังเรื่องนั้นและ คริสเตียน เบล, เบน วิชอว์, ฮีธ เลดเจอร์, ริชาร์ดเกียร์, มาร์คัสคาร์ล แฟรงกลิน และเคท แบลนเชตต์ สาวคนเดียวที่ถูกเลือกเข้ามา

เหล่านี้คือบรรดาผู้รับบทบาทของหนังที่นักวิจารณ์ต่างชื่นชม มันอาจไม่แปลกที่มีหนังสักเรื่อง จะสร้างเกี่ยวกับ บ็อบ ดีแลน แต่ที่นับว่าน่าสนใจ เพราะต้องมีถึง 6 นักแสดงมาเล่นเป็นเขา 

ครบางคนเคยบอกว่าโดยส่วนมากหากจะสร้างหนังที่เป็นอัตชีวประวัติของบุคคลในระดับตำนานนั้น คนทำก็มักจะเล่าเรื่องแบบเฉพาะเจาะจงไปที่ แง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง 

แต่Im Not There ของTodd Haynes เป็นงานที่เล่าเรื่องในมุมที่ต่างจากหนังอัตชีวประวัติธรรมดาทั่วไปด้วยสไตล์อันน่าทึ่งและไม่อาจหยั่งถึงได้โดยง่าย 

หนังเรื่องนี้เป็นการมองดนตรีในแง่มุมที่ลึกขึ้นโดยถ่ายทอดมันออกมาจากการดึงเนื้อหาจากบทเพลงของ บ็อบ ดีแลน มีตัวแสดงบทของ บ็อบ ดีแลน 6 คนโดยเป็น บ็อบ ดีแลน ใน 6 ยุคช่วงชีวิตต่างๆของเขา 

จะเห็นว่าวิธีการเล่าเรื่องไม่ได้เป็นการเจาะจงไปที่เรื่องเดียว หากแต่มันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณที่ขับเคลื่อนพลังของหนังที่ไม่ธรรมดานี้ Haynes ถ่ายทอดผ่านความรักและบูชาในตัวบ็อบ ดีแลน

 

6. American Gangster 

นักวิจารณ์ในอเมริกาพูดถึงคาแรกเตอร์ในAmerican Gangster มากกว่าที่จะยกย่องส่วนของพล็อตบางคนบอกว่ามันคือภาพร่างของหนัง gangster ในยุคthe gorfather ครองเมือง

แต่มีความสมัยใหม่ใส่เข้าไป ไบรอันมาร์วู้ด นักวิจารณ์ในคานส์บอก ช่วงต้นทศวรรษที่ 70 การฉ้อราษฎร์บังหลวงของเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งมหานครนิวยอร์dกระจายวงกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้สงครามเวียดนามก็ส่งผลเสียหายร้ายแรงทั้งในสมรภูมิรบเองและสภาพบ้านเมืองโดยรวม 

หนังว่าด้วยชายผิวขาวตระกูลผู้รากมากดีรายหนึ่งยอมทุ่มเงินนับร้อยล้านดอลลาร์ปิดปากผู้พิพากษา ทนายความ และตำรวจของนิวยอร์กหลายต่อหลายคนเพื่อให้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและรับสินบนใต้โต๊ะชนิดท่อน้ำเลี้ยงไม่มีขาดตอน ลาคอซา นอสตร้า และสมุนของเขาจึงกลายเป็นขาใหญ่ที่ใครก็แตะต้องไม่ได้ 

จนกระทั่งแฟรงค์ลูคัส (รับบทโดยเดนเซล วอชิงตัน) พ่อค้าผิวดำหน้าใหม่ก้าวเข้ามายึดตลาดนั่นแหละไม่เคยมีใครใส่ใจแฟรงค์มาก่อน เพราะเขาเป็นเพียงลูกน้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวของ บับฟีย์ จอห์นสัน หนึ่งในเจ้าพ่อผิวดำที่คุมแก๊งอาชญากรยุคหลังสงครามในย่านกลางเมือง 

และนี่คือหนัง6 เรื่องที่ควรดูและน่าดูในปี 2008 

นันทขว้าง สิรสุนทร

ที่มาจากหนังสือพิมพ์