ชีวิตมีแต่ต้องลงมือ “ทำ” เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน

Home / ข่าวหนัง / ชีวิตมีแต่ต้องลงมือ “ทำ” เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน

มันเหมือนเรารักผู้หญิงคนนี้ ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆ ตรงไหนก็ได้

เราเกือบจะมีคนไทยที่ชื่อ ต๋อย-เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน ได้รับรางวัลม้าทองคำจากประเทศไต้หวันเป็นคนแรกซะแล้ว (ซึ่งคนแรกที่ได้ไปคือ อนุสรณ์ ภิณโญพจน์ โปรดักชั่นดีไซน์ของ The Detective หนังของพี่น้องแปง) ซึ่งก็พลาดไปเฉียดฉิว เพราะไปเบียดกับหนังแห่งปีของไต้หวันอย่าง Lust, Caution ในฐานะที่ผู้ชายหน้าตาไม่ค่อยดีคนนี้ ร่วมงานกับ เจย์ โจว์ หนุ่มหล่ออัจฉริยะทางดนตรี และผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Secret ซึ่งมีเขา กับเจย์เป็นคนแต่งซาวด์แทรคประกอบภาพยนตร์ร่วมกัน

แทนที่จะเสียใจ เทิดศักดิ์กลับลูบเคราครึ้มๆ ของเขาแล้วบอกว่า

“ก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าได้แค่จะให้พูดเป็นภาษาอะไรยังคิดไม่ออกเลย” (ฮา)

ยังไม่นับว่าจะต้องเข้าไปนั่งร่วมกับผู้เข้าชิงซึ่งแต่ละคนก็เป็นคนไต้หวัน แถมนั่งฟังอะไรที่ประกาศบนเวทีก็ไม่รู้เรื่องตั้งหลายชั่วโมง

“ได้ไม่ได้ เราไม่ได้ไปสนใจตรงนั้นอยู่แล้ว ของคนอื่นก็ดีกว่าให้คนที่เขาดีกว่าดีกว่า ถ้าเปรียบผมก็เหมือนเพิ่งหัดเดินเท่านั้นเอง” เขาถ่อมตัว

เทิดศักดิ์ ได้ร่วมงานกับ เจย์ โจว์ เพราะเขาเป็นคนทำซาวด์แทรคให้กับภาพยนตร์ไทยเรื่อง “เด็กหอ” ที่บังเอิญโปรดิวเซอร์ของ The Secret เอาไปให้ เจย์ดูและก็ติดใจจนอยากจะร่วมงานด้วยในฐานะคนทำเพลงประกอบภาพยนตร์ จนตอนนี้เขาเองก็เรียกได้ว่าเนื้อหอมเพราะว่ากำลังมีงานเพลงประกอบละครจากไต้หวัน และสิงคโปร์ มาจ่อคิวให้เขาทำเพลงประกอบให้ทั้งนั้น

“การร่วมงานกับเจย์ก็ยากเหมือนกัน เพราะว่าต้องมี ล่าม 2 คน คนหนึ่งแปลไทยเป็นอังกฤษ อีกคนแปลอังกฤษเป็นจีน”

แต่อันที่จริงแล้วเทิดศักดิ์ก็ว่าเอาเข้าจริงก็ไม่ลำบาก เพราะว่าพอคุยกันเรื่องดนตรีแล้วมันไม่ยาก เจย์ก็เป็นคนมีความสามารถมาก อยากจะได้แบบไหนก็แค่เล่นให้ดูเท่านั้นเอง

“คือเขาเป็นตัวจริงน่ะ ไม่ใช่แค่คนหน้าตาดีๆ ที่เล่นเปียโนได้ แต่เขาเล่นได้เก่งมาก เพลงประกอบนี่ตรงไหนยากของเขาเล่นเองทั้งนั้น” เทิดศักดิ์เล่า

แม้ว่าในฐานะคนทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ในประเทศไทยนั้นเขาอาจจะแพ้ ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์หลายสมัยเท่านั้น ส่วนในเรื่องเพลงประกอบโฆษณานั้นเขาเป็นขาประจำของ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับโฆษณาอันดับ 1 ของโลกจากบริษัทฟีโนมิน่า ซึ่งมักจะเรียกใช้เสมอๆ ผลงานก็อย่าง สสส., ปู่ชิว, โฆษณาสมูธอี, โฆษณาของบัตรเงินสดที่มีหมากับขอทาน, และเกือบทุกชุดของเมืองไทยประกันชีวิต ฯลฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักเกือบทุกชิ้น ลองนึกโฆษณาตัวที่อยู่ในความประทับใจของคุณมาสัก 3 ชิ้น 2 ชิ้นต้องมีงานของเขาร่วมอยู่ด้วยแน่นอน

นอกจากนี้เขายังเคยเป็นเจ้าของค่ายเพลงอย่าง บานาน่า เร็คคอร์ด ซึ่งเคยมีผลงานเป็นวงฮาร์ดคอร์อย่าง กล้วยไทย, เสียด ฯลฯ ซีเน เร็คคอร์ด ที่มีผลงานอย่าง มินิมินท์ ดับเบิ้ลเฮด ฯลฯ แถมเขายังเป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงของอัลบั้มธรรมะอย่าง เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา

“ทุกอย่างที่เป็นงานส่วนตัวมันเริ่มจากความอยากทำทั้งนั้นเลย ตอนอัลบั้ม เรียนเชิญฯ เขาจะมาจ้าง แต่ผมเห็นเป็นเพลงธรรมะ จะจ้างมันน่าเกลียด ก็เลยทำให้ฟรีถือว่าช่วยกันไปคือเขาจะเอาไปถวายวัด เราจะเอาเงินก็รู้สึกไม่ดีชีวิตก็ไม่ได้ทำบุญ มันรู้สึกสบายใจมากกว่าด้วย มันเริ่มด้วยความรู้สึกทั้งนั้น”

ด้วยความรู้สึกอยากทั้งหลายที่เขาทำนั้นถ้าถามว่า สำหรับเขามันเป็นยังไง เสียงตอบรับน่ะดีแต่ว่าถ้าวัดกันเป็นเงินคือเทิดศักดิ์ยกเอาคำของภรรยาที่แซวเขาบ่อยๆ ว่า “เจ๊งหมดเนื้อหมดตัว”

“คือไม่รู้ยังไงนะตอนที่ทำอยู่ก็พอมีเงินเหลือเก็บนิดๆ หน่อยๆ พอผมหยุดทำได้ปีหนึ่งก็ซื้อบ้านซื้อรถใหม่ได้เฉยเลย (ฮา) แต่ว่างานเเรื่องค่ายเพลงนี่มันเป็นงานที่เราอยากทำจริงๆ นะ มีโอกาสผมจะรอว่างๆ ก็จะกลับไปทำต่อ”

ถ้าถามว่า อะไรคือแรงบันดาลใจให้เขากลายมาเป็นนักแต่งเพลงและคนทำดนตรีประกอบอย่างทุกวันนี้ เทิดศักดิ์เองก็บอกว่าเขาเองก็ไม่รู้

“ไม่รู้นะจริงๆ ตอนแรกผมอยากเป็นศิลปิน จบ ม.6 เอาเดโมไปส่งที่อาร์เอสยามบอกเข้าไปไม่ได้ ให้ฝากไว้ตรงป้อมยาม ผมก็ฝากไว้พร้อมกระดาษเขียนว่าฝากให้พี่อิทธิ พลางกูร แล้วต่อมาผมก็เอาเดโมไปฝากไว้ที่คีตาถึง พี่แต๋ง-ภูษิต ไล้ทอง ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้บริหารคีตาอยู่ เหมือนกันเลยคือเราฝากไว้กับยามคนหนึ่ง”

เทิดศักดิ์ไม่ได้คำตอบจากทั้งสองค่ายอีกเลย ซึ่งทุกวันนี้เวลาขับรถผ่านที่เคยเป็นบริษัทคีตา ตรงนั้นเขายังนึกถึงวันเก่าๆ อยู่เสมอๆ

“ตอนนั้นก็ไม่เลิกก็ยังไปเล่นดนตรีกลางคืนอยู่ทำเพลงไปเรื่อยๆ มันเหมือนเรารักผู้หญิงคนนี้ ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆ ตรงไหนก็ได้ ถ้าจากกันชีวิตมันคงแย่ ถ้าให้ทำอย่างอื่นคงทำได้นะ แต่คงไม่มีความสุข ผมโชคดีที่ได้ทำอาชีพในสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่เหมือนบางคนที่ยังไม่รู้ว่าชอบอะไร”

แน่นอนว่าปัจจุบันนี้เขาเองก็ได้ทำเพลงให้กับค่ายเพลงหลายๆ ค่ายแล้ว ความฝันตอนเด็กมันก็เลยไม่ได้เป็นหมันไปเสียทีเดียว

“สำหรับผมคืออย่าได้อยู่นิ่ง ขอแค่ได้ทำอย่ามานั่งรอโอกาสไม่รู้ก็ ทำ-ทำ-ทำ ไปอย่างเดียว ผมก็ไม่ได้พยายามด้วย มันเป็นสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้คิดเรื่องชื่อเสียงอะไรมันเป็นความสุขนะ” เทิดศักดิ์ว่า

“เราไม่ใช่คนเที่ยว หรือมีงานอดิเรกอะไร สิ่งที่จะผ่อนคลายเราคือการทำเพลง มันเป็นความสุข คนอื่นมีความสุขไหนก็ตามแต่ของเราคือตรงนี้”

สำหรับเขาแล้วอย่างอื่นดูจะเป็นเรื่องเล็กๆ แค่ได้ทำเพลง ไม่ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แค่อยากฝากผลงานไว้กับโลกแล้วก็มีแฟนเพลงสักกลุ่มก็พอ

“ชีวิตผมมันเหมือนเริ่มต้นใหม่ทุกวันไม่มีวันสิ้นสุดนะ แต่ว่าเวลาที่ได้ทำอะไรใหม่ๆ นั่นนะมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของผม”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์