ภาพเคลื่อนไหว-ชีวิตไม่อยู่กับที่ ของ อลงกต เอื้อไพบูลย์

Home / ข่าวหนัง / ภาพเคลื่อนไหว-ชีวิตไม่อยู่กับที่ ของ อลงกต เอื้อไพบูลย์

“เอ็มวีก็เหมือนงานโฆษณา ถามว่าผงซักฟอกใช้ดีจริงอย่างนั้นมั้ย คนก็รู้ ไม่ดีขนาดนั้นหรอก แต่น่าสนใจไปหยิบซื้อมานะ ซึ่งถ้าไม่ดี อันที่ 2-3 เขาก็ไม่ซื้อใช้ต่อ เหมือนกัน เพลงไม่เพราะจริงๆ เขาก็ไม่หยิบมาฟัง”

ชื่อ อลงกต เอื้อไพบูลย์ อาจไม่เป็นที่คุ้นหูสำหรับเราๆ ท่านๆ ผู้รับชมงานเบื้องหน้า ทว่าในแวดวงคนทำมิวสิควิดีโอและแวดวงโฆษณา “บุ๊ค” คนนี้เป็นที่รู้จักกันดีมาหลายปีแล้ว

ไม่ใช่แค่ในประเทศ หากฝีมือของเขา ยังเป็นที่ยอมรับจนหลายชาติเข้ามาไหว้วานให้สร้างสรรค์ผลงานให้มานักต่อนักแล้ว

ด้วยเห็นว่าการเด็ดเพียงยอดความสำเร็จไม่ให้ผลดีแก่คนรุ่นหลังที่หวังจะเดินตาม เราจึงอยากชวนคุณๆ ไปล้วงลึกถึงความพยายามและแง่คิดในการทำงานของเขาด้วยกัน

ไม่ต้องกลัวอลงกตจะหวงวิชา เพราะเขามานั่งยิ้มอารมณ์ดีอยู่ตรงหน้าแล้ว

“จริงๆ อยากเป็นตากล้อง เพราะชอบถ่ายรูป คิดเอาเองว่าเราถ่ายรูปสวย” เขาเล่าให้ฟังถึงความคิดสมัยยังเป็นนิสิตเอกภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และว่าเมื่อเรียนจบ แล้วไปลองฝึกงานภาพนิ่ง กลับรู้สึกว่าไม่ถนัดหรือเก่งอย่างที่คิดจึงถอนตัวไปทำอย่างอื่น

เริ่มจากเป็นผู้กำกับเวทีให้รายการ “วิก 07” พอชักหมดสนุก และเริ่มเสียดายความรู้ที่เรียนมา เลยหันไปหาวงการโฆษณา ด้วยเหตุผลเสริมว่า “ตังค์เยอะดี”

สมัครไปหลายแห่งจนเกือบท้อ จนในที่สุด ก็ได้ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ รับเงินเดือน 6 พันบาท ซึ่งเจ้าตัวว่าสมัย 20 ปีก่อนก็ไม่เลวร้ายนัก โดยเฉพาะหากคิดว่าเป็นค่าตอบแทนที่ให้กับคนไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน

“ทำงานเป็นผู้ช่วยจนรู้โพรเซสกล้อง ฟิล์ม เพราะเราได้อยู่ใกล้ๆ กับผู้กำกับ ตากล้อง และโปรดิวเซอร์”

“ยังรู้ไม่หมด” คือเหตุผลที่ทำให้เขาเคลื่อนตัวเองไปจับงานตัดต่อ

“ไปขอเจ้าของบริษัทเขาทำโดยไม่เอาเงิน เพราะอยากรู้ คือเรารู้สึกว่าที่ถ่ายไป 20-30 เทค คนที่เจ๋งที่สุดคือ คนตัดต่อกับคนเลือกเทค ว่าจะเอาช่วงไหนมาใช้ ซึ่งก็สนุกมาก เลยเลิกเป็นผู้ช่วย แล้วมาเป็นคนตัดต่ออยู่ 7-8 ปี”

จนมาเจอเอาช่วง “ฟองสบู่” เข้า รายรับจึงเริ่มน้อยลง อีกทั้งเห็นว่าโปรดักค์ชั่นและวิธีคิดงานโฆษณาเริ่มซ้ำๆ บวกกับได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่ไม่คิดมาก และไม่ทำการบ้าน เขาก็เริ่มเบื่อ

จังหวะชีวิตของอลงกตขยับอีกครั้ง เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของมิวสิควิดีโอ โดยการทาบทามของรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ค่ายเพลง ให้ช่วยหาคนทำเอ็มวีสำหรับ เสก โลโซ

“ไอ้เราก็ทะลึ่ง ถามว่าพี่กล้าให้ผมทำไหม ผมมีทีมโฆษณาใหญ่เลย แต่ไม่เคยกำกับนะ พอคุยกับเสกแล้วเหมือนเข้าใจกัน เลยได้ทำ”

เสกชอบ แต่ค่ายไม่ชอบ คือผลลัพธ์การทำเพลง “เจ็บใจ” เอ็มวีตัวแรกของเขา

“เพราะมันดูไม่รู้เรื่อง คือวิธีของเรามันใหม่มาก เป็น symbolic ล้วนๆ แต่ตอนนั้นมีแต่เอ็มวีสไตล์เล่าเรื่อง อันนี้เลยเหมือนเราทำสนองเสกมากกว่า เพราะเขาอยากรู้ว่าทำไมเอ็มวีของคนไทยถึงไม่สวย ทำไมต้องเป็นเรื่องราว ทั้งๆ ที่เนื้อหาเพลงไทยมันก็น้ำเน่าอยู่แล้ว คุณจะไปซ้ำเติมโดยภาพทำไม”

“โชคดีที่มีค่ายเพลงที่หัวสมัยใหม่ในตอนนั้นคือเบเกอรี่ เห็นงานเราปุ๊บ เขาตกใจเลย ยังมีคนไทยที่เอาเพลงไทยแท้ๆ อย่างของเสกถ้าเทียบก็คือเพลงเพื่อชีวิต มาทำภาพได้ดูแปลก เขาก็เลยเรียกมาทำงาน เราเองก็รู้สึกตกใจกับเพลงเบเกอรี่ ไม่เคยฟังเพลงที่ไม่มีเรื่องราวอย่างนี้มาก่อน จะเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ มันเหมือนฝรั่งคิดเพลง”

แต่งานแรกที่ทำให้กับ คริสติน ทางค่ายกลับไม่แฮปปี้เท่าไหร่ กระนั้น ความพิเศษของการใช้ฟิล์มถ่าย อันเป็นสไตล์ที่อลงกตยึดถือ รวมถึงเทคนิคโฆษณาที่เขานำมาใช้ ทำให้เขาได้รับโอกาสให้ทำงานอีกครั้ง ซึ่งนอกจากเอ็มวีตัวที่ 2 อย่าง “ผ้าเช็ดหน้า” ของไทรอัมพ์ คิงดอม จะได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม จนทำให้เขามีงานกับเบเกอรี่อย่างต่อเนื่อง มันยังทำให้เขารู้ตัวเองด้วยว่าชอบอะไร

“เวลาไปทำเอ็มวีแล้วเราสนุก ไปลุยเยาวราช ไม่มีสคริปต์ ได้แบ่งเพลง แบ่งท่อน แล้วเล่นเอฟเฟ็คต์ของกล้องอย่างสนุกสนาน หลังจากนั้นก็จะมีลายมือของเราเกิดขึ้น ใครดูงานเราก็จะเข้าใจว่า อ๋อ! นี่งานไอ้บุ๊ค ดูไม่รู้เรื่องหรอกแต่ว่า สวย เท่”

นอกจากนี้ เขายังมีผลงานมิวสิควิดีโอกับค่ายเพลงและศิลปินอื่นๆ หลายร้อยเพลง เช่น กรูฟ ไรเดอร์, เกิร์ลลี่ เบอร์รี่, โฟร์-มด, ทาทา ยัง, คริสติน่า อากีล่าร์, พีซเมคเกอร์, บอดี้ สแลม, ลิปตา ฯลฯ

แต่ที่โดดเด่นจนไปเข้าตาโปรโมเตอร์สัญชาติเกาหลี ก็เห็นจะเป็นตัวที่ทำให้กับ ไทเทเนียม แล้วทางวงเอาไปเปิดโชว์ตามเทศกาลที่ต่างประเทศนี่เอง

“เขาว่าอยากได้ลุคอย่างนี้ เพราะเกาหลีไม่มี ที่เราเคยเห็นคือสวยๆ เนี้ยบๆ แบบเรน”

“ที่มาจ้าง เพราะเขาไม่รู้ว่าเราทำกันยังไงมากกว่า เรายังใช้กล้องไขลานอยู่ ซึ่งมันจะมีลักษณะพิเศษของเลนส์ การใช้ฟิล์ม สังเกตจะรู้ว่าท้ายๆ งานเราจะเหมือนฟิล์มไหม้ ซึ่งจริงๆ พวกภาพขาดๆ เกาหลี ญี่ปุ่น เขาใช้มานานแล้ว แต่ฟิล์มไหม้ๆ เราใช้บ่อยแล้วทำไมลงจังหวะ หรือว่าถ่ายโลว์คีย์มากๆ ใช้ไฟน้อยดวง เขาไม่รู้ว่าเราถ่ายยังไง”

อลงกตทำงานให้ศิลปินต่างประเทศมาแล้วเกือบ 2 ปี ซึ่งในแต่ละงาน เขาก็พยายามใส่ความเป็นไทยเข้าไปด้วย

“เกือบทุกเพลงจะถ่ายที่เมืองไทย เพราะให้ไปถ่ายที่โน่นเราก็ด้อยกว่า เนื่องจากไม่รู้จักโลเกชั่น ที่เมืองไทยคุยกันง่ายด้วย ถ่ายข้างถนนก็ได้ อีกอย่างคือเรารู้สึกดีที่ไปเมืองนอกแล้วได้เห็นอะไรไทยๆ อย่างในเอ็มวีเกาหลี ของ Onesun เราก็ให้นางเอกใส่สไบ ของ Maximum Crew มีรถเมล์เขียวเข้าฉาก แล้วของจีนก็มี Huijing ที่ไปถ่ายทุ่งนา ของฮีมูนาน ก็เอาเอ๊ะ-ศศิกานต์มาเล่น”

แต่ก็มีน้อยคนที่จะรู้ว่างานพวกนี้เป็นฝีมือใคร ซึ่งเจ้าตัวว่าเอาเข้าจริง เขาอยากให้รู้ว่านี่เป็นผลงานของ “คนไทย” มากกว่า

“Maximum Crew เป็นวงแชมป์โลกบีบอย แล้วเขาก็เลือกเราทำเอ็มวีเปิดตัว ซึ่งฮือฮามากที่เกาหลี งานนี้ สมมุติออนแอร์แชนแนลวีจะไม่รู้เลยว่าเป็นฝีมือคนไทย นึกว่าเป็นฝรั่งเกาหลี คือเรายังดูถูกกันเองอยู่น่ะ จนแชนแนลวีทนไม่ไหว ใครกัน มาถ่ายเมืองไทย ก็เลยขึ้นชื่อเราให้ หลังจากนั้นก็มีคนโทร.เข้ามาชมว่ามันดี สวยดี”

ถามว่ารายได้ถ้าเทียบกับเมืองไทย ที่ไหนมากกว่ากัน? คำตอบที่เราได้รับไม่ต่างจากที่คาด

“รายได้ที่เกาหลีเกือบล้านบาท ที่นี่ไม่เกิน 2 แสน เพราะว่าเขาขายทั่วโลก มันมีชุมชนเกาหลีอยู่เยอะแยะ แล้วรัฐบาลเขาก็ผลักดันอุตสาหกรรมด้านบันเทิงอยู่แล้ว เลยทำให้ศิลปะเขาดังมาก ของคนไทยฟังกันแค่กลุ่มเดียว แล้วก็ไม่ค่อยซื้อด้วย ที่เกาหลีเขาก็โหลดนะ แต่ก็ยังซื้อกัน”

ต่อไปเกาหลีก็น่าจะสร้างคนแบบเราได้?

“ก็น่าจะมีไปแล้วนะตอนนี้ เขาก็น่าจะมาสืบราชการลับว่าเราทำยังไงแหละ แต่ไม่เป็นไร เราไม่หวง” เขาว่ายิ้มๆ

นอกจากศิลปินที่ว่า ล่าสุดก็ยังมีงานจากมาเลเซีย อเมริกา และดูไบเข้ามาด้วย

ถามว่าคนเหล่านี้ติดใจอะไรในงานเขา? อลงกตตอบอย่างนี้

“เขาก็จะอ้างอิงที่เขาชอบ อย่าง Maximum Crew เขาก็จะบอกว่าขอแบบ “ทะลึ่ง” (ไทเทเนียม) ซึ่งเขาชอบ เพราะเนื้อเพลงมันลามกกว่าที่คิด แต่พอภาพออกมามันดูน่ารัก เพลง Maximum Crew มันก็ก้าวร้าว แต่เขาอยากให้ภาพมันออกมาดูเท่ ดูซอฟต์ลงโดยใช้วิธีของมุมกล้องเล่น หรืออย่าง Gharham ของดูไบก็บอกขอแบบ “An Everlasting Love” (คริสติน่า)”

“เวลาทำงานมันต้องมี reference อย่างเราทำเกิร์ลลี่ฯ ก็คุยกับเจ้าของค่ายว่าอยากทำแบบฮิคารุ อูทาดะ มันต้องมีจุดเข้าใจตรงกันว่าเราจะถ่ายประมาณนี้ ไม่งั้นออกมางง แต่ถามว่าเหมือนมั้ย เป็นไปไม่ได้ที่จะเหมือนของเขา ไม่งั้นป่านนี้ pantip ก็ว่าเราลอกกระจายแล้ว”

ทำมาเยอะแยะแบบนี้ อยากรู้จริงๆ ว่าหน้าที่ของเอ็มวีสำหรับเขาคืออะไร?

“มันเหมือนงานโฆษณา เอาไว้โปรโมต สร้างภาพลักษณ์ให้นักร้อง แล้วก็ทำให้คนจดจำดนตรีง่ายกว่ามีแค่เสียงร้อง”

แต่บางคนก็ว่าไว้ การถือกำเนิดของเอ็มวีคือการทำลายนักร้องที่เสียงดี แต่ภาพลักษณ์ไม่เท่าไหร่?

“เป็นไปได้ เพราะอีกแง่หนึ่งมันก็เหมือนเป็นการหลอกลวง” เขาหัวเราะ

“ว่าคนนี้เก่ง เท่ เพราะมันมีการตัดต่อ ใช้มุมกล้อง การแสร้งว่ามันเล่นได้ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ไลฟ์โชว์สุดสุด รู้เลยเสียงร้องเป็นไง เอ็มวีก็เหมือนงานโฆษณา ถามว่าผงซักฟอกใช้ดีจริงอย่างนั้นมั้ย คนก็รู้ ไม่ดีขนาดนั้นหรอก แต่น่าสนใจไปหยิบซื้อมานะ ซึ่งถ้าไม่ดี อันที่ 2-3 เขาก็ไม่ซื้อใช้ต่อ เหมือนกัน เพลงไม่เพราะจริงๆ เขาก็ไม่หยิบมาฟัง”

ภาพรวมวงการเอ็มวีไทยเป็นอย่างไรในสายตาเขา? คือสิ่งต่อไปที่เราอยากรู้

“เราอยู่กับที่นะตอนนี้ เพราะว่าเพลงเราอยู่กับที่ สังเกตสิเดี๋ยวนี้เพลงเก่าๆ เอามาเปิดเต็มเลย เพราะว่าคนรุ่นใหม่ถอดใจที่จะแต่งเพลงที่ตัวเองอยากทำแล้ว มันมีไม่กี่ค่าย มีคลื่นแฟตฯที่เปิด นอกนั้นขายไม่ได้ ในเมื่อเพลงที่ขายไม่ได้เป็นเพลงที่เราชอบ รู้สึกว่าเท่ ทันสมัย กับเพลงที่ขายได้แต่ตลาดมากๆ คนก็หันมาทำเพลงตลาด พอเพลงตลาดเยอะปุ๊บ เอ็มวีมันก็ซ้ำซาก เพราะเนื้อหามันซ้ำซาก แต่คนยังชอบบริโภคอย่างนั้นอยู่ ก็ว่ากันไม่ได้”

“แล้วมันก็มีปัจจัยที่ว่าคนคิดและคนมีอำนาจตัดสินใจทำเอ็มวียังเป็นคนเดิม งานมันก็เลยซ้ำซาก มีเยอะเลยที่เราลองเสนอไอเดียใหม่ๆ ไปแล้วเขาไม่เอา เอ็มวีมันเหมือนศิลปะนะ เราจะใช้พู่กัน แต่เขาบอกให้ใช้สีไม้ แม้ว่าผลลัพธ์ออกมา แบบเราจะสวยกว่า แต่เขาบอกไม่ได้ ผิด เราอยากเอานิ้วโป้งมาแปะๆ บอกไม่ได้ สกปรก”

แล้วอลงกตก็ยกตัวอย่างเพลง “ความรักทำให้คนตาบอด” ของบอดี้ สแลม

“ตอนทำ เราคิดว่ามันเป็น symbolic ความรักทำให้คนมองไม่เห็น เราก็จะให้ผู้ชายคนนึงเดินจูงผู้หญิงไปนู่นมานี่ จะเฉลยตอนท้ายว่ามันมองไม่เห็นว่าข้างๆ ผู้หญิงมีผู้ชายอีกคนเกาะตลอดเวลา แต่เขาบอกไม่ได้ ความรักทำให้คนตาบอดมันต้องใส่แว่นดำ จะบ้าเหรอ เหมือนคนตัดสินไม่ชอบวิธีเรา แต่เราก็ต้องถ่าย เซ็งมาก แล้วคนก็โทร.มาด่าเราว่ามึงคิดได้ไงวะ”

จากนั้น เขาเลยใช้วิธีปฏิเสธไปถ้าต้องร่วมงานกับคนที่สื่อสารกันไม่เข้าใจ

ทำโฆษณามาก็ไม่น้อย จนเคยได้เข้าชิงรางวัลที่เมืองคานส์มาแล้ว (พีเอสจูเนียร์ ที่มีเด็กเอาร้องเท้าตบยุง) อีกทั้งทำเอ็มวีมาแล้วก็มาก กระทั่งคว้ารางวัลจากเวทีแชนแนลวีมาได้ (“Gossip” ของเกิร์ลลี่ฯ)

แล้วสำหรับอลงกต สิ่งไหนคืออาชีพที่แท้จริง?

“เอ็มวีเราไม่เคยทำเป็นอาชีพอยู่แล้ว มันเป็นตัวโชว์งาน ให้คนทำโฆษณามาเห็น ไอ้บุ๊คอีกแล้ว งานนี้มันเท่ เรียกมันมาทำดีกว่า เหมือนต่อยอด เราไม่เคยเดินไปหาเอเจนซี่โฆษณาแล้วบอก พี่ครับ ผมมีงานตอนนี้ ทุกคนโทร.มาหาเราก็จะบอก เอาแบบเอ็มวีตัวนั้นตัวนี้”

“เอ็มวีเหมือนการวาดรูป เหมือนเราเป็นจิตรกร ถ้าคุณขายมาสเตอร์พีซได้ ชื่อคุณก็ดี งานคุณก็มีคนเชื่อถือ แต่บางงานก็อาจขายไม่ได้เลย มันก็ต้องเสี่ยงกับชีวิตที่ไม่มีอะไรจะกินตลอดเวลา เราไม่ใช่อาจารย์ถวัลย์ (ดัชนี) ที่ยังไม่ทันเขียนมีคนมาให้ 5-6 ล้านบาท เราก็ต้องมีอาชีพหลัก อย่างโฆษณานี่ได้เงินมากกว่าเอ็มวี 5 เท่าได้ ซึ่งเราเชื่อว่าศิลปินที่มาวาดรูปก็ต้องมีอาชีพหลัก อาจจะเปิดร้านกาแฟ แต่ว่าเขามีความสุข เช่น วันเสาร์ อาทิตย์ก็มานั่งวาดรูป เอ็มวีก็เหมือนกัน มันเป็นงานศิลปะ ไม่มีผิดถูก เช่น รัก จะบอกว่ารักยังไง มันมีวิธีเต็มไปหมด อยู่ที่เราจะถ่ายทอด”

โฆษณาเป็นอาชีพ ที่เป็นศิลปะก็มี แต่น้อยมาก, เขาว่า

“ไปดูงานเราแล้วจะตกใจ อย่างแอคคิววิวที่ศรีริต้าเล่น ลอริเอะชุดที่มีเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ มันจะไม่ใช่วิธีเหมือนเอ็มวีที่เราได้ทดลองอะไรแปลกๆ เพราะคนตัดสินโฆษณาคือลูกค้า ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา ว่าเขารักโปรดักต์มาก เพราะสร้างมากับมือ เขาต้องเชื่อว่าภาพที่ออกมาจะเป็นไง แต่บางทีครีเอทีฟไม่เข้าใจ ไปบิดวิธีของเขา ซึ่งถ้าลูกค้าเล่นด้วยก็โอเค ถ้าไม่เอาก็ปวดใจว่าอุตส่าห์คิดมาดี แต่สำหรับเรา ก็ต้องเชื่อในลูกค้า เพราะกว่าเขาจะมีเงินพันล้าน มีเงินล้านมาจ้างเราได้ เขาก็ต้องผ่านอะไรมามาก”

นอกจาก 2 อย่างนี้ อลงกตยังเคยฝากฝีมือในงานภาพยนตร์ไว้ด้วย ซึ่งก็คือหนังเรียกน้ำตาเรื่อง “คู่แท้ปาฏิหาริย์” เมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งก็ได้ทำกับค่ายไท เอนเตอร์เทนเมนต์ ด้วยเหตุผลว่าลูกสาวผู้บริหารชอบเอ็มวีของเขานั่นเอง

และสำหรับตอนนี้ เขาก็กำลังเตรียมจะทำหนังเรื่องใหม่อยู่เหมือนกัน โดยเป็นแนวน้ำตาตกในเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลทีเล่นทีจริงว่า “ชอบแกล้งคนดูให้ร้องไห้”

ความปรารถนาของอลงกตอีกอย่างนอกเหนือจากงานเหล่านี้ก็คือ การเปิดโรงเรียนสอนภาพยนตร์

“ตอนนี้เราสอนหนังสือไปด้วย (หลักสูตรการผลิตมิวสิควิดีโอที่เจนเอ็กซ์ อะคาเดมี) ต่อไปก็อยากเปิดโรงเรียนเอง เพราะรู้สึกว่าฟิล์มสคูลเมืองไทยยังไม่มี ต่อให้เรียนนิเทศฯ ก็ไม่ได้ลึกถึงถ่ายหนัง”

“อย่างที่สอนที่นี่ ก็เป็นส่วนหนึ่งให้เด็กที่ไม่มีโอกาสเรียนได้มาเริ่ม ล่าสุดมีเด็ก ม.4 มาเรียน เราถามมาทำไม? เขาบอกจะได้รู้ว่าอยากเรียนนิเทศฯรึเปล่า ซึ่งเราว่าเป็นความคิดที่ดีนะ ก็บอกเขาไปว่า ถ้าได้เรียน จะได้น้อยกว่านี้อีก เพราะครูที่มหาวิทยาลัยคงไม่มานั่งจ้ำจี้จ้ำไชกับเด็ก 100 กว่าคน แต่นี่คอร์สนึงมีไม่ถึง 10 คน ด่ากันได้ คุยกันได้”

“แล้วอีกอย่างวิธีสอนเมืองไทย จะบอกว่ากล้องคืออะไร วิธีการสื่อสารคืออะไร ซึ่งไม่รู้เรียนไปทำไม ท่องงูๆ ปลาๆ แล้วก็ได้เกรดเอ ประสบการณ์มากกว่าที่สำคัญ เราก็จะบอกว่าทำไมเราถึงถ่ายนักร้องมุมสูง มุมต่ำ ทำไมเลือกสีที่มันต่างกันหน้าหลัง เขาก็จะเข้าใจ แล้วก็บอกดูเอ็มวีไม่สนุกเลยตอนนี้ จับผิดอย่างเดียวแล้ว” เขาว่ายิ้มๆ

“เราว่าถ้าเด็กมีพื้นฐานพวกนี้ ละครไทยจะดูดีมากเลย คือคนทำละครไทยส่วนมากมาจากผู้จัด ดารา ช่างไฟยังมีเลย พื้นฐานมาจากการลักจำ แต่ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็เลยอยากให้มันมีเด็กที่รู้จริงปีนึงซัก 5-10 คน ก็ถือว่าสร้างวงการได้แล้วละ”

อาชีพคนทำงานโฆษณา หนัง เอ็มวี เป็นเรื่องดูดีมากสำหรับเด็กยุคนี้?

“มันก็เท่นะ ถ้างานเสร็จออกมาดูดี เราก็จะได้คำชมที่ดี ถ้าแย่ก็จะหลุดไปเลย กลายเป็นผู้กำกับอีกประเภทไป”

อีกอย่างงานก็ไม่ได้สุขสบายอย่างที่คิด

“งานมันจะคล้ายดารา คนดูไม่รู้หรอกว่าเหนื่อยชิบเผง นึกแต่ว่าชีวิตสบาย มีบ้านใหญ่โต จริงๆ ต้องขยัน อดทน กว่าเราจะเป็นผู้กำกับได้ใช้เวลาตั้ง 10 กว่าปี ต้องทนเป็นผู้ช่วย คนตัดต่อ เพื่อที่วันนึงจะได้เป็นตากล้อง ซึ่งก็ยังไม่ได้เป็น จนมาทำเอ็มวี แล้วศึกษาจนหลังๆ เราถ่ายเองได้หมด”

“ซึ่งมันก็สนุก แฮปปี้ว่าสิ่งที่เรียนมาเราได้ใช้แล้ว ไปทำงานกับคนอื่น เราก็ได้ชื่อว่ามีความรู้จริงๆ”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์