ไม่เห็นด้วย”เซ็นเซอร์” ผกก.หวังคุมเอง

Home / ข่าวหนัง / ไม่เห็นด้วย”เซ็นเซอร์” ผกก.หวังคุมเอง

เห็นชอบเรื่อง “เรตติ้ง” แต่ไม่เห็นด้วยเรื่อง “เซ็นเซอร์” 9 มกราคมนี้ เหล่าผู้กำกับฯนัดคุย ก่อนนำข้อสรุปเจรจาภาครัฐ นายกฯยงยุทธเผยอยากเห็นภาพแบบคนทีวี วิทยุรวมตัว ขอคุมกันเองมากกว่า

นายยงยุทธ ทองกองทุน นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ…. ในวาระ 3 แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และนำประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ โดยเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้จัดระดับความเหมาะสมของผู้ชมหรือเรตติ้งออกเป็น 7 ระดับ คือ

1.ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
2.ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
3.ภาพยนตร์ที่เหมาะกับผู้มีอายุ 13 ปีขึ้นไป
4.ภาพยนตร์ที่เหมาะกับผู้มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป
5.ภาพยนตร์ที่เหมาะกับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
6.ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีดู และ
7.ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร

ทั้งนี้ จะมีคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติคอยดูแล โดยคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี,รมต.กระทรวงวัฒนธรรม,รมต.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี,ปลัดกระทรวงการคลัง,ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ,ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ,เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค,เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ผู้แทนกระทรวงกลาโหม และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งนั้น ในความเห็นของตนแล้วการจัดเรตติ้งเป็นเรื่องที่น่าพอใจ แต่การที่ยังมีการห้ามฉายอยู่ ก็ถือว่าระบบเซ็นเซอร์ยังคงอยู่ อีกทั้งการระบุว่าหลักเกณฑ์ของการเซ็นเซอร์คือ “ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาที่เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ และเกียรติภูมิประเทศไทย” นั้นในทางปฏิบัติถือว่าเป็นข้อความที่ซับซ้อนมาก ดังนั้น ต่อไปคงต้องหารือกับภาครัฐเรื่องการตีความ รวมทั้งติดตามเรื่องกฎหมายลูกให้มากขึ้น

นายยงยุทธกล่าวว่า เท่าที่ทราบร่าง พ.ร.บ.นี้มีวัตถุประสงค์ 2 อย่างคือ หนึ่งคือส่งเสริมภาพยนตร์ในระบบอุตสาหกรรม และสองส่งเสริมภาพยนตร์ที่สะท้อนมุมมองทางสังคมอย่างเป็นอิสระ ซึ่งเมื่อรายละเอียดออกมาเป็นอย่างนี้ภาพยนตร์ในระบบอุตสาหกรรมคงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ภาพยนตร์อิสระจะได้รับผลกระทบมาก

“ไม่แน่ใจว่าภาครัฐระแวงอะไรกับตรงนี้มากนัก แต่การทำอย่างนี้เหมือนภาครัฐตัดสินใจแทนประชาชน และพยายามจะปกป้องตัวเอง เพราะไม่คุ้นเคยกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ จึงทำเหมือนเป็นเรื่องที่มีเจตนาดี คือคุ้มครองผู้บริโภค แต่จริงๆ แล้วการปล่อยให้มีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างอิสระจะทำให้คนในสังคมเกิดปัญญา มีวุฒิภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ และได้เติบโตไปพร้อมๆ กันทุกภาคส่วน” นายยงยุทธกล่าว และว่า ในส่วนคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ความจริงแล้วก็น่าจะมีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ประกอบการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

นายยงยุทธกล่าวอีกว่า ในวันที่ 9 มกราคม ซึ่งสมาคมจะประชุมกันนั้น ตนจะยกเรื่องนี้ขึ้นหารือ ก่อนนำข้อสรุปไปเจรจากับภาครัฐ

“เพราะตอนที่เขาจัดเรตติ้ง เรารับรู้ แต่เรื่องคณะกรรมการและเรื่องการเซ็นเซอร์นั้นเราไม่ได้รับรู้เลย เลยอยากจะให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อครั้งร่าง พ.ร.บ.วิทยุโทรทัศน์ฯเหมือนกัน ที่คนทำงานได้รวมตัวกันเพื่อให้ภาครัฐรู้ว่ามาคุยกับเราจะได้ผลดีกว่าการนั่งเขียนที่โต๊ะรัฐมนตรีเฉยๆ” นายยงยุทธกล่าวในที่สุด

ที่มาจากหนังสือพิมพ์