ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง

Home / ข่าวหนัง / ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง

เราคงเห็นปรากฏการณ์เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาที่ทำเอาคนในวงการสื่อและวงการบันเทิงส่ายหน้ากันเป็นแถว เพราะด้วยสถานการณ์ทางการเมืองแบบไทยๆ ทำให้การที่ประชาชนจะตัดสินใจออกจากบ้านไปดูหนัง ซื้อซีดี ซื้อสินค้าอุปโภคก็ลดลงไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ยังกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงเม็ดเงินโฆษณา ผลก็คือผู้ประกอบการส่วนใหญ่ฟกช้ำดำเขียวกันถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายคนบอกว่า ปีที่แล้วน่ะแค่ “เผาหลอก” การ “เผาจริง” จะมีปีนี้ต่างหาก เนื่องจากราคาน้ำมันซึ่งสูงอยู่แล้ว จะทะยานตัวสูงขึ้นอีก ขณะที่ซับไพรม์ จากสหรัฐอเมริกา ก็จะส่งผลออกมาให้เห็นชัดเจนขึ้น

“แล้ววงการบันเทิงเราจะรับมือกันอย่างไรนี่”

“เกียรติ กิจเจริญ” กรรมการผู้จัดการบริษัท ทริปเปิ้ล ทู จำกัด ที่ทำรายการโทรทัศน์มานานนับ 10 ปี บอกว่านอกจากจะพยายามเต็มที่แล้ว เขาก็ต้องทำใจ ต้องคิดให้ได้ว่ามีน้อยก็ใช้น้อย

“เพราะจะมีเงินเท่าไหร่ก็กินข้าวมันไก่ 2 จานอิ่มเหมือนกัน” เขาว่า

“เคยคุยกับติ๊ก (ชาญณรงค์ ขันทีท้าว-หุ้นส่วน) ว่าถ้าปีนี้มันไม่เวิร์กก็เลิกนะ”

ซึ่งก็คล้ายกับ “นุวัทฐ จั่นบำรุง” ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

“สถานการณ์อาจจะไม่ดีก็ได้ แต่ก็ต้องพยายามอยู่ให้มีความสุข แค่พอใจว่าวันนี้เรายังมีชีวิตอยู่ มีข้าวกิน มีโบนัสบ้าง ก็น่าจะพอ

“เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้”

ขณะที่ “อรพรรณ วัชรพล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โพลีพลัส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด บอกว่าได้เตรียมรับมือไว้แล้ว โดยจะทำงานให้รอบคอบขึ้น พร้อมกันนั้นก็ยังได้อธิบายสถานการณ์ให้พนักงานฟังตลอด

“เราขอความร่วมมือจากพนักงานด้วย บอกเขาว่าถ้าช่วยกันก็จะไม่ได้รับผลกระทบ”

เมื่อเป็นอย่างนี้ จึงเชื่อมั่นเต็มที่ว่า “เมื่อตอนเศรษฐกิจ ปี”40 เราผ่านมาได้ ปีนี้ก็น่าจะผ่านไปได้”

สำหรับวงการเพลง ที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะปัญหาหลายด้านรุมเร้า ทั้งเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งเรื่องการระมัดระวังค่าใช้จ่าย บางค่ายจึงตัดสินใจว่าปีนี้เอาของเก่ามาขายแบบ “รวมฮิต” น่าจะเสี่ยงเจ็บตัวน้อยกว่า

“ต่อพงศ์ จันทบุปผา” ผู้บริหารค่ายอินดี้ บีลิฟเร็คคอร์ด บอกว่า คนที่คิดจะทำค่ายเพลงตอนนี้ แค่มีเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องโง่ด้วย

เหตุผลที่ฟันธงขนาดนั้น เขาว่า เพราะดูรูปการแล้วโอกาสเจ็บตัวสูงมาก และหากเก่งพอจะเอาตัวรอดได้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 2 ปี คนที่อยู่ได้ตอนนี้จึงเป็นพวกที่ใจรักจริงเท่านั้น

“เรามองว่าระบบการออกเทปจะเป็นแบบเดิมไม่ได้แล้ว ต้องมีวิธีพ่วงแบบอื่นๆ ผมจึงอาจจะออกอัลบั้มเพลงสั้นๆ แต่บ่อย เพื่อให้มีกระแสอยู่ตลอด ที่สำคัญต้องพยายามจับมือกับค่ายอินดี้ทุกค่ายแล้วเดินไปด้วยกัน จะได้มีพลังมากกว่า”

ส่วน “กฤช ทอมมัส” ผู้บริหารจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ มองว่าความจริงแล้วธุรกิจเพลงยังไปได้ เพียงแต่นอกจากภาครัฐจะไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรแล้ว ยังออกกฎหมายควบคุมอีกต่างหาก ในมุมมองของเขาหากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือมากขึ้น ทุกอย่างก็น่าจะยังไปได้

ในส่วนของแกรมมี่เอง เป้าที่วางไว้คือทำอย่างไรก็ได้ ให้มี “ตัวเลข” ประมาณเดิม โดยตัวเลขที่ว่านอกจากจะมาจากยอดขายอัลบั้มในบ้านเราแล้ว ก็จะมาจากการนำศิลปินและผลงานออกต่างประเทศด้วย

ขณะที่ค่ายเพลงค่ายอื่นๆ เดินเกมกันแบบตั้งรับ “พีรธน เกษมศรี” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โซนี่ บีเอ็มจี (ไทยแลนด์) กลับมองเห็นว่า ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ ดังนั้นปีนี้โซนี่จึงจะบุกมากกว่า ปีนี้โซนี่ บีเอ็มจี จึงจะเพิ่มผลงานให้มากขึ้น โดยอาจจะเพิ่มประเภทศิลปินและผลงานที่บริษัทยังไม่มี อย่างลูกทุ่งและเพื่อชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย

“ด้วยความที่ธุรกิจมันไม่ดี ค่ายใหญ่เขาก็เริ่มไปเน้นทางอื่น เราเลยได้ประโยชน์ เพราะยอดขายเพลงแบบดิจิตอลของเรา ปลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 400% มันจึงดูมีอนาคตที่ดีมาก ที่เราจะบุก”

ในส่วนของสื่อวิทยุ “ธีรภัทร สัจจกุล” ผู้บริหารคลื่นเอฟเอ็ม 97.5 ซี้ด เอฟเอ็ม บอกว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาไม่กังวล เพราะถึงเศรษฐกิจไม่ดี อย่างไรเสียหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องกระตุ้นให้เกิดการบริโภคกันอยู่แล้ว เพียงแต่ในสถานการณ์นี้เอเยนซี่จะใช้เงินรอบคอบขึ้น และอาจเน้นไปที่การจัดอีเว้นท์มากกว่าจะมาลงโฆษณากับสื่อ

“หน้าที่เราจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ให้เขาเลือก”

ขณะเดียวกันซี้ดก็จะเน้นการจัดกิจกรรมมากขึ้น ซึ่งน่าจะได้การตอบรับที่ดี

ที่หันไปบุกวิทยุอินเตอร์เน็ตคือค่ายใหญ่ทั้งจีเอ็มเอ็ม มีเดีย ของ “สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา” www.atimemedia.com/live และสกายไฮ เน็ตเวิร์ค www.fmmax.com ภายใต้การดูแลของ “คมสันต์ เชษฐโชติศักดิ์” ซึ่งวิทยุออนไลน์นั้น แม้ช่วงแรกอาจจะไม่ได้เม็ดเงินสักเท่าไร แต่ทั้งคู่ก็มองว่าเป็นการวางแผนเพื่ออนาคต ขณะที่วิทยุในคลื่นหลักก็จะเน้นจัดกิจกรรมมากขึ้นเช่นกัน

ด้านหนังไทย กูรูอย่าง “วิสูตร พูลวรลักษณ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด บอกว่า ปีนี้ยังไงๆ หนังไม่ว่าไทยหรือเทศก็กระทบแน่ๆ แต่หนังไทยน่าจะกระทบน้อยกว่า ด้วยเหตุผลของรสนิยม ที่คนไทยน่าจะทำได้ถูกใจคนไทยด้วยกันเองอยู่แล้ว แต่ปัญหาคงอยู่ที่ปีนี้นายทุนอาจจะอนุมัติทุนสร้างได้ไม่มากนัก ทำให้ไม่มีหนังทุนใหญ่ๆ ออกมามากนัก

“ในมุมของจีทีเอชไม่หนักใจ เพราะเรารู้ว่าถ้าหนังมีคุณภาพดี หนังน่าสนใจ ก็ยังไปได้ ซึ่งสำหรับหนังปีนี้เราวางแผนมา 1-2 ปีแล้ว เชื่อว่ามีคุณภาพ และคอนเซ็ปต์ก็แข็งแรงพอสมควร ไม่น่าเจ็บตัว”

เป็นอันว่าไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนในวงการบันเทิงก็คงต้องดิ้นกันไป

“จนกว่าฟ้าจะเปิดนั่นแหละ”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์